
line :@yoj1072w สูตรอาหารต่างๆ รวบรวมใน เพจ MidnightBaker ig: https://teapawt.net/t.co/9pqQIlSOWv
Joined December 2021
- Tweets78.8K
- Following2.1K
- Followers8.8K
- Likes67.5K
ทีมยางลบ ที่ต้องทำเองเท่านั้น
เราสามารถทำอกไก่แบบไม่หนัง ให้ต้มออกมานุ่น และไม่แห้งได้ ลองทำมาหลายรอบแล้ว มันทำได้จริง กินง่ายมาก เนื้ออกไม่แห้งเลย ชุ่มฉ่ำ เรียกว่ากลายเป็นเมนูโปรดที่ทุกคนเรียกร้อง
ทำง่าย แต่ใช้เวลา เราทำ 2 ขั้นตอน ยังไงก็นุ่น (brine และ poaching)
อย่างแรกต้องนำอกไก่มาบลาย (brine) คือการแช่อกไก่ดิบในน้ำเกลือ
สูตร: อกไก่ 1 โล น้ำ 2 ลิตร เกลือ 60 ก น้ำตาล 20 ก พริกไทย กระเทียม โรสแมรี่ (option) ปิดฝาแช่ในตู้เย็น 4-5 ชม
จากนั้นเอาอกไก่ออกมา ซับให้แห้ง อันนี้จะเอามา poaching คือต้มน้ำให้เดือดพล่า (น้ำเยอะแบบท่วมไก่ ใส่ไก่หลวมๆ) เอาอกไก่ที่ซับแห้งใส่ลงไป ปิดฝา ปิดไฟ (ปิดไฟเลย) จับเวลา 20-25 นาที
ไก่จะค่อยๆสุก ครบเวลา เอาออกมาทันที แล้วให้เอาพักไว้ก่อน รอจนไก่เย็นจะหั่นง่าย
วิธีนี้ไม่ยาก แต่มันใช้เวลา ต้องเตรียมแช่ไก่ไว้ก่อน แล้วค่อยต้ม
แต่ถามว่าคุ้มมั้ย เราว่าคุ้มมากก เมื่อทำแบบนี้แล้วจะไม่สามารถกลับไปกินยางลบแห้งๆได้อีกเลย
*ใครไม่ต้มจะเอาไก่ที่บรายแล้วไปย่างก็จะชุ่มฉ่ำ*
Ranse:แอคใหม่ แอคเดิมโดนลบไปแล้ว retweeted
เถียงเรื่องนี้กี่ครั้ง จุดยืนเรายังเหมือนเดิม ใครอยากจะตั้งสเป็คก็ตั้งเลย แต่การจะมาบอกว่า ผชที่ไม่เลี้ยง = บกพร่อง มันไม่ใช่
กลับกัน ถ้าผชมาบอกว่า ผญที่ไม่เป็นแม่ศรีเรือน = บกพร่อง มันก็ไม่โอเค
ถ้าเรามัวแต่สร้างค่านิยมแบบนี้ สังคมมันก็วกกลับไปติดหล่ม gender role เหมือนเดิมอ่ะ
โฮมคาเฟ่วันนี้
ช่วงนี้เปลี่ยน pitcher เลยยังกะไม่ค่อยถูก นมยังหนาเกินไป
ข้าวต้มแบบใส่ของตามใจอยาก พบว่าใส่น้ำมันพริกจีนคืออร่อยมากก ผักโปยเล้ง ถั่วแระ คือเข้ากันสุดๆ
คือถ้าจะเอาน้ำเข้าไปให้ลูกกินบนเครื่อง ถ้าบริสุทธิ์ใจจริง เค้าจะแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะวางกระเป๋าเพื่อสแกนตรวจไง มันแจ้งก่อนได้ ทีนี้จะทำอะไร ยังไง มันก็ตามสะดวก หยิบเอง ดื่มเอง เทล้างหน้า ทิ้งเองได้หมด จนท ไม่แตะอะไรเลย
เจอน้ำเยอะหลังจากสแกนเข้ามา มันก็ต้องทิ้งไง น้ำหอม เหล้าแพงๆ นี่โดนทิ้งทั้งขวดคาตาเยอะมาก
