
CM2 CONNECT THE WORLD Lifestyle | News | Entertainment | PR & Event organizers ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ / หมายเชิญ [email protected]
Joined October 2023
- Tweets28.8K
- Following0
- Followers4.5K
- Likes501
“จั๋ง - PERSES” ในงานเปิดตัว “BAAC Family LINE Of FUNcial”
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#JUNG_PERSES
#PERSES #PERSES_TH
#ธกส #BAAC #BAACFamily
“ปลั๊กกี้ - PERSES” ในงานเปิดตัว “BAAC Family LINE Of FUNcial”
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#PLUGGY_PERSES
#PERSES #PERSES_TH
#ธกส #BAAC #BAACFamily
“เน - PERSES” ในงานเปิดตัว “BAAC Family LINE Of FUNcial”
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#NAY_PERSES
#PERSES #PERSES_TH
#ธกส #BAAC #BAACFamily
“ปาล์ม - PERSES” ในงานเปิดตัว “BAAC Family LINE Of FUNcial”
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#PALM_PERSES
#PERSES #PERSES_TH
#ธกส #BAAC #BAACFamily
“กฤติน - PERSES” ในงานเปิดตัว “PERSES Friend of BAAC Family”
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#KRITTIN_PERSES
#PERSES #PERSES_TH
#ธกส #BAAC #BAACFamily
“5 หนุ่ม PERSES” ในงานเปิดตัว “PERSES Friend of BAAC Family”
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#JUNG_PERSES #KRITTIN_PERSES
#NAY_PERSES #PALM_PERSES
#PLUGGY_PERSES
#PERSES #PERSES_TH
#ธกส #BAAC #BAACFamily
“ปัน-สรณวรรธ” ช่วงสัมภาษณ์ในงาน “OPPO Find X10 Series Launch Event ”
#PUN #PUNYARB #PUNSORNNAWAT
#กล้องHasselbladสีสันสมจริง
#กล้องHasselblad200MPชัดทุกระยะ
“ เบ็คกี้” ถ้าช่วงสัมภาษณ์ในงาน “OPPO Find X10 Series Launch Event | True to Life, True to the Moment ”
REBECCA OPPO FIND X10
#OPPOFindX10SeriesTHxBecky
#OPPOFindX10SeriesTH
#BeckyArmstrong #beckysangels
คู่พี่น้องหน้าเหมือน “พีพี และ พี่ต่อ” ร่วมพูดถึง #กล้องHasselbladสีสันสมจริง
#กล้องHasselblad200MPชัดทุกระยะในงาน “OPPO Find X10 Series Launch Event”
PP KRIT OPPO FINDX10 LAUNCH
#OPPOFindX10SeriesTHxPPKRIT
#PPKritt #พีพีกฤษฏ์
#Thanapob_lee
‘ต่อ ธนภพ’ ร่วมในงาน “OPPO Find X10 Series Launch Event”
#Thanapob_lee #กล้องHasselbladสีสันสมจริง
#กล้องHasselblad200MPชัดทุกระยะ
“พีพี กฤษฏ์” ร่วมในงาน “OPPO Find X10 Series Launch Event”
PP KRIT OPPO FINDX10 LAUNCH
#OPPOFindX10SeriesTHxPPKRIT
#PPKritt #พีพีกฤษฏ์
รวมตัวคนดังบุกสยาม! “เบลล่า-ลีน่า-หมิว-ดิว อริสรา-เจมส์ จิรายุ”
ร่วมเปิดฉากแฟล็กชิฟสโตร์สุดอลังการ! “EVEANDBOY THE NEW UNDERGROUND”
บิวตี้แลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางเมือง
ปักหมุดความปังกลางสยาม! เมื่อ EVEANDBOY บิวตี้สโตร์อันดับ 1 ของเมืองไทย เปิดตัว “EVEANDBOY THE NEW UNDERGROUND” อย่างเป็นทางการ พลิกโฉม EVEANDBOY The Underground Siam Square One ครั้งใหญ่ในรอบ 9 ปี เนรมิตพื้นที่ใจกลางสยามให้กลายเป็น Beauty Destination แห่งใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “PLAY AROUND THE NEW UNDERGROUND” ที่รวมเอาโลกของ Beauty, Entertainment และ Lifestyle ไว้ในที่เดียว พร้อมก้าวสู่การเป็น No.1 Thailand’s Best Beauty Flagship Store ที่โดดเด่นที่สุดของ EVEANDBOY จัดเต็มบรรยากาศสุดคึกคักต้อนรับเหล่าศิลปิน นักแสดง บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ และคนดังจากวงการความงามที่ตบเท้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นำโดย เบลล่า-ราณี แคมเปน, ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์, ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง, ดิว-อริสรา ล่ำซำ, เดียร์น่า ฟลีโป, เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข, ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล, ดิว-จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์, กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์, แบม-สราลี ประสิทธิ์ดำรง, โยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม, เน็กซ์-ณัฐกิตติ์ แช่มดารา วง BUS, โยชิ-รินรดา ธุระพันธ์ ฯลฯ ที่พร้อมใจกันมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของแฟล็กชิฟสโตร์ใจกลางสยาม พร้อมชมโชว์สุดพิเศษจากศิลปิน T-POP สุดฮอต วง DICE ที่มาร่วมสร้างสีสันแบบจัดเต็ม
บรรยากาศภายในงานคึกคักตั้งแต่เปิดฉาก Pink Carpet เมื่อเหล่าคนดังตบเท้ามาร่วมงาน พร้อมจัดเต็มลุคสร้างสีสันใจกลางสยามให้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ก่อนเปิดเวทีความสนุกด้วยโชว์สุดพิเศษจากศิลปิน T-POP สุดฮอต วง DICE ที่ขนพลังความสนุกมาเสิร์ฟแฟนๆ กันแบบเต็มอิ่ม เรียกเสียงเชียร์และสร้างความคึกคักทั่วทั้งงาน ต่อด้วยโชว์สุดพิเศษจาก 2 สาว ลีน่า-หมิว ที่มาถ่ายทอดเคมีสุดลงตัว เติมเต็มบรรยากาศให้หวานละมุนและชวนใจฟู ทำเอาแฟนๆ ยิ้มตามและฟินไปกับโมเมนต์สุดพิเศษกันถ้วนหน้า เรียกได้ว่าเป็นการเปิดตัว EVEANDBOY THE NEW UNDERGROUND ที่รวมครบทั้งความสนุก ความประทับใจ และโมเมนต์ชวนกรี๊ดของเหล่าคนดังไว้อย่างเต็มอิ่ม
