สว.เทวฤทธิ์ ติดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม รมว.แรงงานคาดเสนอ ครม.สิ้นปีนี้ tpchannel.org/news/36086
[ 30 ปีข้อเรียกร้องแรงงาน จุลพันธ์ยืนยันให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 ภายใน 2–3 ปี ย้ำกฎหมายพร้อม รอเคลียร์ความเห็นหน่วยงานรัฐ]
.
วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) ผมได้ตั้งกระทู้ถามจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องความคืบหน้าและรายละเอียดของกระบวนการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และขอทราบข้อทักท้วงของคณะกรรมการกฤษฎีกา
.
อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เป็นหนึ่งในอนุสัญญาหลัก (Core Conventions) ซึ่งมีอยู่ 10 ฉบับ ที่ผ่านมาประเทศไทยให้สัตยาบันไปแล้ว 8 ฉบับ เหลือเพียง 2 ฉบับนี้ที่เรายังไม่ได้ให้สัตยาบันทั้งที่ประเทศส่วนใหญ่ได้ให้สัตยาบันกันไปหมดแล้ว ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่หาได้ยากในบรรดาสมาชิก ILO ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้
.
จริงอยู่ว่าเรามี พรบ. แรงงานสัมพันธ์ และ พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์อยู่แล้ว แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามหลักการในอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเองมีอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ที่ประมาณ 1.3% ของแรงงานทั้งหมดกว่า 30 ล้านคน ส่วนข้อตกลงสภาพการจ้างหรือ CBA มีแรงงานเพียง 0.8% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง นอกจากนี้อัตราการรวมกลุ่มและการต่อรองของแรงงานสะท้อนถึงความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานและสหภาพแรงงาน ซึ่งขบวนการแรงงานได้ต่อสู้เรียกร้องให้ประเทศไทยรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 มาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว
.
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้พิจารณาคือ ประเทศที่มีอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ในลำดับต้น ๆ มักเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงและมีระดับรายได้ต่อประชากรสูง เช่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ประเทศเหล่านี้มีอัตราการรวมกลุ่มของสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ในระดับสูง ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และรายได้ของแรงงาน
.
เวลาเราพูดถึงกับดักหรือมายาคติที่บอกว่าค่าแรงขั้นต่ำของเราต่ำเพราะผลิตภาพการผลิตของเราต่ำ ผมอยากตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เป็นความจริงทั้งหมดหรือเปล่า ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาผลิตภาพการผลิตของเรามีอัตราเร่งสูงขึ้นแต่ค่าแรงกลับยังคงที่ สิ่งที่ทำให้ค่าแรงตามไม่ทันผลิตภาพการผลิตก็คืออำนาจการต่อรองของแรงงานที่มีไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผลิตภาพการผลิตกับค่าจ้างซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
.
ดังนั้นผมจึงขอสอบถามเพื่อเน้นย้ำอีกครั้งว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องจัดทำร่างแก้ไข พรบ. แรงงานสัมพันธ์และร่างแก้ไข พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ก่อนจึงจะสามารถให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ได้ ทั้งนี้เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 178 ตามที่ รมว. แรงงานกล่าวอ้างแล้วผมไม่พบว่ามีถ้อยคำใดที่ระบุว่าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนเช่นนั้น
.
เนื่องจากครั้งก่อน รมว. เคยชี้แจงต่อฝั่ง สส. ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไข พรบ. แรงงานสัมพันธ์และ พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ควบคู่ไปกับการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ โดยได้ยกเหตุผลนี้ขึ้นมาชี้แจงว่าเหตุใดจึงยังไม่สามารถให้สัตยาบันได้ในปัจจุบัน ผมจึงขอสอบถามรายละเอียดว่าข้อทักท้วงและการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นนี้เป็นอย่างไร และกระบวนการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ทั้งสองฉบับมีแนวทางและกรอบระยะเวลาในการดำเนินการอย่างไรบ้าง รวมถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับที่กล่าวถึงขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใดแล้ว
.
ด้าน รมว. แรงงานตอบว่าต้องพิจารณาเรื่องความเป็นประเทศผู้รับและประเทศผู้ส่งแรงงานด้วย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่เป็นผู้รับแรงงานจากต่างประเทศมักจะไม่ค่อยเข้าร่วมอนุสัญญา 87 และ 98 เพราะเป็นเรื่องของการรวมตัวและการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ขณะที่ประเทศผู้ส่งแรงงานไม่ได้มีข้อขัดข้องอะไรในการเข้าร่วมอนุสัญญา โดยประเทศไทยเป็นทั้งประเทศผู้รับและประเทศผู้ส่ง มีส่วนผสมทั้งสอง และก็มีประเด็นเรื่องความมั่นคง ซึ่งในอดีตรัฐบาลและ รมว. แรงงานก็เผชิญกับแรงกดดันในประเด็นนี้ อาจทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับได้
.
จุลพันธ์ระบุว่ากระทรวงแรงงานมีความพยายามที่จะดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญา 87 และ 98 มาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ในฐานะ รมว. แรงงานได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาภายในส่วนราชการก่อน โดยยังไม่ได้ดำเนินการในลักษณะไตรภาคี
.
ในกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ คู่เจรจามีความประสงค์ให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในการเจรจาตามมาตรา 301 เรื่องภาษีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้หารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในประเด็นนี้ แน่นอนว่าการให้สัตยาบันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ท้ายที่สุดการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะการยกระดับศักดิ์ศรีของประเทศไทยในเวทีโลก และทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองและดูแลแรงงาน
.
จุลพันธ์ย้ำว่ากระทรวงแรงงานพยายามดำเนินการให้สัตยาบันอนุสัญญาหลายฉบับ โดย ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เป็นหนึ่งในเป้าหมายของกระทรวงแรงงานในปัจจุบัน ซึ่งตนจะพยายามดำเนินการให้สำเร็จภายใน 2–3 ปีข้างหน้าเพื่อให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักครบทั้ง 10 ฉบับ
.
เรื่องที่ 2 เกี่ยวกับข้อทักท้วงของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จุลพันธ์ระบุว่าเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยในอดีตกระทรวงแรงงานเคยเสนอร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่ ครม. ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กระทรวงแรงงานพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอเรื่องต่อ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบในการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ โดยเสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาเพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนการทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการเสนอขอแก้ไขกฎหมาย ความหมายก็คือให้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าไปในคราวเดียวกัน ไม่ใช่ขอความเห็นชอบแต่เพียงเรื่องของการเข้าอนุสัญญาเท่านั้น
.
เมื่อกระทรวงแรงงานได้รับเรื่องกลับมาแล้วก็มาดำเนินการในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานมีความพร้อมแล้ว หมายความว่า หากเราสามารถพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดความเข้าใจได้ รัฐสภาให้การสนับสนุน เราก็พร้อมที่จะเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. ทั้งในส่วนของการให้สัตยาบันอนุสัญญา 87 และ 98 และร่างกฎหมายที่ได้ยกร่างเตรียมไว้แล้วเพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้เตรียมความพร้อมทั้ง 2 ส่วนไว้ครบถ้วนแล้วและพร้อมที่จะดำเนินการ หากสังคมให้การยอมรับและเห็นถึงประโยชน์ของสิ่งที่เรากำลังดำเนินการ และรัฐสภาเห็นถึงประโยชน์ของการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ กระทรวงแรงงานก็มีความพร้อม
.
ผมตอบกลับไปว่าที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนและให้มุมมองในเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน อยากเห็น รมว. จุลพันธ์ได้ไปลงนามที่เจนีวาอีกสักคน ยกตัวอย่าง อดุลย์ แสงสิงแก้วได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง ในปี 2562 มีการให้ สนช. ลงมติเห็นชอบก่อนเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน จากนั้นจึงมีการจัดทำ พรบ. คุ้มครองแรงงานในงานประมงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับนี้
.
ต่อมาในปี 2568 พิพัฒน์ รัชกิจประการก็ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน ซึ่งไม่ได้มีการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาโดยตรงเพราะประเทศไทยมี พรบ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อยู่แล้ว แต่มีการทยอยแก้ไขและออกกฎหมายลำดับรอง ทั้งกฎกระทรวงและประกาศต่าง ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าในอดีต เราสามารถให้สัตยาบันอนุสัญญาก่อนแล้วดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องตามมา จึงคิดว่าแนวทางเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เราสามารถนำมาพิจารณาได้
.
เมื่อ รมว. แรงงานพูดถึงการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาผมก็ขอบคุณ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเริ่มศึกษา เพราะตั้งแต่ปี 2552 องค์กรแรงงานก็ได้ร่วมกันตั้ง “คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98” ขึ้นมาแล้ว ส่วนในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ตั้ง “คณะทำงานประสานการดำเนินงานเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98” ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ และเสนอเรื่องเข้าสู่รัฐสภาเพื่อขอมติ แต่สุดท้ายก็ถูกถอนออกไปก่อนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการสั่งสมความรู้และผ่านการศึกษามาอย่างยาวนานแล้ว จึงน่าจะสามารถเดินหน้าดำเนินการต่อได้เลย
.