อันนี้จากที่ #แก้มกี้ ไลฟ์นะคะ แต่วัย30ทุกคนไม่ได้แต่งงานทุกคนไงแก้มมมมมมม จะมาบอกว่า ประโยค "ครอบครัวมีปัญหา" ทุกคนจะไม่มองถึงพ่อแม่เลยไม่ได้ไง 30โสดก็ยังมี
"มีคำในหัวเยอะมาก "ทะเลาะกับผัวมา" , "ผัวนอกใจมากแน่เลย" พยายามหาเหตุผลการกระทำของเจ้าหน้าที่คนนั้น"
" ไม่ได้พูดนะว่า "ครอบครัวมีปัญหา" ไม่ได้พูดแน่นอน แต่พูดแบบว่า "มีปัญหาทางครอบครัว" แบบทะเลาะกับผัวมาประมาณนี้ แต่ถ้าพูด "ครอบครัวมีปัญหา" อันนี้ใหญ่เกิดซึ่งแก้มไม่ได้มีความคิดนั้น"
- ซื้อน้ำดื่มจากด้านในเกตขวดละ 110 บาท 2 ขวด เพื่อเตรียมไว้ให้ลูก คิดว่าลูก2คนก็2ขวด
- แก้มบอกว่ารอบก่อนๆมีประสบการณ์ตอนลูกคนแรกแล้วว่าน้ำขวดเดียวมันไม่เพียงพอ
- การเรียกแอร์โฮสเตสขอน้ำให้ลูกอาจไม่สะดวกในช่วงที่Take off หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน เลยอยากเตรียมไปเอง
- หลายคนตั้งคำถามว่ารู้ว่าก็รู้ว่ามีกฏอยู่แล้วจะเอาน้ำเข้าไปทำไม แก้มบอกว่าเพะราแก้มเอาลูกไปด้วย มันเป็นข้อยกเว้นอยู่แล้วไม่ใช่เป็นการอนุโลม เธอรู้ว่าต้องปริมาณเท่านี้เท่านี้นะ
- แก้มพยามยามจะเจรจาว่ามีลูก2คน แล้วน้ำในกระบอกก็จะหมดแล้ว ขอเอาเข้าไปเติมได้ไหม เพราะไม่รู้ว่าข้างในจะมีน้ำขายไหม
- เจ้าหน้าที่คนที่มีเรื่องด้วยบอกไม่อนุญาตให้นำน้ำเข้าไป แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่อีกคนที่อนุญาตให้เอาเข้าไปได้แค่ 1 ขวด เธอก็โอเคเคารพกฏที่เจ้าหน้าที่แจ้ง
- แก้มยืนยันว่าในคลิปวงจรปิดมีภาพตอนเหตุกาณ์นี้แน่นอน แต่ที่ทางสนามบินเอามาเผยแพร่นั้นมันกลับถูกตัดออกไป
- หลังจากที่ได้รับแจ้งว่าโอเคเอาน้ำเข้าไปได้แค่1ขวด อีกขวดเจ้าหน้าที่กำลังจะทิ้ง แก้มก็รีบบอกว่า "งั้นขวดที่จะทิ้ง ขอกินก่อนได้ไหม" (ซึ่งแก้มยืนยันว่าตรงนี้ในคลิปถูกตัดออกไป)
- แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบกลับแก้มว่า "ไม่ได้ ถ้าจะกินต้องกินข้างนอก"
- พอเจ้าหน้าที่พูดแบบนั้นก็ดึงขวดน้ำไป เปิดถังขยะ แล้วโยนทิ้งลงไปในถังขยะทันที โดยไม่รอแก้มตอบอะไรเลย
- แก้มบอกว่าตอนนั้นไม่ได้รู้สึกโกรธหรืออะไร แต่อารมณ์ประมาณแบบ เพิ่งขอดื่มไปแต่พนักงานกลับทิ้งน้ำลงถังขยะต่อหน้าต่อตาเลย
- เรื่องถังขยะ แก้มอยากขอน้ำเอามากิน เพราะฝาเองก็ยังไม่ได้เปิด คือไม่จะเอามาให้ลูกกินนะ แก้มจะเอามากินเอง
- แก้มก็ถามแบบว่าถังขยะมันสกปรกไหม เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบแบบ "ก็ถังขยะอ่ะค่ะ"