สำหรับ EVEANDBOY The Underground Siam Square One ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “PLAY AROUND THE NEW UNDERGROUND” บนพื้นที่กว่า 1,047 ตารางเมตร พร้อมรวบรวมผลิตภัณฑ์และแบรนด์ความงามจากหลากหลายประเทศ ครบที่สุดในเมืองไทย รวมกว่า 1,500 แบรนด์ และสินค้ากว่า 100,000 ไอเทม รวมถึงการชูบทบาทของ T-BEAUTY ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะส่วนสำคัญของ Beauty Landscape ยุคใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่ MAKEUP, FRAGRANCE, SKINCARE, DERMA และ PERSONAL CARE ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของแต่ละหมวดหมู่ผ่านดีไซน์และบรรยากาศที่แตกต่างกัน เติมความสนุกให้กับการเดินช้อป พร้อมเปิดพื้นที่ให้สายบิวตี้ได้ Explore, Play, Try & Discover และค้นหาสไตล์ความงามในแบบของตัวเอง
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงานได้ตั้งแต่หน้าร้าน คือ “EBBIE Futuristic Kinetic Sculpture” ประติมากรรมน้องแมว EBBIE ขนาดใหญ่กว่า 5 เมตร ที่มาในลุคสุดล้ำ พร้อมทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางสยาม โดยน้องแมว EBBIE คือมาสคอตสุดน่ารักของ EBBIE CARD, Loyalty Platform ของ EVEANDBOY ซึ่งครั้งนี้ถูกนำมาต่อยอดให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างใกล้ชิด
พิเศษยิ่งขึ้นเพราะการเปิดตัว THE NEW UNDERGROUND ยังตรงกับโอกาสที่น้องแมว EBBIE มีอายุครบ 1 ปี งานนี้จึงจัดเต็มด้วย EBBIE Experience ผ่าน 3 ไฮไลต์ ได้แก่ MEET OUR EBBIE พบกับประติมากรรม EBBIE บริเวณหน้าร้าน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 – 7 มกราคม 2570 ต่อด้วย SAY “HI! EBBIE” Interactive LED Experience ชวนทุกคนมาทักทาย EBBIE พร้อมกิจกรรม Give Away และ SEE THROUGH EBBIE’S CAT EYES จุดถ่ายภาพเชิงศิลปะที่หยิบเอกลักษณ์ของดวงตา EBBIE มาเล่นกับแสง เงาสะท้อน และมุมมอง เปิดโอกาสให้ทุกคนสร้างได้โมเมนต์ความงามในแบบของตัวเอง โดยจัดแสดงถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามรูปแบบใหม่ได้แล้ววันนี้ที่ EVEANDBOY The Underground Siam Square One ชั้น LG พร้อมพบกับบิวตี้ไอเทมหลากหลายแบรนด์ได้ที่ EVEANDBOY ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ช้อปออนไลน์ที่ Application EVEANDBOY และติดตามกิจกรรมพิเศษจาก EVEANDBOY ได้ทาง Facebook: EVEANDBOY, Instagram: EVEANDBOY, TikTok: EVEANDBOY, X: EVEANDBOY, Lemon8 : EVEANDBOY, Xiaohongshu : EVEANDBOY, Weibo : EVEANDBOY และ Douyin : EVEANDBOY
#EVEANDBOY #EVEANDBOYSQ1 #EVEANDBOYTheUndergroundSQ1
ฟ้าร้องเสียงดัง แต่เธอเงียบ “sarah salola” ปล่อยเพลงชวนร้องไห้ ส่งท้ายหน้าฝน “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)”
“ฟ้าร้องเสียงดัง แต่เธอเงียบที่สุด” ประโยคที่สะท้อนความเจ็บปวดของคนที่ใจกำลังจะแตกสลาย ผ่านซิงเกิลใหม่ “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” จาก “sarah salola” ที่หยิบเอาความรู้สึกของการเป็นคนที่ไม่มีความหมายในสายตาใครสักคน มาถ่ายทอดเป็นบทเพลงเศร้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึก พร้อมเผชิญกับความจริงที่ว่า บางครั้งการยอมรับว่าเราไม่ใช่คนที่เขาเลือก อาจเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด…
เมื่อเสียงร้องไห้ไม่อาจทำให้เขาหันกลับมาสนใจ “อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” จึงเปลี่ยนหยาดน้ำตาให้กลายเป็นเม็ดฝน เปลี่ยนเสียงคร่ำครวญให้เป็นเสียงฟ้าร้อง และปล่อยให้พายุฝนที่โหมกระหน่ำช่วยระบายทุกความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้ในใจ หวังให้สายฝนพัดพาคนที่ยังอยู่ในความทรงจำให้จากไปเสียที เพราะบางครั้งการปล่อยมือจากใครสักคน ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความเจ็บปวดของตัวเองให้ได้ก่อน
เพลงนี้ได้ “อู๊ด OZEEOOS” ศิลปินและนักแต่งเพลงสาย Pop R&B / Hip-Hop มารับหน้าที่แต่งเพลง พร้อมบีตหน่วงลึกล้ำที่ช่วยขับเน้นอารมณ์เศร้าได้อย่างเข้มข้น โดยซาร่าห์ยังนำองค์ประกอบทางดนตรีมาตีความและถ่ายทอดผ่านสไตล์การร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างลงตัว เติมเต็มความเศร้าให้ทั้งบาดลึกและชวนให้ผู้ฟังดำดิ่งไปกับความรู้สึกตลอดทั้งเพลง
“อย่าฟังฉันร้อง (Let It Rain)” จึงไม่ใช่เพียงบทเพลงสำหรับคนที่กำลังเสียใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ใครหลายคนได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่ไม่เคยมีโอกาสพูดออกไป ปล่อยให้เสียงฝนดังกลบทุกคำร่ำร้อง และหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อพายุผ่านพ้นไป หัวใจที่เคยแตกสลายจะค่อย ๆ กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง
พร้อมฟังได้แล้ววันนี้ทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง ทาง Youtube : sarah salola และติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ทาง Facebook: Sarah.salola, Instagram: sarah.salola, TikTok : sarah.salola และ Facebook : LOVEiS / X, Instagram : @LOVEiS_ent
MV LINK : youtu.be/qrJUodLEhUs?si=aM-T…
#อย่าฟังฉันร้อง_sarahsalola
#sarahsalola
#LOVEiSENTERTAINMENT
"ณเดชน์ คูกิมิยะ" คลั่งฟิต! เสพติดการออกกำลังกาย
โหมหนักจนต่อมไทรอยด์พัง ฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60 ปี
"ณเดชน์ คูกิมิยะ" เปิดใจผ่านรายการ On the way with Chom ถึงบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่จากการหักโหมเข้าฟิตเนสอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่วัยรุ่น จนตรวจพบโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนและวิตามินในร่างกายพังจนมีค่าเหมือนคนอายุ 60 ปี ต้องปรับวิถีชีวิตกลับสู่สายกลางและทานยาดูแลใกล้ชิดตามคำชี้แนะของแพทย์ เผยปีหน้าเตรียมลงสนามแข่ง HYROX คู่กับ "ญาญ่า" พร้อมเล่าที่มาของการเป็นคนจัดระเบียบชีวิตอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวและนำมาปรับใช้กับการทำงานและการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
ช่วงหลังๆ ไม่ได้เห็นคุณในฐานะนักแสดงอย่างเดียวแล้ว เริ่มเห็นอีกมุมที่ชัดมากๆ ก็คือเรื่องการออกกำลังกายจนคนบอกว่า ณเดช เจอได้ทุกที่ ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: พื้นฐานผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบอะไรจำเจขนาดนั้นในระยะยาว ก็เลยเป็นคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองสามารถเล่นในทุกกีฬาได้ ซึ่งผมก็เคยคุยกับ Coach ที่เขาคุมวิ่งผม เขาบอกว่าข้อเสียของตัวผมเองส่วนใหญ่ คือการที่เรามีจุดมุ่งหมายหรือว่าการแข่งขันที่หลากหลายจนเกินไปจนโฟกัสกระจัดกระจาย ไม่สามารถที่จะทำไปให้สุดสักอย่างได้ แต่จริง ๆ ถ้ามุ่งอย่างเดียวอาจจะไปได้ดีกว่านี้ครับ
ถ้าต้องเลือกแข่งแค่อย่างเดียวในปีหน้าจะเลือกอะไร ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ถ้าปีหน้าแข่งได้อย่างเดียว จะเลือก Olympic Weightlifting พวก Snatch พวก Clean and Jerk อะไรพวกนี้ จริง ๆ รู้สึกว่าลองไปเล่นแล้วเรารู้สึกว่าชอบมาก แต่ช่วงนั้นเราทั้ง HYROX ด้วย ทั้ง Strength Training เราก็ไม่อยากทิ้ง คือไม่อยากทิ้งอะไรสักอย่างเลยก็เลยให้ความสำคัญไปกับการแข่ง HYROX มากกว่า ก็เลยไปโฟกัสที่ HYROX อะไรอย่างนี้ แต่รู้สึกเป็นคนที่อยู่บ้านเฉย ๆ เกิน 2 วันแล้วจะเป็นบ้าจะต้องออกไปหาอะไรทำ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย ทุกคนก็จะเห็นว่าทำไมผมนั่งมอเตอร์ไซค์ผ่านอโศก อยู่ BTS ไปนู่นไปนี่ตลอดเวลา เพราะบางทีเช้าเราไปซ้อม HYROX กลับมาบ้านกินข้าวเสร็จปุ๊บ ตกเย็นออกไปซ้อม Strength Training ต่อครับ
ลงแข่ง HYROX ปีหน้าไหม ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ลงครับ Olympic Weightlifting ไม่ลง ลง HYROX เพราะต้องลงกับ ญาญ่า จะลงเป็น Mix Double วัดใจ แต่ว่ายังไม่มีเวลาที่จะไปซ้อมด้วยกันสักวันหนึ่งเลย
ณ ตอนนี้พอใจกับสภาพร่างกายปัจจุบันแล้วหรือยัง ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ยัง ผมอยากใหญ่กว่านี้ อยากใหญ่ไปเลย อยากลองดูว่าขีดจำกัดของ Size ของกล้ามเนื้อจะไปได้ขนาดไหน โดยไม่ได้พึ่ง Steroid หรืออะไร อยากลองดูว่าเราจะไปได้ขนาดไหน ก็คือมี Goal ให้กับตัวเองเหมือนกันภายในปีนี้ อยากยก Chest Press ได้ 150 ครั้ง อยาก Deadlift ได้ 200 ครั้ง อยากดึงข้อได้ Bodyweight ได้ 20 ครั้ง แต่สุดท้ายก็คือผมมี Project ภาพยนตร์ที่กำลังจะถ่าย ผมก็ต้อง Priority ให้ความสำคัญกับการเลือกงานแสดงเป็นหลักแล้วก็ด้วย Character หรืออะไรก็ตามไม่สามารถที่จะเป็นนักกล้ามได้ เราก็ต้องกลับมาโฟกัสที่ร่างกาย, Body, หุ่น, รูปร่างอะไรอย่างนี้ ให้เหมาะสมกับ Character ที่เราจะได้รับบท ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้ไปปรับเปลี่ยนแผนใหม่ คุมอาหาร ลดน้ำหนักให้ Lean ที่สุดแล้วกัน แต่ว่ายังรักษามวลกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน เพื่อที่ว่าจะได้สอดคล้องกับงานที่กำลังจะทำอยู่ ในอนาคตถ้าเป็นไปได้อยากขึ้นเวทีประกวด Men’s Physique ตัวใหญ่ๆไปเลยแบบนี้ อยากลองสักครั้งหนึ่ง