อีกประการหนึ่ง ในประเด็นเรื่องการเป็นประเทศผู้ส่งออกแรงงานและประเทศนำเข้า ผมอยากให้ลองเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ยกตัวอย่างประเทศใกล้บ้านเราอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 98 ไปแล้วและมีแรงงานอพยพจำนวนมากเช่นกัน หรือแม้แต่ประเทศในสหภาพยุโรปเอง ก็เป็นประเทศที่มีแรงงานอพยพจำนวนมาก อยากให้พิจารณาข้อกังวลเรื่องความมั่นคงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้กระทั่งประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านสวัสดิการและมีค่าแรงที่เป็นธรรมมาเปรียบเทียบด้วย
.
ด้านจุลพันธ์กล่าวชี้แจงทิ้งท้ายว่าเราไม่ได้เห็นต่างอะไรกันมาก โดยมีอยู่ 2 ประเด็นที่ชี้แจงเพิ่มเติม ประเด็นแรก เรื่องอนุสัญญาฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมงซึ่งมีการให้สัตยาบันในปี 2562 นั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะมีข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกา เนื่องจากในขณะนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใบเหลืองใบแดงในเรื่องประมง จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ อาจไม่ได้มีความเห็นในลักษณะที่จะต้องเสนอร่างกฎหมายเข้ามาประกบในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา เพราะกระทรวงแรงงานมีความพร้อมในเรื่องกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
.
ประเด็นที่สอง การตั้งคณะทำงานศึกษา อยากขอความเห็นใจว่าเรื่องนี้มีความอ่อนไหวพอสมควร ไม่กล้าที่จะหยิบผลการศึกษาเมื่อ 10 ปีก่อนมาอ้างว่าเรากำลังจะผลักดันเรื่องนี้ เพราะหากมีความเห็นที่แตกต่างกัน ก็อาจทำให้ตอบคำถามได้ยาก เนื่องจากองค์ประกอบ สถานการณ์ และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว เราจึงต้องการศึกษาใหม่ให้มีความครบถ้วนและถูกต้อง ในท้ายที่สุด ขอยืนยันถึงความตั้งใจของกระทรวงแรงงานในการผลักดันให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98
#อนุสัญญาILO #ILO8798 #รวมตัวเจรจาต่อรอง
[เสนอให้คุ้มครองไรเดอร์ตาม ม.22 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานก่อน
ด้าน รมว.แรงงานชี้ติดข้อวินิจฉัยกฤษฎีกา เตรียมชงร่างกฎหมายแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ครม. สิ้นปีนี้ พร้อมปรับสิทธิประกันสังคม ม.40]
.
วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) ผมได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่อง การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิของแรงงานแพลตฟอร์ม และมาตรการแก้ไขเยียวยาปัญหาระยะสั้นระหว่างที่กระบวนการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ
.
ปัจจุบันมีแรงงานแบบใหม่หรือรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ที่เรียกว่าแรงงานแพลตฟอร์มจำนวนมาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่าแรงงาน “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ปัจจุบันพุ่งเกือบ 5 แสนราย แต่งานเหล่านี้ยังคงมีสถานภาพทางกฎหมายที่คลุมเครือ มีความพยายามเลี่ยงไปเรียกว่า "ผู้รับจ้างอิสระ" บ้าง "กึ่งอิสระ" บ้าง จนถึง "พาร์ตเนอร์" ทำให้สภาพของแรงงานกลุ่มนี้ไม่ถูกรับรองหรือคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และระบบประกันสังคม ทำให้ขาดความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่แน่นอน ขาดอำนาจในการรวมกลุ่มต่อรอง และการจัดตั้งสหภาพแรงงาน
.
ปัญหานี้ไม่ใช่เราเพิ่งตระหนัก ต้นปี 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยมีคำวินิจฉัยว่าการจ้างงานที่ไม่คุ้มครองไรเดอร์ในฐานะ “ลูกจ้าง” ถือเป็นการละเมิดสิทธิ พร้อมทั้งออกข้อเสนอแนะตามรายงานผลการตรวจสอบที่ 81/2567 ให้คุ้มครองสิทธิแรงงานไปยังบริษัทแพลตฟอร์มและกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะบ้านเราแต่เป็นกันทั่วโลก บางประเทศที่ตระหนักถึงสิทธิแรงงานก็ออกมาตรการกฎเกณฑ์คุ้มครองไปก่อนหน้า บางประเทศหรือกลุ่มประเทศอย่างเช่น EU ก็มีหลักการ EU Directive ซึ่งจะครบ 2 ปีที่ประเทศในกลุ่มสมาชิกจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองแรงงานเหล่านี้
.
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา ได้มีมติรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งไทยเห็นชอบกับอนุสัญญาฉบับนี้ด้วย โดยมีหลักการสำคัญ อาทิ การจัดประเภทสถานะแรงงานให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานที่แท้จริง สิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองร่วม มาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย การเข้าถึงระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียม การคุ้มครองจากการบริหารจัดการด้วยระบบอัลกอริทึม
.
ผมได้ตั้งคำถามว่ากระทรวงแรงงานมีแนวทางและนโยบายในการจัดสถานะทางกฎหมายของกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มอย่างไร โดยจะพิจารณาจัดให้อยู่ในสถานะ “ลูกจ้าง” ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่เดิม หรือจะออกแบบให้เป็นกลุ่มแรงงานอิสระที่มีระบบกฎหมายและกลไกการคุ้มครองแยกออกมาเป็นการเฉพาะ รวมถึงการดำเนินกระบวนการดังกล่าวกระทรวงแรงงานมีแผนการหรือกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานอย่างไร ขอทราบรายละเอียด
.
ในระยะสั้นระหว่างที่กระบวนการตราหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มยังไม่เสร็จสิ้น กระทรวงแรงงานมีมาตรการเร่งด่วนหรือกลไกเฉพาะหน้าอย่างไรในการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในกรณีการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน มาตรการควบคุมการถูกสั่งระงับสัญญาณ (ถูกแบน) หรือการปิดระบบโดยไม่เป็นธรรมจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
.
ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะว่าลักษณะความสัมพันธ์ในการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มเข้าข่ายเป็นลูกจ้างและควรได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงานมีแผนงานในการตอบสนองและนำคำวินิจฉัยรวมถึงข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายหรือปรับปรุงกฎหมายภายในของกระทรวงให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลหรือไม่ อย่างไร
.
ด้านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบชี้แจงในประเด็นแรกว่าตนเองเป็นหนึ่งในคณะที่เดินทางไปเจนีวาเพื่อเข้าร่วมการประชุมกับ ILO ในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ (ILC) ครั้งล่าสุด โดยวันนี้ ILO ออกอนุสัญญาฉบับที่ 193 แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดหรือให้ความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบสัญญาจ้างว่าแพลตฟอร์มเป็นผู้จ้างหรือผู้สั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์เป็นผู้จ้าง เนื่องจากประเด็นนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในการเจรจาของ ILO อย่างไรก็ตามอนุสัญญาฉบับที่ 193 ระบุถึงการคุ้มครองสิทธิ การจ้างงาน และรายได้ ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิและสวัสดิการ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการยืนยันให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบประกันสังคม
.
สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินการ ในขณะนี้กระทรวงแรงงานได้เริ่มยกร่างกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ผ่านขั้นตอนของกระทรวงและอยู่ระหว่างการตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ในช่วงสิ้นปีนี้ จากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งปีในการเข้าสู่ชั้นสภาผู้แทนราษฎรและกลับมายังวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ไม่น้อยกว่า 5 ฉบับ โดยอนุสัญญาฉบับที่ 193 เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปีทั้งในส่วนของการให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 193 และการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยยืนยันกับผมว่าจะเร่งดำเนินการอย่างแน่นอน
.
สำหรับคำถามที่ 2 ว่าในระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ กระทรวงแรงงานมีกระบวนการดูแลและคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มอย่างไร นายจุลพันธ์ยอมรับว่าเป็นปัญหาสำคัญของกระทรวงแรงงาน เนื่องจากเวลาแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์ ประสบอุบัติเหตุ มักพบว่าไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปเยียวยาหรือให้การรักษาพยาบาลได้อย่างเต็มที่ ทางออกชั่วคราวขณะนี้คือการรณรงค์ให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมในรูปแบบที่ยังสามารถทำได้ เช่น มาตรา 40 สำหรับแรงงานอิสระ แม้การคุ้มครองดูแลไม่ได้เทียบเท่ากับมาตรา 33 แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
.
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลพบว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่มีอยู่กว่า 10 ล้านคนส่วนใหญ่มีการขาดส่งเงินสมทบ โดยมีผู้ส่งสม่ำเสมอเพียงประมาณ 1 ล้านกว่าคนเท่านั้น เนื่องจากสิทธิประโยชน์เดิมเน้นเรื่องสุขภาพซึ่งซ้ำซ้อนกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมจึงอยู่ระหว่างปรับปรุงสิทธิประโยชน์มาตรา 40 ให้จูงใจและสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น โดยเน้นการรองรับเรื่องเงินบำนาญ เงินออมยามเกษียณ และเงินชดเชยกรณีตกงานหรือหยุดงาน
.
ในประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จุลพันธ์ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานได้รับทราบและรับฟังข้อเสนอแนะดังกล่าว อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริง แม้แต่อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ก็ยังไม่ได้ชี้ชัดถึงสถานะความสัมพันธ์ในการจ้างงานระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ทำงานว่ามีสถานะเป็นพาร์ตเนอร์หรือลูกจ้าง ซึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์และประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป ซึ่งมีคำจำกัดความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสัญญาระหว่างแรงงานแพลตฟอร์มกับแพลตฟอร์มแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่จะต้องดำเนินการยกร่างกฎหมาย ก่อนเสนอให้รัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พิจารณาว่าความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ทำงานบนแพลตฟอร์มควรมีรูปแบบใด
โดยส่วนตัว จุลพันธ์เชื่อว่าต้องพิจารณาเรื่องอำนาจเหนือของแพลตฟอร์มเป็นสำคัญ เช่น แพลตฟอร์มมีอำนาจให้คุณให้โทษหรือไม่ สามารถเลิกจ้างหรือถอดไรเดอร์ออกจากระบบได้หรือไม่ รวมถึงสามารถให้โบนัสหรือเงินพิเศษได้หรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงแรงงานรับข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปพิจารณา ดำเนินการปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
.
ผมได้ตอบกลับไปว่ารู้สึกอุ่นใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงาน โดยเห็นว่ารูปแบบการทำงานของไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มในปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจกำกับของอัลกอริทึมและแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน ทั้งการสั่งแบน การควบคุมออเดอร์ และการกำหนดรูปแบบการทำงาน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน
.
สำหรับคำถามที่ 2 เป็นประเด็นสำคัญในระหว่างที่เรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ ตั้งแต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชี้ว่ารูปแบบการจ้างงานลักษณะนี้เข้าข่ายการละเมิดสิทธิ ก็หมายความว่าตลอดระยะเวลา 951 วันที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิ ขณะที่เรายังไม่ได้ให้การรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ซึ่งผ่านไปแล้ว 136 วัน โดยที่แรงงานเหล่านี้ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เองยังมีช่องทางอยู่ โดยเฉพาะมาตรา 22 ซึ่งวางกรอบการคุ้มครองแรงงานเป็นการเฉพาะ โดยรัฐมนตรีมีอำนาจตามมาตรา 6 ในการออกกฎหมายหรือประกาศเพื่อให้ความคุ้มครอง
.
ผมจึงเสนอว่านี่อาจเป็นช่องทางหนึ่งในช่วงที่เรายังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม แม้อาจไม่ได้ให้ความคุ้มครองได้เต็มรูปแบบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่เราก็มีตัวอย่างจากงานรับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งมีลักษณะยืดหยุ่น ไม่มีการควบคุมสั่งการที่ชัดเจน แต่เป็นการรับออเดอร์ไปทำที่บ้าน และสามารถออกกฎหมายคุ้มครองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 ได้ตั้งแต่ปี 2547 ผมเข้าใจถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของรัฐมนตรี จึงอยากสอบถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้ช่องทางนี้ในการให้ความคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มในระหว่างที่กำลังยกร่างกฎหมายเฉพาะ
.
จุลพันธ์ชี้แจงทิ้งท้ายว่าในสมัยก่อนหน้าที่ตนเข้ารับตำแหน่ง กระทรวงแรงงานเคยส่งแนวทางการใช้มาตรา 22 เพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และได้รับหนังสือตอบข้อหารือของกระทรวงแรงงานว่า มาตรา 22 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการใช้แรงงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้เป็นธรรม ภายใต้นิยามสัญญาจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 575 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อพิจารณาข้อตกลงหรือข้อกำหนดการจ้างงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลแล้วเห็นว่ามิได้เป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงยังติดข้อวินิจฉัยนี้จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายและจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้ครบถ้วน
.
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานกำลังทบทวน พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ เพื่อขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้นก่อนเสนอร่างแก้ไขกลับเข้าสู่รัฐสภา จึงฝากสมาชิกวุฒิสภาทุกคนร่วมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกลไกคุ้มครองแรงงานในเบื้องต้นก่อนที่จะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมครบถ้วนต่อไป
#แรงงานแพลตฟอร์ม #ILO193
สว.ลงมติ 143 เสียง เห็นชอบ ขจรเดช เจนวัฒนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พร้อมลงมติให้รายงานและบันทึกการประชุม กมธ.สอบประวัติฯ เป็นลับ
.
ตำแหน่งดังกล่าว แทนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ที่ครบวาระ โดยก่อนหน้านี้นายขจรเดชผ่านการสรรหาด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 จากประสบการณ์ด้านกฎหมายกว่า 10 ปี และเคยผ่านงานสำคัญ เช่น ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 2
.
ทั้งนี้ นายขจรเดชเคยสมัครรับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ในปี 2567 และผู้ตรวจการแผ่นดินในปี 2568 เป็นต้น ขณะที่สถิติของวุฒิสภาชุดปัจจุบันตั้งแต่ปลายปี 2567 มีการสรรหา คตง. ใหม่ 7 คน โดยให้ความเห็นชอบ (รวมนายขจรเดชแล้วเป็น) 5 คน และตีตก 2 คน
พรุ่งนี้ สว.มีวาระให้ความเห็นชอบ 'ขจรเดช เจนวัฒนานนท์' นั่ง คตง. พร้อมขอมติให้รายงานเป็นลับ
.
พรุ่งนี้ (26 ต.ค. 69) ที่ประชุมวุฒิสภาจะมีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แทนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ที่ครบวาระ โดยนายขจรเดชผ่านการสรรหาด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 จากประสบการณ์ด้านกฎหมายกว่า 10 ปี และเคยผ่านงานสำคัญ เช่น ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 2
.
ทั้งนี้ นายขจรเดชเคยสมัครรับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ในปี 2567 และผู้ตรวจการแผ่นดินในปี 2568 เป็นต้น ขณะที่สถิติของวุฒิสภาชุดปัจจุบันตั้งแต่ปลายปี 2567 มีการสรรหา คตง. ใหม่ 6 คน โดยให้ความเห็นชอบ 4 คน และตีตก 2 คน
.
สำหรับการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ที่มีนายธวัช สุระบาล เป็นประธาน ได้จัดทำผลการตรวจสอบเป็น "รายงานลับ" โดยอ้างความจำเป็นในการปกปิดข้อมูลบางประการ และเตรียมขอมติให้วุฒิสภาดำเนินการ "ประชุมลับ"
.
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องไม่เปิดเผยรายงานนั้น ที่ผ่านมาผมได้อภิปรายท้วงติงมาตลอดว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรค 6 กำหนดให้การเปิดเผยรายงานการประชุมเป็นบรรทัดฐานปกติ เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใสและยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง สอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 110 วรรคสอง ที่ระบุให้ทำรายงานลับได้เพียง "บางส่วน" แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ารายงานของ กมธ. เกือบ 100% ถูกจัดทำเป็นรายงานลับทั้งหมด ซึ่งผมเสนอว่ามันไม่ควรลับเลย ไม่มีอะไรต้องเสียหายแถมยังเป็นหลักประกันความโปร่งใส ความรับผิดชอบในการทำงานของคณะกรรมาธิการฯแก่ประชาชน แน่นอนผมแพ้โหวตในที่ประชุมเสมอมา
พรุ่งนี้ รมว.แรงงานจะมาตอบกระทู้ผม 2 กระทู้ที่สภาฯคือแนวทางการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม กับการให้สัตยาบันอนุสัญญาILO 87,98
อย่าห่วงรัฐบาลเลย เพราะกลไกคณะกรรมาธิการของสภา "ถูกถอดเขี้ยวเล็บ" ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่อ้างว่า "ปราบโกง" อยู่แล้ว ห่วงประชาชนเถอะ
.
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงวิจารณ์การทำงานของ "คณะกรรมาธิการ (กมธ.)" ว่าซ้ำซ้อนบ้าง ลุแก่อำนาจบ้าง นอกจากสภาพสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่แล้ว อยากชวนทำความเข้าใจสภาพตามรัฐธรรมนูญ 60 ที่อ้างว่า "ปราบโกง" แต่ดันมัดมือมัดเท้า กมธ. หรือกลไกรัฐสภาอย่างเห็นได้ชัดมาก
.
กมธ. เปรียบเสมือนสภาขนาดย่อมที่มาทำงานแทน เพราะสภาใหญ่ไม่สามารถมีเวลาพอที่จะมาดำเนินงานนั้น แต่บางเรื่องที่ไม่ซับซ้อนที่คาดได้ว่าไม่ใช้เวลามากก็ใช้สภาดำเนินการในฐานะกรรมาธิการเต็มสภาก็มี ทีนี้เมื่อ กมธ. ทำแทนสภาย่อมเป็นภาพแทนของอำนาจสภา ซึ่งมีหัวใจสำคัญ 2 ส่วน คือ นิติบัญญัติและตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร งานนิติบัญญัติเราก็จะเห็น กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ต่าง ๆ ส่วนงานตรวจสอบถ่วงดุล ส่วนมากเราจะเห็นตั้ง กมธ. สามัญล้อไปตามฝ่ายบริหารที่แบ่งตามกระทรวงต่าง ๆ [ที่ต้องย้ำคือเราไม่ควรยอมรับการแบ่ง กมธ. ตามคนของพรรคตัวเองที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ๆ เพราะย้อนกลับไปคือ กมธ. เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แล้วมันจะตรวจสอบอย่างไรเมื่อเอาคนของตัวเองมานั่งขวางใน กมธ. แบบนี้ คนเสียประโยชน์ไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่มันคือประชาชนนี่ล่ะ]
.