- แก้มมองว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นสามารถตอบดีๆก็ได้หรือขอโทษสักนิดที่รีบหยิบน้ำทิ้งไป ถ้าทำแบบนี้เรื่องก็คงจบ
- แก้มเริ่มโมโหตรงที่ว่า "ก็ไม่คัดค้านเอง" คือแก้มบอกประมาณว่าก็บอกว่าจะกินเลย พี่จะมาบอกไม่คัดค้านได้ยังไง
- แก้มบอกว่าสีหน้าเจ้าหน้าที่ชัดมาก ตั้งแต่เกิดมาแก้มไม่เคยทะเลาะกับใครเลย ไม่เคยเจอเหมือนกันว่าจะไม่รู้สึกอะไรขนาดนี้ได้ยังไง
- ถ้าอารมณ์บูดก็ไม่ควรมาทำอยู่ตรงนั้นเลย
- มีคำในหัวเยอะมาก "ทะเลาะกับผัวมา" , "ผัวนอกใจมากแน่เลย" แก้มบอกว่าในหัวพยายามหาเหตุผมว่าคนๆหนึ่งจะมาทำแบบนี้ได้ต้องมีอะไรแน่ๆเลย
- แก้มบแกว่าพยายามจะแสดงหน้าโกรธเพื่อให้เจ้าหน้าที่คนนั้นหันมาแล้วขอโทษหรือการกระทำอะไรก็ได้ที่ให้เกรียติความรู้สึก แต่ก็รู้สึกว่าแก้มไม่ได้อะไรเลย
- จนเจ้าหน้าที่ก็ทำอารมณ์แบบ แล้วไง แล้วไง ทำเสียงดังปึงปัง
- ก่อนจะไปแก้มก็ถอนหายใจแล้วพูดประโยต " "ดูแล้วมีปัญหาทางครอบครัวแน่นอน"
- จากใจแก้มทะเลาะกับผัวแล้วมาลงกับฉันแน่นอน" แก้มบอกว่าในหัวคือคิดว่าทะเลาะกับผัว ไม่ได้ด่าบุพการี
- พอประโยคนี้หลุดออกจากปาก เจ้าหน้าที่คนนั้นก็เดินมาแล้วก็มาชี้ว่ามาด่าพ่อแม่กันได้ยังไง
- แก้มบอกว่าฟุตนี้หายไป
- แก้มบอกว่าตอบกลับทันทีว่าไม่ได้ด่าพ่อแม่ เพราะไม่มีคำว่าพ่อแม่อยู่ในหัวเลย ไม่มีคำว่าพ่อแม่หลุดออกไปเลย
- ด้วยวัยน่าจะใกล้เคียงกันแบบ30 เลยนึกไปถึงสามี แก้มบอกว่าถ้าทุกคนอยู่ในสถานกาณ์นั้นทุกคนจะไม่ได้มองไปถึงพ่อแม่เลย
- แก้มบอกว่าตอบกลับไปทันทีว่าไม่ได้ด่าพ่อแม่ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ฟังอะไรแล้ว
- เจ้าหน้าที่ีคนนั้นเลยด่ากลับมาว่า "คุณพ่อแม่ก็ไม่สั่งสอนเหมือนกันพูดจาแบบนี้"
- แก้มเลยงงว่าอ้าว มาด่าแบบนี้ได้ไง เรายังไม่ได้ด่าพ่อแม่คุณเลย
- ในหัวไม่ได้คิดเลยเรื่องพ่อแม่ ไม่มีในหัวเลย ถ้าคิดในใจได้มากกว่านั้นก็คือ "เป็นเหี้ยอะไรกับกู" แต่ไม่ได้พูดออกไป แค่เหมือนดูแล้วมีปัญหาทางครอบครัวแน่นอน
- แก้มบอกว่า ไม่ได้พูดนะว่า "ครอบครัวมีปัญหา" ไม่ได้พูดแน่นอน แต่พูดแบบว่า "มีปัญหาทางครอบครัว" แบบทะเลาะกับผัวมาประมาณนี้ แต่ถ้าพูด "ครอบครัวมีปัญหา" อันนี้ใหญ่เกิดซึ่งแก้มไม่ได้มีความคิดนั้น
ฉันถามกลับ "ครอบครัวมีปัญหา" กับ "มีปัญหาทางครอบครัว" มันต่างกันกี่%เหรอ???