จุดเริ่มต้นที่ทำให้มาสายนี้การเริ่มต้นคืออะไร ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: อ้วน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ถ่ายลมซ่อนรักประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นกำลังมีงานมีละคร ชีวิตเริ่มอยู่สุขสบายขึ้น กินเก่ง กินเยอะมากจนกระทั่งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พอปิดกล้องแล้วเรามาดูตัวเองตอนละครออนแอร์ คือจำตัวเองแทบไม่ได้ คือมันอ้วนแบบอ้วนมากๆเลย จนรู้สึกว่าเริ่มมีคนเตือน คนทัก ผมก็เลยเข้าฟิตเนสเลยทุกวัน อยู่ประมาณ 3 เดือน ทุ่มเวลาให้กับการลงน้ำหนักมากๆจนภายใน 3 เดือนร่างกายเปลี่ยนแบบรวดเร็วมากๆ เลยเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่เราจริงจังในการออกกำลังกาย การได้เห็นกล้ามเนื้อตัวเองแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เหมือนเราเป็นตัวการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อะไรแบบนี้ ผมก็เลยเริ่มเสพติดในการถอดเสื้อ เริ่มฟิตเนสมากขึ้น แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสพติดกับการออกกำลังกายขนาดนั้น แต่รู้สึกพึ่งพอใจกับการได้เห็นตัวเองในกระจกที่ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวัน แล้วหลังจากนั้น 3 เดือนก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ลูปเดิม กิน เอ็นจอย ดื่ม เที่ยว เพราะเป้าหมายจบไปแล้ว กลับมาเจ๊งเหมือนเดิม แต่เรารับรู้ว่าสามารถเรียกกลับไปจุดๆ เดิมได้แต่ว่ามันแค่เหนือยกว่า ทรมานกว่าที่ต้องเริ่มต้องใหม่ ก็เป็นแบบนี้ไปกลับเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเป็นเพราะอายุด้วยรู้สึกว่าไม่อยากเหนื่อยแบบนี้อีกแล้ว อยากที่จะ Maintenance สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุด ก็เลยเริ่มที่จะพยายามรักษาสุขภาพร่างกายของเรามากขึ้นๆ ต่อเนื่องเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าเสพติดมันแล้ว ถ้า 2 วันไม่ออกกำลังผมรู้สึกจะเป็นบ้า
เป้าหมายที่ทำอยู่คือ Lifestyle หรือเป็นคนชอบความ Extreme กันแน่ ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: เป็น Lifestyle มากตอนนี้ แต่ถามว่า Extreme คือถ้าผมวิ่ง 100 กิโลเมตร ถ้าผมไป Ultra Marathon หรือว่าผมจะไป Ironman Triathlon ต้องมีสักครั้งในชีวิตนี้ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่ง Extreme แล้วผมก็รู้สึกว่าพอเราเล่นออกกำลังกายมาจุด ๆ หนึ่งจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว เราต้องเลยไปหารายการแข่ง ไปทำ Fitness Test ให้กับตัวเองดูซิว่าเราอยู่ในระดับไหนแล้วหา Challenge ให้ตัวเอง เพื่อรู้สึกว่าการออกกำลังกายในแต่ละวันจะได้มีจุดมุ่งหมายให้ตัวเราสักที ก็เลยเห็นว่าพักหลัง ๆ ผมเริ่มไปวิ่ง Trail, แข่ง HYROX เดี๋ยวก็จะไปวิ่ง Marathon อีก ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่รู้สึกได้ก้าวกระโดดจากการ Safe Zone อยู่แค่ยิม อยู่ Fitness วิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนอย่างเดียวอะไรอย่างนี้ครับ
การปรับเปลี่ยนร่างกายตามบทบาทการแสดง ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ผมไปเจอ Column หนึ่งของ Christian Bale แล้วรู้สึกว่าเขาทำ Body Transformation เปลี่ยนรูปแบบร่างกายในแต่ละ Character ที่เขาได้รับ เพื่อที่จะให้เขารู้สึกว่าเป็นหลักการเข้าสู่ตัวแสดงของเขา ผมก็เลยลองทำดูแบบนี้บ้าง ปรากฏว่าเรารู้สึกเป็นผลที่ดีสำหรับตัวผม รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการของเราในการที่จะซึมซับไปหาตัวละครอะไรอย่างนี้ด้วย เหมือนเรากลับบ้านไป มองดูตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกว่าภาพที่เราเห็นเหมือนกับพี่ยักษ์อย่างนี้ ผมก็จะพยายามเพิ่ม Size ตัวเอง กิน ไม่ได้ห่วงว่าจะต้องแห้งจะต้อง Lean อะไรอย่างนี้ พอมาเป็น คนเดือดทวงแค้น จะพยายามที่จะให้ตัวเองดูสารรูปโทรมที่สุด พอมาช่วงนี้เดี๋ยวจะมีภาพยนตร์ใหม่ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ เปลี่ยนร่างกายใหม่ รู้สึกว่าสนุกดีครับ
ประสบการณ์จำกัด Calorie หนักจนร่างกายพัง ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: กินวันละ 1,500 กิโล Calorie ไม่รวมออกกำลังกาย แสดงว่าถ้าผมออกกำลังกายแล้วผมเผาผลาญไปประมาณวันละ 300, 400 Calorie ผมก็จะ Deficit ลงมาอีก เพราะว่า 1 เดือนผมจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ ตอนนั้นเพิ่งถ่าย ธี่หยด 3 จบ แล้วผมหนัก 80 กิโลกรัม ต้องทำให้เหลือน้ำหนัก 70 กิโลกรัมให้ได้ก่อนที่จะไปเรื่องอาหาร ผมแค่กินวันละมื้อแล้วก็ออกกำลังกาย เช้า กลางวัน เย็น ชกมวย วิ่ง ยกน้ำหนัก ผ่านไป 1 อาทิตย์ น้ำหนักลง พอมาอาทิตย์ที่ 2 น้ำหนักขึ้นพี่ชม ทั้ง ๆ ที่กินมื้อเดียว แต่น้ำหนักขึ้น เริ่มตกใจว่า “อ้าว ทำไม เกิดอะไรขึ้นอะไรอย่างนี้” ปรากฏว่าเกิดการอักเสบของร่างกาย ก็เลยกักเก็บไขมันแทน เพราะรู้สึกว่าเราไม่มี Energy ที่จะมาใช้อีกแล้ว แต่เราใช้ร่างกาย Overload จนเกินไป ผมก็เลยเริ่มไปหาหมอแล้วก็ไปตรวจเลือด ตรวจอะไร ปรากฏว่าค่า Testosterone, ค่าฮอร์โมนเพศชาย, ค่าวิตามิน, ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ฮอร์โมนความเครียด ทุกอย่างพังหมดเลย เหมือนคนอายุประมาณ 60 กว่าปี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุ 30 ปีกว่า ๆ ก็เลยหาเหตุผลว่าเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เราออกกำลังกายหนักมาก่อน แต่ด้วยอายุด้วย ก็เลยเริ่มเปลี่ยนวีถีชีวิตใหม่ คุมอาหารด้วยความจำเป็น กิน 3-4 มื้อต่อวัน ออกกำลังกายไม่หักโหม หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกทางสายกลางแล้วรู้สึกว่าน้ำหนักกลับมาปกติแล้วน้ำหนักก็ลง สัดส่วนไขมันก็น้อย มวลกล้ามเนื้อยังอยู่ครับ
มีผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์จากการลดน้ำหนักแบบ Extreme ไหม ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: พอเราเอาน้ำหนักลงไปขนาดนั้น แล้วความอึนหรือความไร้เรี่ยวแรงมี ผลประโยชน์กับ Character ที่ผมเล่นพอดีก็เลยใช้ประโยชน์จากความรู้สึกตรงนั้นเอาไปใช้พอดี ผมจำได้เลยว่าวันถ่ายคิวสุดท้าย ผมอดน้ำ 2 วัน เพื่อที่จะมีฉากที่ถอดเสื้อนอนชักอะไรอย่างนี้ แล้วมื้อแรกที่กิน หลังจากถ่ายฉากนั้นเสร็จ อาเจียนหนัก เหมือนกินอะไรไปก็คืออ๊วก ๆ เพราะว่าอดน้ำด้วยแล้วกินข้าวน้อยด้วยก็ผ่านอะไรมาเยอะนะพี่ชม เรียนรู้ผิดถูกไปกับตัวเอง เราก็รู้แล้วว่าต่อไปนี้ อะไรที่เราควรจะรักษาสมดุลให้พอดีหน่อย ไม่ได้ Extreme จนเกินไป แต่ถามว่ามันส์ไหม มันส์มาก
มีความกดดันในการรักษาหุ่นในอุดมคติให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอไหม ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ผมว่าเป็นความกดดันลึก ๆ ข้างใน ที่เราแทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่จากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิต ผมเชื่อว่าเรากดดันตัวเอง รู้สึกว่ามีคนคาดหวังและมีคนมองแล้วเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นกฎเกณฑ์และเกณฑ์วัดสำหรับตัวเราด้วย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียอาจจะเป็นคนที่กดดันตัวเองจนมากเกินไป ไม่สามารถที่จะปล่อยวางรูปร่างของตัวเองได้ ยอมรับไม่ได้ที่วันหนึ่งจะต้องอ้วนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งมีผลกับเราโดยตรงกับการที่เป็นนักแสดง ช่วงไหนที่หลังปีใหม่ ถอดเสื้อไป Sauna กับไป Ice Bath อย่างนี้จะเริ่มไม่มั่นใจ โซเดียมเอยอะไรเอย ดื่มด้วยอะไรกินด้วย แล้วพอช่วงเวลาที่เราหุ่นเริ่มเข้าที่กลับมาเหมือนเดิม มีความรู้สึกมั่นใจ มีความรู้สึกสบายใจที่ โอเค กลับมาอยู่ในสภาวะปกติของเราแล้ว ผมเคยตื่นเช้ามาชั่งน้ำหนักทุกเช้า ต้องการจะเห็นตัวเลขเท่าเดิมตลอด หรือไม่ก็ลดลงตลอด Outset อย่างนั้นเคยเป็นมาแล้ว แต่สำหรับผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของผมกับการที่กดดันตัวเองแบบนี้ ผมไปที่ไหนแล้วมีคนมาบอกว่า “อยากได้หุ่นเหมือนพี่ณเดชน์จังเลย พี่ทำยังไง ผมอยากได้อย่างนี้” ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ เรากำลัง Share ความฝันเดียวกันกับที่คนอื่นเขามี มีความฝันแบบเรา เพราะเราก็อยากให้หุ่นเราแบบนี้ แล้วเขาก็อยากที่จะเป็นแบบอย่างหรือว่าเอาเป็นตัวอย่าง ผมว่าก็ดีนะที่เราเป็นกำลังใจแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนหลาย ๆ คน ผมเคยเจอคนขับ Grab ผมที่ไปส่งผม เขาก็บอกว่า เชื่อไหมผมเห็นหุ่นพี่ ผมกลับไปกิน Keto ตอนนี้ผมลดลงมาได้ 20 กิโลกรัม อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่า แล้วทำไมคนที่มองเรามาแล้วเขารู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจ การที่เรา Maintenance แล้วก็ Keep On การออกกำลังกาย แล้วก็การ Challenge ตัวเองในทุก ๆ กีฬาที่เราไปแข่งขัน และความบ้าระห่ำตรงนี้เอาไว้เป็นประโยชน์กับคนอีกหลายคนเลย เวลาเขาได้เห็นเราผ่านทาง Social Media ครับ
เรื่องที่ยังจัดการตัวเองยังไม่ได้ ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ผมจะมีสภาวะ Binge Eating Disorder หรือการโหยหนัก ๆ อยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราคุมอาหารจริงจังหรือบางทีเราคุมจนเกินไปจนไม่ถึง Calorie หรือว่าสารอาหารที่เราต้องการจริง ๆ แล้วร่างกายจะโหยตอนดึก ๆ หรือเครียดอะไรอย่างนี้ แล้วบางทีเรา Long Run มาแล้วเราต้องคุมอยู่ใน 2,000 Calorie อย่างนี้ ก็จะหิว ทั้งวันแล้วตกลางคืนจะกดแล้วช่วงเวลา 21:00 น. 22:00 น. Pizza มาแล้วถาดหนึ่ง Ice Cream กด ๆ อันนี้ง่ายก็มาส่ง ลงไปข้างล่าง กิน ๆ พอกินเสร็จก็ เครียด เซ็ง ทำไมคุมตัวเองไม่ได้เลยแล้วพอรู้สึกอย่างนี้ปุ๊บ ทรยศตัวเองด้วยการกินอีก ไหน ๆ ก็กินมาแล้ว กินให้หมดเลยแล้วกัน แล้วผมก็สั่งมาเกลี้ยง กิน ๆ อีก ตื่นเช้ามาทีนี้ก็รู้สึกผิดก็เลยจะ Fasting ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดพี่ ไม่ควรจะทำแบบนี้ Mindset ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าวันนี้พัง พรุ่งนี้ก็แค่เริ่มใหม่ แล้วคุมทุกอย่างให้อยู่ภายใต้กรอบที่ตัวเองวางเอาไว้ โอเค วันนี้เช้าทำเครื่องหมายวิ่ง ทำเครื่องหมายนู่นนั่นนี่ ทำเครื่องหมายทำถูกต้องที่สุด ทำดีที่สุดแล้วหรือยังวันนี้แค่นั้นเอง