ทีนี้รัฐธรรมนูญ 60 กระทำการถอดเขี้ยวเล็บ กมธ. ในการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร อำนาจ กมธ. ถูกเปลี่ยนมาบัญญัติไว้ในมาตรา 129 จากเดิม "สอบสวน" เป็น "สอบหาข้อเท็จจริง" และจาก "อำนาจออกคำสั่งเรียก" เป็น "อำนาจเรียก" บุคคลและเอกสาร เรียกว่าเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ กมธ. จากการ "สอบสวน" และใช้อำนาจ "บังคับ" ไปเป็นเพียง "การสอบหาข้อเท็จจริง" และ "ขอความร่วมมือ" จากเดิมที่มีโทษอาญาสำหรับคนที่ฝ่าฝืนไม่มาตามคำสั่งเรียก เหลือเพียงให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ความร่วมมือ เห็นอะไรไหมครับ กมธ. ควรเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวงเอาคนของตัวเองไปนั่งเป็นประธาน กมธ. แล้ว อำนาจความรับผิดชอบกรณีการสอบหาข้อเท็จจริงก็ยังไปอยู่ที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นด้วย มันจะเอื้อต่อการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร ยิ่งคุณรักชอบรัฐบาลยิ่งควรปล่อยให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลทำงานอย่างที่มันควรจะเป็น
.
อำนาจของ กมธ. โดนถอดเขี้ยวเล็บโดยรัฐธรรมนูญ 60 และศาลรัฐธรรมนูญก็มาชี้ว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5, 8 และ 13 ซึ่งให้อำนาจ กมธ. ออก "คำสั่งเรียก" พร้อมกำหนดโทษอาญาหากฝ่าฝืนนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 129 นั่นล่ะ จนต้องมาแก้กฎหมายใหม่เปลี่ยนจากเดิมที่มีโทษอาญา เหลือเพียงโทษทางวินัยสำหรับคนที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่านั้น
.
ดังนั้นใครที่อ้างเรื่องประชาธิปไตยแต่ยังมาโวยวายการทำงานของ กมธ. ที่พยายามทำงานภายใต้ข้อจำกัด หรือใครที่อ้างส่งเสริมการตรวจสอบแต่ยังเอาคนของพรรคตัวเองมานั่งเป็นประธานใน กมธ. ที่เกี่ยวกับรัฐมนตรีของพรรคตน คนเหล่านี้กำลังหลอกพวกคุณอยู่
ความกังวลเรื่อง #กะเพรา ที่ไม่ควรดูเบา
.
ประเด็นถกเถียงเรื่องจดทะเบียนกะเพรานั้น แม้จะมีการยืนยันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ม.33 ว่าคนอื่นเพียง "ไม่" สามารถเพาะ 'เมล็ดพันธุ์' ที่ได้รับความคุ้มครอง 'ขาย' ได้เท่านั้น จะเอาไปปลูกหรือปลูกขาย หรือเก็บเมล็ดไปปลูกต่อนั้นทำได้
.
แต่ประเด็นข้อกังวล ข้อสงสัยของประชาชน มันไม่ควรถูกดูเบา เย้ยหยัน เพราะมันเป็นประเด็นสะสมสั่งสมมานาน ผมคิดว่าข้อกังวลเรื่องความหลากหลายของกะเพราอาจเป็นเรื่องรอง แต่ประเด็นนี้มันคือการแสดงอาการกังวลจากปัญหาการผูกขาดหรือผู้เป็นเจ้าตลาดน้อยรายที่ควบคุมได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เมล็ด การปลูก ยาและปุ๋ย สัญญาการปลูก ระบบกู้หนี้ยืมสิน ตลาด การกระจายสินค้า จนถึงเมนูที่อยู่ในจานผู้บริโภค วนไป ที่สะท้อนปัญหาการกำกับการแข่งขันเรามันแย่มากๆ
.
หลายคนยกคำชี้แจงของคนในกระทรวงเกษตรฯ มายืนยัน ผมคิดว่าฟังได้ แต่เราก็มีบทเรียนจากกรณีปลาหมอคางดำระบาด ที่เห็นได้ชัดว่าคนที่มาคอยปกป้องเป็นหลักกลายเป็นข้าราชการจากกระทรวงฯ นี้ ด้านหนึ่งอาจเพราะมีอดีตผู้บังคับบัญชามีส่วนที่จะต้องรับผิด องค์กรก็โดนฟ้องอันนี้เข้าใจ แต่อีกด้านบางคนก็ตั้งประเด็นว่า ตกลงเป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่มาทำงานข้าราชการกันแน่ จนมีคนเสนอให้ทำการสำรวจปลายทางข้าราชการเหล่านี้มักออกไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนหลังเกษียณก็มี
.
อีกกระแสที่ภายหลังจากการตื่นตัวเรื่อง UPOV 1991 ที่ถูกยกเป็นเงื่อนไขในการเจรจา FTA กับ EU เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งคือทำให้คนตื่นตัวในเรื่องการคุ้มครองเมล็ด และประเด็นสำคัญคือกรณีที่กรมวิชาการเกษตรพยายามแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ใน ม.33 นั้นเมื่อเดือนก่อน จะยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ–ใช้–แลกเปลี่ยน–จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม ไม่ผิดกฎหมาย ก็ตาม แต่ผมยังไม่เคยเห็นตัวร่าง (มีใครเห็นแล้วกรุณาแปะให้หน่อยครับ) มีเพียงตัวที่เคยผลักดันก่อนหน้านี้ จะเห็นว่ามันก็มีประเด็นที่น่ากังวล (ดูภาพที่ BioThai เคยนำมาเทียบ) โดยเฉพาะขยายความคุ้มครองถึงผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของพืชพันธุ์ใหม่ด้วย ซึ่งหากความพยายามครั้งใหม่มีเรื่องนี้ก็น่ากังวล
.
ผมจึงคิดว่ากระทรวงหรือผู้ผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.นี้ควรเปิดเผยตัวร่าง พ.ร.บ.ให้สาธารณชนได้อ่าน (หากมีแล้วก็รบกวนแปะให้หน่อยครับ) เพราะเมื่อเดือนที่แล้วเชิญตัวแทนกระทรวงฯ มาให้ข้อมูล บอกเพียงว่า ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ยังไม่เสร็จสิ้น และจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเมื่อปรับแก้แล้วเสร็จเท่านั้น
.
ส่วนตัวผมอยู่ในกลุ่มแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างกลไกในการกีดกันหรือการจำกัดสิทธิผู้ใช้อย่างการคุ้มครองเหล่านี้ แม้ตาม พ.ร.บ.ที่เป็นอยู่ก็มีพืชที่ได้สิทธิคุ้มครองแล้วหลายอัน แต่การแก้ไขก็สร้างความกังวลไม่น้อยว่าจะยิ่งเพิ่มระดับการคุ้มครองกัน ทั้งที่สินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นอย่างอาหาร(จนถึงยารักษาโรค)มันคือ การสั่งสมของแรงงานในอดีต ที่เป็นผลรวมของแรงงานมนุษย์ทั้งหมดที่ถูกลงแรงไปในอดีตเพื่อสร้างและพัฒนามันขึ้นมา อาจมีเอกชนที่มาต่อยอดในปลายทางแต่ก่อนหน้านั้นมันไม่ได้อยู่ดีๆ โผล่ขึ้นมา ดังนั้นมันควรเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเอกชนรายใดรายหนึ่ง และยิ่งรายที่ผูกขาดทั้งระบบการผลิตจนถึงการกระจายสินค้ายิ่งไปกันใหญ่ แม้ UPOV จะอ้างว่าเป็นแรงจูงใจให้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ เกิดการลงทุนจากบริษัทเมล็ดพันธุ์และการจ้างงาน เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่แม้คิดบนพื้นฐานนี้ก็ยอมรับเองว่าต้นทุนจะสูงขึ้นแต่ผลผลิตก็จะสูงตามไปด้วยก็ตาม
.
จะว่าไปสหประชาชาติเองก็แนะนำว่ากฎหมายของไทยและอินเดียเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา จึงไม่แนะนำให้ไทยและอินโดนีเซียรับ UPOV 1991 ในการเจรจา ดังนั้นหากจะเดินหน้าเจรจา FTA ดังกล่าวต่อไปก็ทำเหมือนอินเดีย คือตัดเรื่อง UPOV ออกไปจากการเจรจา
.
รวมทั้งใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ต่อไปโดยไม่แก้ไข ไปจนถึงป้องกันการผูกขาดอย่างจริงจังโดยเฉพาะการผูกขาดทั้งระบบการผลิตจนถึงการกระจายสินค้า
ประธานวุฒิสภาไฟเขียวตั้งกระทู้ถามนายกฯ เร่งรัดแนวทางคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาคดีการเมืองที่ไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรม กับกระทู้ถาม รมว.เกษตรฯ ถึง ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตาม พ.ร.บ.ประมงฉบับแก้ไขล่าสุด
.