ทัชใจกับประโยคนี้มาก “อย่าเร่งดอกไม้ให้บาน เพียงเพราะดอกไม้ข้าง ๆ เริ่มผลิบานแล้ว ทุกอย่างมีเวลาของมัน” ดอกไม้แต่ละดอกมีฤดูกาลของตัวเอง ชีวิตเราก็เหมือนกันบางคนได้งานแล้ว บางคนมีเงินเก็บแล้ว บางคนมีความรักที่ดีแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังล้มเหลวหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ปลานิลทอดซอสน้ำปลา
เราซื้อปลานิลแบบแล่แล้วจากโซนอาหารแช่แข็งมา เอาออกมา 3 ชิ้น รอละลาย หั่นเป็นท่อน โรยเกลือพริกไทย คลุกแป้งแห้งบางๆ ทอดในกระทะ ตอนทอดใจเย็น ให้กรอบทีละด้านค่อยพลิก (ทางนี้ทอดแบบใช้น้ำมันน้อย เลยต้องพลิกปลา) ทอดเหลืองดี เอามาพักใส่ตะแกรงโปร่ง ทำซอสน้ำปลา (น้ำเปล่า น้ำตาลปี๊บ เกลือ น้ำปลา เคี่ยวในกระทะ) ราดลงบนปลาที่ทอดแล้ว
ทำน้ำปลาพริกแบบเน้นเปรี้ยว😆
ข้าว 2 จานเลยเมนูนี้
24 ชั่วโมงทั่วโลก:
• เรือขนน้ำมันชนทุ่นระเบิด 4 ลำในฮอร์มุซ
• Bolsanaro คนลูกประกาศสู้
• ประธาน ECB ลาออก
• หุ้นเอไอแตก
• Binance โดนแฮ็ก
• Patrick Stewart เสีย
ไทย:
• จับแรงงานพม่าแอบขายหมูปิ้ง
• อินฟลูตีกับเจ้าหน้าที่สนามบินเรื่องน้ำขวด
Ranse:แอคใหม่ แอคเดิมโดนลบไปแล้ว retweeted
กุขำไต้เกาเจิ้งมาไลฟ์ดูซีรีส์(บักหาน) ฮีบอกถ้าพระเอกไม่มา ฮีตายตามือนางเอกล่ะ ไม่ใช่แค่คนดูที่คิด นักแสดงยังคิด55555555 ตลก55555555555555
ทำได้ มีหลายคนทำเยอะด้วย
เค้ามีรายได้ 150K มานานแล้วไง ไม่ใช่เริ่มทำงานเดือนแรก ได้ 150K แล้วซื้อบ้านนี่
เค้าอาจจะ 100-150k มา 10 ปี มีเงินเก็บเป็นก้อนอยู่แล้วมั้ย มันก็ไม่ตึงมาก รถอาจจะไม่ต้องผ่อน
แล้ว 3 ปีแรก ดอกถูก ยอดจ่ายต่ำ มันก็โปะได้มั้ย บ้าน 8 ล้าน รายได้ 150k กัดฟันผ่อนเดือนละแสนไป 3 ปีแรก ดอกก็ถูก มันก็เหลือ 5 ล้านล่ะ แล้ว retention ต่อ ดอกก็ถูก จะโปะ จะผ่อนชิลๆ เดี๋ยวก็หมดไม่นาน
ทำได้จริง แต่เราไม่มีทางรู้อพไรในระยะยาว ถ้าวินัยการเงินดี ไม่มีภาระมาก มีทรัพย์สินมั่งคง การงานมั่นคง มันได้ ไม่เหนื่อยมาก
แวดวงอาจารย์หมอที่รู้จักกัน รับราชการก็เงินเดือน 150-200k เค้าก็บ้าน 8/10 ล้าน ลูกๆเรียนอิตเตอร์กันเยอะแยะ