ปริมาณสารอาหารที่บริโภคต่อวัน ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: โปรตีนผมกินอยู่ที่ 160 กรัม ถึง 170 กรัม คาร์โบไฮเดรต 240-270 กรัม ไขมันจะกินอยู่ที่ 35 กรัม อันนี้คือมาตรฐานวางไว้เท่านี้ แต่ที่เหลือคือก็ขยับได้ ถ้าเลือกได้จะไม่ค่อยกินพวกชานม นอกจากเป็นแข่งเสร็จแล้ว ปิด Project แล้ว วันสุดท้ายของคิวการถ่ายทำ กิน Celebration ให้รางวัลตัวเอง
มีนิสัยการใน Plan และจัดเตรียมสิ่งของล่วงหน้า ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ใช่ ผมเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่กับอาทิตย์ที่ไม่มีการ Plan ได้ เหมือนเป็นคนที่ สมมุติวันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์หน้า ผมต้องรู้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง เวลาเท่าไร ไม่งั้นนอนไม่หลับ เสื้อผ้าพวกนี้ใส่อะไร เตรียมวางไว้ ออกมาอาบน้ำเสร็จออกมาใส่เสื้อผ้าต้องชุดนี้เท่านั้น ของทุกอย่างจะเตรียมเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องมานั่งจัดหรือมานั่งหา อาหารอันไหนจะเอาไป Meal Prep อะไรอย่างนี้ ที่กินก็จะเตรียมไว้วางไว้ชั้นบนสุด
คุณมีนิสัยนี้มาได้ยังไง ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: คุณพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่น ปะป๊าแบบว่าเราจะเห็นตั้งแต่เด็ก เขาจะแขวนชุดทำงาน ปากกาเสียบช่องเดิม สีเดิม เงินเก็บไว้ในช่องเดิม แล้วก็แขวนเสื้อกับกางเกง บนโต๊ะก็จะมีของที่เรียงวาง ๆ เหมือนเขาเป็น OCD วาง ๆ แล้วก็เรียงเป็นระเบียบแล้วว่า พรุ่งนี้เขาต้องหยิบอะไรไปบ้าง เขาจะรู้หมดเลย เราก็ถามเขาตอนเด็ก ๆ ว่า ปะป๊า ทำอะไร เขาบอกว่า “เตรียมของไว้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะได้หยิบของที่จะเอาไปได้ง่าย ไม่ลืมหน้าลืมหลัง” เขาไม่ได้บังคับให้เราทำแบบนั้น แต่เรารู้สึกว่าอยากเท่เหมือนเขา อยากทำเหมือนที่คุณพ่อเราทำก็เลยติดนิสัยตรงนี้มาเรื่อย ๆ
น้องญาญ่าเป็นเหมือนกันไหม ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ไม่ น้องญาญ่ามีความชิลล์กว่า ติดบ้านมากกว่า ชอบอยู่บ้าน ชอบอ่านหนังสือ อะไรที่เป็นกีฬาที่แรงปะทะหนัก ๆ ชวนไปต่อยมวยอย่างนี้ ญาญ่าก็จะถามว่า “ให้มาทำไม จะให้ญาญ่าไปทำร้ายใคร” (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า “ไม่ ก็ออกกำลังกายไง” ญาญ่าก็บอก “ไม่อยากต่อยคน อยากต่อย You ได้ไหม” (หัวเราะ) พอโตมาเรื่อย ๆ ช่วงวัยรุ่นก็จะเริ่มกระบวนการนี้ เริ่มเละเทะ ติดเพื่อน ติดเที่ยว ก็จะมีคุณแม่คอยเตือนสติตลอดว่า เคยทำอะไรก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้ามาตรวจในห้องว่า แขวนเสื้อผ้า พรุ่งนี้ไปโรงเรียน แขวนชุดนักเรียนหรือยังอะไรอย่างนี้
ความรู้สึกเมื่อ Plan ที่วางไว้ไม่เป็นไปตามเป้า ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ไม่ค่อย Happy จะพยายามที่จะกบฏ เพื่อเอาตัวเลือกที่ตัวเองเลือกเป็นหลักเสมอ แต่พอเถียงกันไป คุยกันไป สุดท้ายเราก็ลดอีโก้ตัวเองลงแล้วก็ทำตามสิ่งที่มี ณ ตอนนั้น หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดตอนนั้น
เคยเจอปัญหาสุขภาพที่หนักจนร่างกายเริ่มประท้วงบ้างไหม ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: มีครับ ผมเป็น Hypothyroidism ก็คือต่อมเผาผลาญในร่างกายพังแล้ว ช่วงที่ตื่น ตี 5 พังมาจาก 3 เดือนนั้นแหละที่ไปเข้า Fitness โดยที่นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 5 แล้วก็ทำชีวิตวงจรวนซ้ำ ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นอายุ 24-25 ปี พอเราเริ่มเข้าอายุ 28 ปี ตื่นเช้าไปกองถ่าย ตอนนั้นลุกไม่ไหวแล้วเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน เริ่มรู้สึกว่าร่างกายน่าจะป่วยหรือเป็นอะไรสักอย่าง กลัวว่าตัวเองจะแบบเป็นลมอะไรอย่างนี้ ตาร้อน หน้าร้อน ตื่นไม่ไหว ลุกไม่ขึ้น ง่วงนอนตลอดเวลา ก็เลยไปหาหมอ ปรากฏหมอก็บอกว่าเป็น Hashimoto's Thyroiditis คือต่อมไทรอยด์พัง ชีวิตผมต้องกินยาทุก ๆ เช้า เพื่อปรับ Thyroid Hormone ให้มันมีเหมือนกับต่อมนี้มันไม่ทำงาน เราต้องกินยาแทน ก็เป็นปัญหา เป็นโรคประจำตัวอีก 1 โรค นอกเหนือจากหอบหืดที่มี ผมก็อยากแนะนำว่าจริง ๆ แล้ว จิตใจเรา บางทีมนุษย์เรามันมีความเข้มแข็ง แล้วแข็งแรงมาก ๆ แต่ว่าร่างกายเรา บางที Overload เขามาก ๆ พอใช้งานหนัก ๆ จนเครื่องพัง ซ่อมไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ อวัยวะเราไม่มีอะไหล่มาเปลี่ยน อันตราย