22 ต.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาผ่านหนังสือด่วนที่สุดว่าประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยกระทู้ดังกล่าวมีประเด็นเรื่อง "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569" ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตอบในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ หรือหากมีเหตุขัดข้องไม่สามารถตอบได้จะต้องแจ้งให้ทราบต่อไป
.
อีกกระทู้ที่ประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามเป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง "ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.2568"
.
[กระทู้ "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569"]
.
สำหรับกระทู้ดังกล่าว ผมอ้างถึงพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 แม้กฎหมายจะมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ยังคงถูกคุมขังและดำเนินคดีเนื่องจากไม่ได้รับการนิรโทษกรรม จึงตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่าได้มีการติดตาม กำชับ หรือเร่งรัดให้คณะกรรมการฯ จัดทำข้อเสนอแนะตามมาตรา 6 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลหรือไม่ รวมทั้งมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนอย่างไร
.
นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวจะมีเนื้อหาครอบคลุมมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมใน 6 ด้านนี้หรือไม่
.
1. การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2. การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว
3. การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
4. การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์
5. การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติ
6. การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง
.
[กระทู้ "ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.2568"]
.
กระทู้นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อน สืบเนื่องจากความห่วงกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายที่ผ่อนผันให้ใช้อวนล้อมจับขนาดตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืนเพื่อจับปลากะตัก ซึ่งอาจทำให้มีสัตว์น้ำวัยอ่อนติดมาตรวบจำนวนมาก และเสี่ยงต่อปรากฏการณ์การประมงถดถอยลงตามห่วงโซ่อาหาร (Fishing down the food web) เนื่องจากการจับสัตว์น้ำในลำดับขั้นห่วงโซ่อาหารต่ำในปริมาณที่สูงเกินไป
.
โดย ประเด็นคำถามหลักมุ่งเน้นไปที่การทวงถามสาเหตุที่กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล กรมประมง ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศต่อสาธารณะ รวมถึงสอบถามถึงกลไกกำกับดูแลการศึกษาวิจัยเครื่องมืออวนล้อมจับให้มีความโปร่งใส นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงความล่าช้ากว่าสิบปีในการออกประกาศกำหนดขนาดและปริมาณสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ห้ามจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยขอทราบแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติในการผลักดันประกาศดังกล่าว
5 ผู้สมัคร กกต. แทน 'ฐิติเชฏฐ์' ผ่านด่านคุณสมบัติ/ไม่มีลักษณะต้องห้าม นัดแสดงวิสัยทัศน์ต่อ กก.สรรหา 13 พ.ย.นี้
.
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (แทนตำแหน่งที่ว่าง) จำนวน 5 คน โดยมีรายชื่อตามลำดับดังนี้
.
1. รศ.พิทยา จารุพูนผล: แพทย์และอาจารย์แพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
2. นายสมพงษ์ สิงห์สมบุญ: ทนายความ
3. รศ.ธาตรี มหันตรัตน์: หัวหน้าสำนักงานนิติรัฐทนายความ
4. นายวุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์: ทนายความ
5. นายสาธิต อุไรเวโรจนากร: ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
.
ผู้สมัครทั้ง 5 รายมีกำหนดต้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเข้ารับการสัมภาษณ์ในวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อาคารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา
.
ทั้งนี้ การสรรหาดังกล่าวเป็นการสรรหาแทน กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2568 ใน คุณสมบัติตาม มาตรา 8 (1) (ง) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติด้านวิชาชีพ ว่า "เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น"
.
สำหรับการสรรหา กกต. แทนตำแหน่ง กกต. ฐิติเชฏฐ์ นั้น ไม่สามารถหาผู้มาแทนได้ 2 ครั้ง ครั้งแรกแคนดิเดตที่ผ่านคณะกรรมาการสรรหามาแล้ว คือ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่โดน สว. ตีตกไปเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นผ่านเป็น กกต. 1 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร (อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก) จากนั้นมีกระบวนการรับสมัครและสรรหาใหม่ แต่ก็ไม่มีผู้ใดได้คะแนนถึงสองสาม คณะกรรมการสรรหา กกต. เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนมาสู่กระบวนการรับสมัครและสรรหาอีกครั้งดังกล่าว
.
อนึ่งในกระบวนการสรรหาครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีผู้ใดผ่านมติสองในสามนั้น ปรากฏชื่อผู้สมัครในรอบล่าสุดคือ นายวุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์ และนายสาธิต อุไรเวโรจนากร
ประธานวุฒิสภาไฟเขียวตั้งกระทู้ถามนายกฯ เร่งรัดแนวทางคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาคดีการเมืองที่ไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรม
.
หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อขอให้พิจารณาเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 แล้วนั้น
.
ล่าสุดวันนี้ (22 ต.ค.) ผมได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาผ่านหนังสือด่วนที่สุดว่าประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยกระทู้ดังกล่าวมีประเด็นเรื่อง "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569" ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตอบในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ หรือหากมีเหตุขัดข้องไม่สามารถตอบได้จะต้องแจ้งให้ทราบต่อไป
.
สำหรับกระทู้ดังกล่าว ผมอ้างถึงพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 แม้กฎหมายจะมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ยังคงถูกคุมขังและดำเนินคดีเนื่องจากไม่ได้รับการนิรโทษกรรม จึงตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่าได้มีการติดตาม กำชับ หรือเร่งรัดให้คณะกรรมการฯ จัดทำข้อเสนอแนะตามมาตรา 6 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลหรือไม่ รวมทั้งมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนอย่างไร
.
นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวจะมีเนื้อหาครอบคลุมมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมใน 6 ด้านนี้หรือไม่
.
1. การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2. การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว
3. การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
4. การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์
5. การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติ
6. การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง
พูดถึงการทำงานของ 'กรรมาธิการ' ในสภา ถ้าพรรคไหนรัฐบาลใด โม้ว่าพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ยังเอาคนของพรรคตัวเองไปนั่งเป็นประธาน กมธ.ที่เกี่ยวกับตัวเองเป็นเจ้ากระทรวง ตีเก๊! ได้เลย พี่เขาไปนั่งกั๊กนั่งชง
[ชี้ 4 สัญญาณผิดปกติโครงการตึก สตง. ก่อนถล่ม จี้แจงปมสัญญา-วัสดุ-เก้าอี้แพง
สตง. แจงปมตึกสร้างล่าช้า อ้างโควิด-ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง ยันดำเนินการตามระเบียบ]
.
วานนี้ (19 ตุลาคม 2569) ผมได้อภิปรายรายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยพบ 4 สิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรกอาคารอาจไม่ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในต้นปี 2568
.
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่นก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องย้อนกลับมาตรวจสอบการทำงานของตัวเองว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกรณีตึก สตง. ถล่มซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาด้านประสิทธิภาพหรือข้อสงสัยความผิดปกติ แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คนต้องสังเวยกับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง หาก สตง. ให้ความสำคัญกับข้อสังเกตจากรายงานของกรมบัญชีกลางในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 มากกว่านี้ก็อาจสะกิดใจตรวจสอบก่อนเกิดเหตุได้ ซึ่งในรายงานของกรมบัญชีกลาง ผมสรุปเป็น 4 สิ่งบ่งชี้สำคัญ ดังนี้
.
สิ่งบ่งชี้แรก คือ ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ สตง. ไม่ยอมบอกเลิกสัญญา รายงานปี 2566 หน้า 25 ระบุว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนอย่างมากเนื่องจากผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ สตง. กลับเลือกเจรจากับผู้รับเหมาต่อแทนการประเมินความเสี่ยงและพิจารณาบอกเลิกสัญญา ทั้งที่รายงานหน้า 30 ก็ระบุว่า สตง. ยอมรับเองว่าผู้รับเหมาบริหารเงินทุนผิดพลาดจนขาดสภาพคล่อง และแม้จะเร่งรัดเพียงใดผู้รับจ้างก็ไม่อาจเร่งงานก่อสร้างได้
.
สิ่งบ่งชี้ประการที่สอง คือ การขอแก้แบบก่อสร้างและแก้สัญญาหน้างานถี่เกินไป โดยรายงานปี 2566 หน้า 25 ระบุว่าโครงการนี้มีการแก้ไขสัญญาถึง 7 ฉบับในช่วงปี 2565-2567 ซึ่ง สตง. ชี้แจงว่า 4 ใน 7 ครั้งเป็นการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้คุมงานควรเสนอแนวทางการแก้ไขก่อนจะถึงช่วงก่อสร้างจริง การแก้แบบหน้างานซ้ำซ้อนเช่นนี้ย่อมเสี่ยงทำให้งานออกมาไม่สมบูรณ์ด้วย และในรายงานปี 2567 หน้า 24–25 กรมบัญชีกลางต้องเข้ามาสอบสวนเจาะลึกข้อเท็จจริง ถึงความถูกต้องของการแก้ไขสัญญาในส่วนนี้ด้วย
.