มี e reader หลายเครื่องก็ไว้ใช้งานหลากหลาย
เรามี kindle scribe เอาไว้อ่านงานวิชาการ ซึ่งก็ใช้บ่อย (เพราะจำเป็น) แต่ก็มีกลุ่มขนาด 6 นิ้ว เอาไว้อ่านนิยาย (มี kindle ไว้อ่าน หนังสือจาก kindle , มี kobo ไว้อ่านหนังสือยืมผ่าน overdrive, มี boox ไว้อ่าน meb, naiiin)
ก็ใช่ที่ว่ามีตา 2 คู่ อ่านได้ทีละเล่ม แต่มีหลายเครื่องแหล่ะ
Ranse:แอคใหม่ แอคเดิมโดนลบไปแล้ว retweeted
ใครที่คิดว่าเบญจเพสน่ากลัวแล้ว อยากให้เตรียมใจเผื่อตอน Midlife Crisis ไว้ด้วย เพราะตอนเบญจเพสเราแค่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอ Midlife Crisis มาถึง ไม่ต้องกลัวแล้วจ้า ปัญหาชีวิตมารออยู่ตรงหน้าครบเลย
ไปอ่านโพสต์นึงที่เขาแชร์สิ่งที่ต้องเจอตอนอายุ 40+ เขียนไว้ดีมาก อ่านแล้วรู้สึกหนักอึ้งเลย บางเรื่องแค่คิดว่าถ้าเป็นเราจะรับมือยังไงเหนื่อยแล้ว 😭
E reader ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
ถ้าใครชอบอ่านหนังสือเล่มอยู่แล้ว e reader อาจไม่ตอบโจทย์เลย
อย่างแรกคนใช้ e reader ต้องอ่าน e book เป็นหลักก่อน ทีนี้ e book มันก็มีความยุ่งยากของมันพอสมควร
สมมุติสนใจหนังสือ 1 เล่มที่เป็น ebook ก็ต้องซื้อผ่าน app ที่ขายหนังสือเล่มนั้น (คล้ายๆสำนักพิมพ์ เช่น meb naiin kindle kobo)
โดยซื้อผ่าน comp , ipad, โทรศัพท์ จากนั้นค่อย load เล่มที่ซื้อแล้ว เปิดอ่านผ่าน app ตอนแรก (คืออ่านใน ipad, iphone, com)
ทีนี้ถ้าจะอ่านใน e reader นอกจากมีเครื่องแล้ว เราก็ต้อง load app นั้น มาลงในเครื่อง e reader (บางเครื่องมีข้อจำกัดตามระบบปฏิบัติการ load ไม่ได้ทุก app อ่าน)
แล้วค่อยๆ load หนังสือที่ซื้อ ลงใน app นั้น ในเครื่อง e reader
การอ่านในตอนแรกก็จะช้า เพราะ e reader มันไม่ไวเท่าโทรศัพท์ (ช้ากว่ามาก) และต้องปรับแต่งในช่วงแรกพอสมควร
แต่ขั้นตอนต่างๆ มันยุ่งยากตอนแรก (เหมือนซื้อโทรศัพท์ใหม่ครั้งแรก ต้อง load app ธนาคารใหม่ ต้อง login , regist อะไรใหม่ๆ รอ load) หลังๆ มันจะเร็ว จนเปิดอ่านเล่มใหม่ๆได้ต่อเนื่อง
ขณะที่ physical book ซื้อมาก็จบ เปิดหน้าก็อ่านได้เลย และได้ความเป็นเจ้าของ ให้เพื่อนยืมอ่าน ยกให้คนอื่น ขายต่อได้สบายมาก