Hypothyroidism มันส่งผลกับชีวิตประจำวันยังไง ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: ถ้า Dose ยาไม่ถึง จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ง่วงตลอดเวลา รู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง เปลือกตาร้อน คอร้อน หัวร้อน แบบวูบ ๆ ร้อนเหมือนเป็นชีพจร แล้วก็โหย เหมือนหิว แล้วน้ำหนักขึ้น มีการแกว่งตัวของตัวเลขในน้ำหนักอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าสมมุติว่า Dose ยามันพอดี ก็จะกลับมาปกติ เหมือนเป็นคนใช้ชีวิตปกติเลย เหมือนก่อนหน้าที่จะเป็น Hypothyroidism อะไรอย่างนี้ ซึ่งยาของผมต้องปรับตามน้ำหนักตัว แล้วผมเป็นคนที่น้ำหนักตัวแกว่งตัวตลอดเวลา เพราะว่าผมเดี๋ยวก็ตัวใหญ่ น้ำหนักขึ้น ก็คือคุณหมอก็จะบอกเลยว่าถ้าเมื่อไรน้ำหนักตัวขึ้น ให้เข้ามาหาเพื่อที่จะปรับยา เพื่อที่จะตรวจเจาะเลือดแล้วตรวจแล้วปรับยา เคยขึ้นเป็น 10 โล คุณหมอก็จะ “ไม่ค่อยดีกับสุขภาพนะคะคุณณเดชน์” เอางี้แล้วกันคุณหมอก็ดูแลผม ผมจะใช้ชีวิตอย่างนี้ คุณหมอก็ค่อยปรับยาให้ผมหน่อยแล้วกันอะไรอย่างนี้ เพราะถ้าเกิน Over เกินไปจะกลายเป็นว่า Alert แล้วก็หัวใจก็อาจจะใจสั่นแล้วก็เหนื่อยง่าย เพราะว่าใจเต้นเกิน
สิ่งที่ได้รับจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาในทุก ๆ ครั้ง ?
ณเดชน์ คูกิมิยะ: สำหรับผมเลยอันดับแรกรู้สึกสะใจ ผมโคตรสะใจเลยเวลาที่ได้ออกไปแข่งหรือไป Fitness Test หรือว่าไป Trail อย่างที่ 2 คือผมรู้สึกว่าเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วย ต่อให้เราจะแข่งขันกันหรือเราจะช่วยเหลือกันระหว่างทางก็ตาม เป็นมิตรภาพที่เรารู้สึกว่า หาไม่ได้จากนอกสนามแข่ง เพราะในเมื่อทุกคนต้องการที่จะไปแข่ง เรามีจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย แต่เรายังไม่ลืมที่จะแวะถามไถ่ ดูแลกันและกันระหว่างทาง ตรงนี้สำหรับผมคือสิ่งสวยงามสำหรับโดยเฉพาะกีฬา Trail หรือว่า HYROX ก็ตาม บางทีมีคนวิ่งผ่านผม "สู้ ๆ ครับ" บางคนผมวิ่งผ่าน "ไปครับพี่ ไปครับ" เหมือนกับเราให้กำลังใจกัน ทั้ง ๆ ที่เรากำลังมีจุดมุ่งหมายในการแข่งขันกันและกัน ผมก็เลยรู้สึกว่า ชื่นชอบ Energy ตรงนั้น แล้วผมจะชอบมี Mindset ที่เป็นเสียงในหัวดังขึ้นมาว่า "ไม่ไหวแล้ว เราพอตอนนี้ก็ได้" อย่าง HYROX ล่าสุดที่ไป Solo มีแว๊บหนึ่งเข้ามาในหัวเหมือนกัน "ไม่ไหวแล้ว มาทำไม เพื่ออะไร" เหมือนไปวิ่ง Trail ก็จะมีเสียงในหัวตรงนี้เข้ามาเหมือนกันว่า "ไม่ไหวแล้ว" แต่พอความรู้สึกแบบนี้แล้วถูกทลายด้วยความคิดอีกส่วนหนึ่งของเราว่า "ไม่ได้ เราเลือกมาอย่างนี้เอง เราต้องไปให้ได้ ต้องเอาให้จบให้ได้" แล้วความรู้สึกนั้นเหมือนกำลังชนะซาตานที่อยู่ในความคิดเรา ผมรู้สึกว่าโคตรอิ่มเลย ตอนเข้าเส้นชัยไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่พอมานั่งคิดแล้วการเอาชนะเสียงในหัวเรา คือรสชาติที่อร่อยมาก ๆ เลย กับการไปแข่งขันครับ
สามารถติดตาม "On the way with Chom" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : youtube.com/watch?v=VUWFeUiX…
ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่ สง่างามในเครื่องประดับ Chaumet
ณ งาน Vogue Forces of Fashion Gala เมืองซูโจว ประเทศจีน
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่ (@davikah) นักแสดงหญิงชาวไทย ปรากฏตัวในงาน Vogue Forces of Fashion Gala ณ เมืองซูโจว ประเทศจีน พร้อมสวมใส่เครื่องประดับจากคอลเลกชัน Joséphine อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chaumet
ในโอกาสนี้ ใหม่–ดาวิกา เลือกสวมใส่ต่างหู Joséphine Impériale จับคู่กับสร้อยคอ Joséphine Valse Impériale โดยเครื่องประดับทั้งสองชิ้นได้รับแรงบันดาลใจจากจักรพรรดินี Joséphine สะท้อนมรดกอันทรงคุณค่าและความเชี่ยวชาญด้านศิลปะแห่งงานเครื่องประดับของเมซง พร้อมถ่ายทอดความสง่างามเหนือกาลเวลาและความอ่อนช้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Joséphine
@chaumetofficial #Chaumet #CelebritiesInChaumet
คนไทยพฤติกรรมเปลี่ยน หันอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พุ่งสูง 66%
ด้าน ราคุเทน โคโบ ผนึก เมพ คอร์ปอเรชั่น รับปัจจัยบวกรุกตลาดเครื่องอ่าน
อีบุ๊กเพิ่ม พร้อมเปิดกลยุทธ์เชื่อมออนไลน์-ออฟไลน์
จับมือ B2S เปิด Kobo Flagship Store
ราคุเทน โคโบ ยักษ์ใหญ่เครื่องอ่านหนังสือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Reader) หรือ เครื่องอ่านอีบุ๊ก (E-Book) ผนึก เมพ คอร์ปอเรชั่น เจ้าตลาดแพลตฟอร์มอีบุ๊กและผู้จัดจำหน่ายเครื่องอ่านอีบุ๊กไทย เผยตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่ง คนนิยมอ่านด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง 66% ด้านพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ขอเว้นวรรคโลกสังคมออนไลน์ (Social Media Detox) หันหาการอ่านเพื่อพักผ่อนและพัฒนาตนเอง ส่งผลบวกเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ ยอดขายพุ่งตั้งแต่เปิดตัว ล่าสุดลุยเดินหน้ากลยุทธ์เชื่อมช่องทางออนไลน์-ออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ (Omnichannel) เปิดเว็บไซต์ ReaderShip.me ขายออนไลน์ พร้อมจับมือ B2S เปิด Kobo Flagship Store 4 สาขา