สิ่งบ่งชี้ประการที่สาม คือ ความหละหลวมในการอนุมัติวัสดุก่อสร้างและการปล่อยให้มี "การจ้างช่วง" โดยรายงานปี 2567 หน้า 25 กรมบัญชีกลางได้ตั้งประเด็นตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่จะต้องอนุมัติวัสดุและครุภัณฑ์ของผู้รับจ้าง ซึ่งสะท้อนความน่าสงสัยว่าอาจมีการใช้วัสดุผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐานเพราะผู้รับเหมาไม่มีเงิน นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าตรวจสอบประเด็น "การจ้างช่วง" (subcontracting) ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบให้ผู้รับเหมารายย่อยอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานมารับช่วงทำโครงสร้างแทน
.
ประการสุดท้าย คือ ประวัติการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนการจ้างออกแบบ หาก สตง. ตัดสินใจเด็ดขาดในการตัดจบสัญญากับผู้รับเหมาที่มีปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรกก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมได้ ผมไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นการเบรกการทำงานของ สตง. เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นเรื่องการกัดกินชีวิตของผู้คนเกือบ 100 คน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วเราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการปฏิรูปภายในและปรับแก้กระบวนการต่าง ๆ
.
นอกจากนี้ผมอยากให้ สตง. ชี้แจงปัญหาการก่อสร้างอาคารในต่างจังหวัดด้วย ในรายงานปี 2567 ระบุว่ามีอาคารก่อสร้างล่าช้า 2 แห่งและมีการบอกเลิกสัญญา 5 แห่ง ซึ่งไม่ปรากฏในรายงานปี 2566 จึงอยากทราบว่า สตง. มีกระบวนการติดตามโครงการที่ล่าช้าอย่างไร และหลังจากบอกเลิกสัญญาแล้ว มีแนวทางดำเนินการต่ออย่างไร
.
อีกประเด็นหนึ่ง คือ การจัดซื้อเก้าอี้ในตำแหน่งกราบเรียนในราคาตัวละ 90,000 บาท แม้โฆษก สตง. จะชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ แต่สังคมยังคงจับตาว่า สตง. ใช้หลักเกณฑ์และดุลพินิจใดในการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะการตัดสินใจของ สตง. อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ด้วย ผมจึงอยากให้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าการกำหนดคุณลักษณะและราคาของเก้าอี้ดังกล่าวเป็นไปตามหลักการใดในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทั้งหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงเหตุผลเรื่องตำแหน่งกราบเรียนก็อยากทราบว่า เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทั้ง 4 นี้อย่างไร
.
อีกประเด็นที่ผมอยากสอบถาม คือ กรณีที่ สตง. ส่งหนังสือถึง Thai PBS เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม กระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นและการเปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกับสิทธิในการชี้แจงของผู้ที่ถูกตรวจสอบ แต่ในกรณีนี้หนังสือของ สตง. ไม่ได้ระบุว่าสกู๊ปดังกล่าวมีข้อมูลบิดเบือนหรือผิดพลาดตรงไหนแต่กลับกล่าวหาว่าเป็นการชี้นำสังคม ในฐานะที่ผมเคยทำงานสื่อมาก่อนเห็นว่าข้อกล่าวหาเช่นนี้คลุมไป หากมีข้อมูลส่วนใดผิดพลาด สตง. ก็ควรชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ แม้ว่า สตง มีสิทธิ์ที่จะส่งจดหมายแต่การดำเนินการเช่นนี้เป็นการขู่กลาย ๆ เพราะว่าทาง สตง. เองก็มีอำนาจในการตรวจสอบองค์กร
.
ผมสรุปตอนท้ายว่า สตง. เป็นองค์กรที่สังคมจับตามองเพราะมีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น ดังนั้นคนก็จะเฝ้ามองว่าวิธีการ แนวทางการทำงาน และวิธีปฏิบัติของ สตง. อาจกลายเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่นในภาครัฐด้วย หาก สตง. เลือกใช้วิธีการเช่นนี้ หน่วยงานอื่นก็อาจนำไปปฏิบัติตามได้เช่นกัน จึงหวังว่า สตง. จะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทบทวนและปฎิรูปและเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในฐานะที่เป็นองค์กรที่จะตรวจสอบ เป็นแม่แบบและเป็นแบบอย่างขององค์กรอื่น ๆในรัฐนี้
.
ด้านประวิทย์ ตันตราจินต์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ชี้แจงต่อคำถามของสมาชิกวุฒิสภาในภาพรวมผลการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และ 2567 โดยชี้แจงประเด็นการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้าว่าปัญหาส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2565 ซึ่งส่งผลให้ผู้รับจ้างหลายรายขาดสภาพคล่องและประสบปัญหาด้านแรงงาน ประกอบกับมาตรการขยายเวลาของกรมบัญชีกลาง ทำให้การก่อสร้างล่าช้าและส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและกลับมาดำเนินการก่อสร้างได้ การเบิกจ่ายจึงต้องเป็นไปตามงวดงานที่ค้างมาจากปีก่อน ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2566 อยู่ในระดับต่ำมากเพียงร้อยละ 10
.
สำหรับเรื่องการก่อสร้างตึก ในช่วงที่มีการตรวจสอบตามรายงานของกรมบัญชีกลาง โครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยปัญหาหลักที่พบในขณะนั้นคือการก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้า ยังไม่มีประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนสาเหตุการก่อสร้างล่าช้าเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบลงทุนทั่วไปที่ล่าช้าเช่นกัน และเพราะผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องด้วย ซึ่งโครงการก่อสร้างตึกก็ได้รับขยายระยะเวลาตามมาตรการโควิด 500 กว่าวัน
.
สตง. ไม่ได้ละเลยปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้มีหนังสือเร่งรัดและติดตามการดำเนินงานจากผู้รับจ้างหลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเห็นว่าผู้รับจ้างอาจไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินโครงการต่อ จึงพิจารณายกเลิกสัญญา กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการตรวจรับมีมติให้ยกเลิกสัญญา ปัจจุบันทั้งสัญญาก่อสร้างอาคารและสัญญาควบคุมงานได้ถูกยกเลิกเรียบร้อยแล้ว
.
สำหรับกรณีอาคารสำนักงาน สตง. ในต่างจังหวัด 5 แห่งที่ก่อสร้างล่าช้าและถูกทิ้งร้าง ภายหลังยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างเดิมได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ครบทั้ง 5 แห่งแล้ว ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 แห่ง ส่วนอีก 2 แห่ง ได้แก่ จังหวัดตากและจังหวัดพะเยา คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2570
.
ส่วนข้อซักถามเฉพาะเรื่อง เช่น ราคาครุภัณฑ์หรือเก้าอี้ผู้บริหาร ประวิทย์ชี้แจงว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงจึงอาจไม่มีรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด แต่ได้สอบถามผู้รับผิดชอบและได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเก้าอี้สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ใช้งานมีราคาตัวละกว่า 10,000 บาท ทั้งนี้สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบันยืนยันว่า สตง. ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานครุภัณฑ์หรือหลักเกณฑ์การประเมินราคา เนื่องจาก สตง. เองก็เป็นหน่วยงานที่ต้องรับการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลางเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ หากดำเนินการไม่ถูกต้องก็ต้องรับผิดทางวินัยและอาจต้องคืนเงินเช่นกัน
.
ในช่วงท้าย ประวิทย์ชี้แจงถึงระบบควบคุมและตรวจสอบภายในของ สตง. ว่า แม้ผู้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะเป็นคนละกลุ่มกันแต่ภายในหน่วยงานก็มีการตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การพิจารณาตามลำดับสายบังคับบัญชาไปจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักการเงินการคลังซึ่งมีประสบการณ์จากงานตรวจสอบมาก่อน ตนได้ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายก่อนลงนามอนุมัติโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับที่ สตง. ใช้ตรวจสอบหน่วยงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่าก่อสร้าง ค่าครุภัณฑ์ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง หากพบรายการใดไม่ถูกต้องก็จะส่งกลับเพื่อแก้ไข พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีเจตนาที่จะปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย
.
รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖
pis.parliament.go.th/PARFile…
.
รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
pis.parliament.go.th/PARFile…
#สตง #สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
'อัยการสูงสุด'ออกแนวทางปฏิบัติตาม 'พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ' สั่งยุติคดีการเมืองช่วงปี 48-68
.
วานนี้ (19 ต.ค.69) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกหนังสือเวียนที่ อส 0007 (พก2)/ว385 แจ้งแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อให้พนักงานอัยการทั่วประเทศมีมาตรฐานในการพิจารณาคดีทางการเมืองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความรวดเร็ว
.
หลังจาก พ.ร.บ.นี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญในการให้สิทธินิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ให้พ้นจากความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย
.
โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ได้กำหนดแนวทางให้พนักงานอัยการเร่งตรวจสอบสำนวนคดีที่เข้าข่าย โดยให้มีคำสั่งดำเนินการดังต่อไปนี้
.
1. กรณีที่ยังไม่ยื่นฟ้องหรืออยู่ระหว่างสอบสวน: ให้พนักงานอัยการสั่งยุติการดำเนินคดี และหากมีการออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ ให้แจ้งงดจับกุมและให้พนักงานสอบสวนร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนหมายจับทันที
.
2. กรณีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว: ไม่ว่าคดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ให้พนักงานอัยการยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาให้ศาลสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
.
3. กรณีคดีแพ่งที่รัฐเรียกค่าเสียหาย: ให้พนักงานอัยการทำความเห็นและสั่งยุติการดำเนินคดีทางแพ่งเช่นเดียวกัน
.
4. การลบประวัติอาชญากรรม: ข้อมูลประวัติความผิดทางอาญาของบุคคลที่ได้รับสิทธิจะต้องสิ้นผล และจะนำประวัติอาชญากรรมนั้นไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษไม่ได้อีกต่อไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการลบข้อมูล
.
ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการให้ผู้ได้รับสิทธิให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติจากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หากมีกรณีที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ สามารถสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมได้ แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดความล่าช้า หรือหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
.
ตัวหนังสือฉบับเต็ม : drive.google.com/file/d/1NW8…
[เสนอปฏิรูปกองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภาให้สอดคล้องกับระบบสวัสดิการประชาชน ประเมินผลงานบุคลากรในวงงานแทนมุ่งตัดงบ]
.
วานนี้ (19 กันยายน 2569) ผมได้อภิปรายรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 (ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556) โดยมีข้อสังเกตสำคัญต่อการปฏิรูปกองทุนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาให้สอดคล้องและไม่ได้มีอภิสิทธิ์พิเศษเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสวัสดิการของประชาชน และเสนอการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรแทนการมุ่งตัดงบประมาณเพียงอย่างเดียว
.
ปัจจุบันเรากำลังอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่สุดโต่งสองด้าน ด้านหนึ่งคือการไม่ชอบหรือรังเกียจนักการเมือง โดยมองว่านักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หาส่วนได้ส่วนเล็กส่วนน้อย เช่น เรื่องค่าอาหาร ผู้ช่วย ผู้ชำนาญการ หรือบุคลากรที่ทำงานร่วมกับนักการเมือง ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาใช้ลดทอนคนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับ กลายเป็นเรื่องที่ถูกมองในแง่ลบหรือการแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้ที่เข้ามาอยู่ในอำนาจตรงนี้ไม่ได้หวังผลแค่นี้
.
อีกด้านหนึ่ง การปกป้องสิทธิหรือการจัดสวัสดิการอาจมากเกินความจำเป็นดังเช่นกรณีกองทุนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิก หากพิจารณาจากมุมมองประชาชนแล้ว การได้รับอภิสิทธิ์มากเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาชนได้รับอาจเป็นแนวทางในการที่จะปรับปรุงหรือปฏิรูปในอนาคต
.
ผมเสนอว่าการทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ภายใต้ระบบหลักประกันเดียวกับประชาชนจะทำให้เราเห็นอกเห็นใจประชาชน อีกด้านหนึ่ง เราจะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันหรือคนที่คอยปกป้องสิทธิสวัสดิการของประชาชน เราจะรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนเมื่อมีการตัดสิทธิ์หรือไม่มีการพัฒนาระบบที่ประชาชนเองก็จะต้องได้รับเหมือนกับที่เราได้รับ เรื่องเหล่านี้สมเหตุสมผลและควรได้รับการส่งเสริม ทำให้เราเองเป็นเนื้อเดียวกับประชาชน
.
ทั้งนี้ต้องย้ำว่าสวัสดิการต่าง ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและสิทธิการรักษาพยาบาล เป็นสิ่งที่คนทำงานควรได้รับ ไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะเป็นนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองจำนวนมากไม่ได้มีฐานะร่ำรวยหรือมีหลักประกันทางสังคมที่มั่นคง หากเราต้องการให้ผู้ที่เข้ามาทำงานการเมืองไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการของสภาเลยก็อาจมีเพียงผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่มาจากครอบครัวนักการเมืองหรือกลุ่มทุน ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ แต่สำหรับผู้แทนที่มาจากประชาชนทั่วไป เป็นลูกหลานชาวบ้าน หรือผู้ที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ การตัดสิทธิเหล่านี้อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาทำงานทางการเมืองได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาการให้สิทธิและสวัสดิการของคนทำงานการเมืองให้สอดคล้องหรือล้อกับระบบของประชาชนทั่วไป อย่างสิทธิการรักษาพยาบาลและหลักประกันทางสังคมต่าง ๆ
.
ผมเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อหลุดจากระบบแล้วก็ต้องส่งเงินสมทบเองต่อในมาตรา 39 แม้จะมีสิทธิสวัสดิการของสภาอยู่แล้วก็ตาม อย่างน้อยที่สุดการอยู่ในระบบประกันสังคมซึ่งเป็นหลักประกันพื้นฐานที่ประชาชนกว่าสิบล้านคนเข้าถึงได้ หรือการที่ผู้เคยรับราชการยังคงอยู่ในระบบสวัสดิการข้าราชการต่อไป ก็เป็นแนวทางที่ทำให้เราอยู่ภายใต้ระบบร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนทั่วไป หากกองทุนที่ประชาชนพึ่งพาถูกตัดงบประมาณหรือเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเรายังอยู่ในระบบเดียวกับประชาชนเราก็จะรู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาเหล่านี้ไปด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรสุดโต่งในด้านใดด้านหนึ่ง
.
ผมขอพูดถึงกรณีผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และบุคลากรที่ทำงานในวงงานด้วย หลายคนมองว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นเรื่องเกินเลยหรือได้รับเงินเดือนฟรี แต่เราสามารถประเมินได้สองแนวทาง คือ การลดงบประมาณหรือตัดงบประมาณลงไปเลย กับการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน (performance) ของบุคลากรเหล่านี้ว่าได้ทำงานจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงเข้ามานั่งดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนเท่านั้น หากใครไม่ผ่านการประเมินก็ควรมีกระบวนการดำเนินการในการให้ออกไปที่เหมาะสม เราควรตั้งต้นจากสมมติฐานว่าคนเหล่านี้เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน หากพวกเขาทำงานเต็มร้อยก็ควรได้รับค่าตอบแทนเต็มที่ ท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่พวกเขาอาสาเข้ามาทำงานให้
.
(มีต่อ)
(ต่อ)
ดังนั้นผมเสนอให้พิจารณาเรื่องการปฏิรูปกองทุนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาว่า จะทำอย่างไรให้เราไม่ต้องมีอภิสิทธิ์พิเศษเมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนทั่วไป แต่สามารถเชื่อมโยงสิทธิและสวัสดิการของเราเข้ากับระบบหลักประกันที่ประชาชนได้รับ หรืออาจพัฒนาไปไกลกว่านั้น เช่น การสร้างหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) เพื่อรองรับผู้ที่ตกงาน รวมถึงข้อเสนอจากภาคประชาสังคมเรื่องบำนาญประชาชนถ้วนหน้า หากเราสามารถสร้างระบบสวัสดิการร่วมกันได้ ทำให้ผู้แทนประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ประชาชนเองก็จะไม่รู้สึกว่านักการเมืองแปลกแยกหรือมองนักการเมืองในแง่ร้าย แนวทางเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาต่อไป
#กองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา #ปฏิรูปสวัสดิการ
ควรมีกฎหมายกลางคุ้มครองสิทธิ ‘ตั้งสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรอง’ ของคนงานในมหาวิทยาลัย (โดยอาจใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นแนวทาง)
.
เมื่อวานนี้ (19 ต.ค. 69) ผมได้มีโอกาสเข้าไปชี้แจงคำแปรญัตติ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนสถานะออกนอกระบบไปเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" โดยผมได้เสนอแปรญัตติไว้ 4 ประเด็น (เช่นเดียวกับที่เคยเสนอใน ร่าง พ.ร.บ. ม.อุบลฯ เมื่อปีที่แล้ว)
.
ประเด็นแรก การคุ้มครองสิทธิจัดตั้ง ‘สหภาพแรงงาน’ และ ‘เจรจาต่อรองปรับสภาพการจ้างงาน’
ในมาตรา 13 ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ระบุว่าบุคลากรจะไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์ แต่ยังรับรองให้ได้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทว่ากลับ ไม่มีการระบุทำนองเดียวกันนี้กับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์
.
ผมจึงเสนอเพิ่มวรรคสองและสาม (ดูตามรูปประกอบ) เพื่ออุดช่องโหว่นี้ และรับรองสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และมาตรา 74 วรรคสอง ที่รัฐพึงจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
.
ย้อนไปตอน ร่าง พ.ร.บ. ม.อุบลฯ เมื่อปีที่แล้วที่ผมเสนอแปรญัตติทำนองนี้ ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาใน กมธ. เคยแย้งว่า หากให้สิทธิตั้งสหภาพฯ แล้วมีการนัดหยุดงานจนกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือบริการสาธารณะ อาจต้องดูกฎหมายวินัยข้าราชการประกอบ ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจระงับการรวมกลุ่มนั้นได้
.