แต่ ebook ไม่ได้ความเป็นเจ้าของเลย เงินที่จ่ายเป็นค่า ebook ได้แค่สิทธิในการเปิดอ่าน ไม่สามารถเอาไปขายต่อ ให้ยืม ยกให้ใครได้ทั้งนั้น
(ไม่ได้พูดถึงการ pirate)
E reader แค่เครื่องที่ใช้เปิดอ่าน ebookที่ทำให้อ่านได้นานไม่หนักมือในการถือและถนอมสายตา
โฮมคาเฟ่วันนี้
เราชอบเอาปาท่องโก๋ อุ่นในเครื่องปิ้งขนมปังนะ 🤣 เร็ว+กรอบ
วันนี้พักจาก boox มาหยิบ kobo นิดนึง
มิเตอร์ถูกกว่าตลอด (ถูกกว่าหลัก 100 เลย) แต่แกร๊ปรถใหม่กว่ามาก และเรียกสะดวกกว่า
ก็แค่ล้มนิดเดียว ทำไมต้องให้คนช่วย
เราเคยอยู่ในเหตุการณ์ คนเปิดประตูรถลงมาแล้วล้มข้างทาง แถวร้านหมูปิ้ง คนแถวนั้นช่วยกันผลัด CPR รถหมอขับมายังปาดเลนจากขวามาซ้ายสุด ลงมาช่วยกัน ทุกคนโทรเรียกรถ ER
คนไทยเนี่ย มีน้ำใจกันเยอะมาก
ถ้าวิ่งล้มแผลนิดเดียว คนผ่านไปมาเห็นยังมีสติดี (concious) คนทั่วไปเค้าก็ไม่คิดว่าต้องเข้าไปอะไรนะ ใครจะไปรู้ ก็อาจจะคิดว่านั่งพัก ผูกเชือกรองเท้า หรืออะไรก็ได้ไง
This quoted post is unavailable.
อาจจะไม่เกี่ยวกับต้นทวีตเท่าไหร่
แต่สมองเราเวลาอ่านหนังสือคือเป็นแบบนี้เลย อ่านไวเพราะสายตาสแกนแล้วสรุปประเด็น (ที่เราคิดเองว่า) สำคัญ แล้วเปิดผ่านไปหน้าต่อไปเลย นี้ก็จัดว่าเป็นคนอ่านหนังสือไวแหล่ะ ส่วนมากถ้านิยายมันจะแบบนี้ 100% ถามว่ารู้เรื่องมั้ย อ่ะ มันรู้เรื่อง มันไม่พลาดอะไรเลยในเนื้อหาหลัก จะอ่านละเอียดๆเฉพาะพาร์ทที่สนใจเป็นพิเศษ หรือชอบมาก
มันเป็นทั้งข้อดีข้อเสียจริงๆ คือตอนนี้กองดองเยอะมาก ก็อยากอ่านให้จบ มันก็เร่งอ่าน ทั้งๆที่ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งอ่ะ ไม่ได้แข่งอะไรกับใคร แค่อยากรู้เนื้อหาต่อไปไวๆ ความจริงอยากมาอ่านเก็บรายละเอียดรอบ2-3 กับเกือบทุกเรื่อง แต่ไม่มีเวลาจริงๆ เรื่องใหม่รอตลอด
แต่งานวิชาการ paper ต่างๆ มันสั้นไง 10-20 หน้า อ่าน abtract แล้วสแกนอ่านทั้งหมด จากนั้นซ้ำประเด็นที่สนใจ ส่วนมากมันครอบคลุม
ภาพนี้แบบมันคือที่เรามองเห็นเลย โดยฝึกให้สแกนอ่าน จนอ่านสแกนเป็นอย่างแรกตลอด

