ผมมองว่า เหตุผลนี้คือคำตอบในตัวเอง สำหรับคนที่กังวลว่าการให้สิทธิรวมกลุ่มต่อรองจะไปกระทบต่องาน เพราะท้ายที่สุดก็ยังมีกลไกและกฎหมายอื่นๆ คอยถ่วงดุลอยู่แล้ว ดังที่กฤษฎีกายกมา
.
นอกจากนี้ ผู้แทนกฤษฎีกาในครั้งนั้นยังชี้ด้วยว่า กิจการการศึกษาที่เป็นลักษณะบริการสาธารณะอย่างรัฐวิสาหกิจ ก็ยังมี พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มารองรับ ดังนั้น หากจะรับรองสิทธินี้ ก็ควรไปผลักดันเป็น "กฎหมายกลาง" เพื่อกำหนดระบบแรงงานสัมพันธ์ของคนงานในมหาวิทยาลัยไปเลย ดีกว่าการใส่ไว้ในกฎหมายเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยที่อาจทำให้เกิดมาตรฐานที่แตกต่างและนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ
.
ดังนั้นในครั้งนี้ แม้ กมธ. จะไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผม (เหมือนเดิม) แต่ผมได้ฝากข้อเสนอให้ กมธ. พิจารณาตั้งเป็น "ข้อสังเกต" ส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมายกลางคุ้มครองสิทธิคนงานในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นแนวทาง หวังว่า กมธ. จะเห็นพ้องและบัญญัติข้อสังเกตนี้
.
ส่วนอีก 3 ประเด็นที่ผมเสนอ (และ กมธ. ไม่เห็นพ้องเช่นกัน) ได้แก่:
.
1. ตรึงค่าเทอม 5 ปี: บัญญัติบทเฉพาะกาลห้ามขึ้นค่าเล่าเรียน หรือค่าบำรุงต่างๆ อย่างน้อย 5 ปี เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักศึกษาปัจจุบันและผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าเรียนในเวลาอันใกล้นี้
.
2. ขึ้นค่าเทอมต้องไม่แซงเงินเฟ้อ: กำหนดหลักประกันไม่ให้ค่าเล่าเรียนเป็นอุปสรรคทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น
.
3. ที่นั่งตัวแทนนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัย: ให้นักศึกษามีส่วนร่วมตัดสินใจอย่างมีความหมาย
.
เนื่องจากประเมินแล้วว่ายากที่จะชนะโหวตในสภา ผมจึงไม่ได้สงวน 3 ประเด็นนี้ไปอภิปรายต่อ แต่ได้ขอให้ กมธ. พิจารณาตั้งเป็นข้อสังเกตฝากไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย) ว่า การกำหนดค่าเล่าเรียนต้องคำนึงถึงโอกาสและความเป็นธรรม ไม่สร้างภาระให้ผู้เรียน ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 6 และ 7(1) ที่มุ่ง "สร้างโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา"
.
คำว่า "โอกาส" ในที่นี้ ต้องไม่ใช่ระบบสังคมสงเคราะห์ที่ผู้เรียนต้องมานั่งพิสูจน์ความจน แต่ต้องเป็น "สวัสดิการถ้วนหน้า" ที่มีเพดานราคาไม่กีดกันคนทั่วไป และนโยบายใดๆ ก็ตาม ต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการให้ความเห็นและตัดสินใจนโยบายของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง
ชวนอ่าน รายงานการตรวจสอบ สตง. โดยกรมบัญชีกลางประจำปี 2566 และ 2567 ที่เรียกว่ามีสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรก อาคารอาจไม่ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในต้นปี 2568
.
รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ pis.parliament.go.th/PARFile…
.
รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ pis.parliament.go.th/PARFile…
.
โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่องค์กรไม่ยอมบอกเลิกสัญญา ดูรายงานปี 66 (หน้า 25) ระบุชัดเจนว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนมาก เนื่องจากผู้รับจ้าง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่แทนที่จะประเมินความเสี่ยงและบอกเลิกสัญญา สตง. กลับเลือกใช้วิธีเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้รับจ้างต่อไป
.
ซึ่งในรายงานปี 66 (หน้า 30) สตง. ยอมรับเองว่าการบริหารเงินทุนของผู้รับเหมาผิดพลาดจนขาดสภาพคล่อง และแม้ สตง. จะเร่งรัดเพียงใด ผู้รับจ้างก็ไม่อาจเร่งงานก่อสร้างได้
.
การขอแก้แบบก่อสร้างและแก้สัญญาหน้างานถี่เกินไป ดูในรายงานปี 66 (หน้า 25) ระบุว่าโครงการนี้มีการปรับแก้ไขแบบก่อสร้างหลายครั้ง จนต้องแก้ไขสัญญาถึง 7 ฉบับในช่วงปี 2565-2567 สตง. ชี้แจง (รายงานปี 66 หน้า 30-31) ว่า 4 ใน 7 ครั้งเป็นการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุมงานควรเสนอแนวทางแก้ไขก่อนจะถึงช่วงก่อสร้างจริง การแก้แบบหน้างานซ้ำซ้อนเช่นนี้ย่อมเสี่ยงต่อความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้าง จนกระทั่งในรายงานปี 67 (หน้า 24-25) หลังเกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม กรมบัญชีกลางต้องเข้ามาสืบสวนเจาะลึกในประเด็นความถูกต้องของการแก้ไขสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขแบบรูปรายการงานก่อสร้าง
.
ความหละหลวมในการอนุมัติวัสดุก่อสร้างและการปล่อยให้มี "การจ้างช่วง" จากรายงานปี 67 (หน้า 25) เผยให้เห็นรอยรั่วสำคัญ โดยกรมบัญชีกลางได้ตั้งประเด็นตรวจสอบหนักในเรื่อง "กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่ต้องอนุมัติวัสดุและครุภัณฑ์ของผู้รับจ้าง" ซึ่งสะท้อนความน่าสงสัยว่าอาจมีการใช้วัสดุผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐานเพราะผู้รับเหมาไม่มีเงิน นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าตรวจสอบประเด็น "การจ้างช่วง" ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบให้ผู้รับเหมารายย่อยอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานมารับช่วงทำโครงสร้างแทน
.
มีประวัติการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนจ้างออกแบบ หากดูรายงานปี 66 (หน้า 27) บันทึกไว้ว่าโครงการนี้มีปัญหามาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งมติชี้มูลความผิดกรณีทุจริตการจ้างออกแบบอาคาร สตง. แห่งใหม่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งมาแล้ว
.
จากตัวอย่างสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังที่ยกมานั้น หาก สตง. ตัดสินใจเด็ดขาดในการตัดจบสัญญากับผู้รับเหมาที่มีปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรก (ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานปี 66) และคุมเข้มไม่ให้มีการลดสเปกวัสดุหรือลักลอบจ้างช่วง โครงสร้างตึกอาจจะแข็งแรงพอที่จะรับมือกับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในเมียนมาได้ ตึกอาจไม่ถล่มที่ไม่ได้หมายถึงปัญหาการสร้างตึก แต่มันหมายถึงชีวิตคนงานอีกเกือบร้อยคนด้วยซ้ำ
ยื่นหนังสือ กก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอเร่งคลอด 6 มาตรการต่อนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่การนิโทษกรรม เช่น ให้สิทธิประกันตัว แยกแดนคุมขังหรือพักโทษกรณีพิเศษ
.
วันนี้ (19 ต.ค. 2569) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผม พร้อมด้วยคณะผู้ติดตามสิทธินักโทษการเมืองเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ไม่ได้รับการครอบคลุมจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
.
โดยหนังสือระบุว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 มีเจตนารมณ์สำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความปรองดอง โดยหลายคดีเริ่มมีการสั่งจำหน่ายคดีหรืองดอ่านคำพิพากษาไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมถูกคุมขังอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินคดีและคุมขังที่ยังดำเนินต่อไปนี้ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการสร้างสันติสุขในสังคม
.
หนังสือ ยังเน้นย้ำว่า ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอาชญากรทั่วไป พร้อมอ้างอิงอำนาจตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 6 (4) ที่ให้อำนาจคณะกรรมการฯ เสนอแนะมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
.
ทั้งนี้ ในหนังสือเรียกร้อง ได้เสนอมาตรการสำคัญ 6 ข้อ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ประกอบด้วย:
.
1. ส่งเสริมสิทธิการประกันตัว โดยยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
.
2. ชะลอการพิจารณาคดี ประสานกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองไว้ชั่วคราว
.
3. ใช้สถานที่คุมขังอื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือมาตรา 89/1 ป.วิ.อาญา
.
4. พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ กำหนดเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์
.
5. แยกแดนคุมขังเฉพาะ สำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและตามมาตรฐานสหประชาชาติ
.
6. ปรับปรุงกฎระเบียบ แก้ไขกฎกระทรวงหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มาตรการทั้งหมดปฏิบัติได้จริง
.
อนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีผู้ถูกคุมขังจากคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 50 คน โดยแบ่งเป็นผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน และผู้ต้องขังระหว่างสู้คดีที่ไม่ได้รับการประกันตัวอีก 20 คน (ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 10 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
รายละเอียดหนังสือที่ยื่น docs.google.com/document/d/1…
ขอบคุณภาพจาก ไข่แมวชีส



