มร. จูเลียน โจว ผู้จัดการทั่วไป ราคุเทน โคโบ เอเชีย กล่าวว่า การเปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊ก Rakuten Kobo อย่างเป็นทางการร่วมกับ MEB Corporation ในช่วงต้นปี 2026 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กของไทยก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับตลาดอีบุ๊กของไทยที่จะยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไปอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับทิศทางของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศไทย คือ กลุ่มประชากรคนรุ่นใหม่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล รักการอ่าน ตื่นตัวและกระตือรือร้นต่อการเสพเนื้อหาดิจิทัล สิ่งนี้นับเป็นปัจจัยเร่งชั้นดีต่อการผลักดันและนำเสนอเครื่องอ่านอีบุ๊กในฐานะอุปกรณ์การอ่านชั้นดี ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และปกป้องสายตาด้วยเทคโนโลยี ComfortLight PRO ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยอัตโนมัติตลอดทั้งวัน ทำให้สามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และปราศจากสิ่งรบกวนเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นอกจากนั้นในเชิงกลยุทธ์ ราคุเทน โคโบ ได้วางตำแหน่งให้ประเทศไทยให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวเครื่องอ่านอีบุ๊กในระดับอาเซียนและเอเชียด้วย
ส่วนความร่วมมือกับ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายและเป็นกุญแจสำคัญที่นำแบรนด์ ราคุเทน โคโบ สู่นักอ่านชาวไทยได้อย่างตรงจุด โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของตลาดประเทศไทยมาช่วยสนับสนุนการขยายตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกในประเทศ รวมถึงยังได้ขยายช่องทางในการเข้าถึงเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ ผ่านจุดให้บริการค้าปลีกทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์เพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนการสร้างการรับรู้ในแบรนด์นั้น ได้ร่วมกันสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าและนักอ่านผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งงานสัปดาห์หนังสือ กลุ่มคอมมูนิตี้ต่างๆ ในประเทศไทย และช่องทางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนะนำคลังหนังสือสู่กลุ่มผู้อ่านภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ของ ราคุเทน โคโบ กว่า 8 ล้านเล่ม โดยวางเป้าเจาะกลุ่มโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศไทยที่มีมากถึง 280 แห่ง และมีเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
ด้านนายรวิวร มะหะสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (หรือ “เมพ คอร์ปอเรชั่น”) เผยถึงทิศทางของตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กว่า แนวโน้มของตลาดโลกและไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานของ Mordor Intelligence ประเมินว่าตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กโลกจะเติบโตประมาณ 8.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และจะสูงถึง 11.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2574 (เติบโตเฉลี่ย 6.24%) กลุ่มประเทศที่มีการเติบโตเร็วที่สุดคือ Asia Pacific สอดรับกับพฤติกรรมนักอ่านไทยที่หันมาบริโภคคอนเทนต์ดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เผยว่า มูลค่าตลาดหนังสือไทยปี 2569 คาดว่าจะโตแตะ 21,000 ล้านบาท เป็นการอ่านเนื้อหาบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 66% อ่านบนกระดาษ 34% โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการอ่านด้านเพศและอายุไม่มีความแตกต่างกัน แม้กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป ก็มีการอ่านเนื้อหาบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 64%-66%
แม้ว่าจะสามารถอ่านอีบุ๊กบนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ แต่จากเทรนด์การเว้นวรรคโลกสังคมออนไลน์ (Social Media Detox) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนที่เริ่มทำงานที่ตระหนักถึงความเหนื่อยล้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็ปเล็บ และ สมาร์ตโฟนที่มีแสงสีฟ้า รวมถึงต้องการหลีกเลี่ยงเสียงเตือนของโซเชียลมีเดีย โดยหันมาอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง พักผ่อน รวมถึงการพัฒนาตนเอง การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดความต้องการเครื่องอ่านอีบุ๊กมากขึ้น เพราะสามารถเป็นพื้นที่ส่วนตัว ตอบโจทย์การอ่านที่ปราศจากสิ่งรบกวนได้อย่างแท้จริง ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตของตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ
ส่วนผลการตอบรับของตลาดหลังนำแบรนด์ ราคุเทน โคโบ เข้ามาจำหน่ายนั้น ถือว่าเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก จากจุดเด่นด้านความเป็น Premium E-Reader ทั้งการออกแบบ คุณภาพวัสดุ ความเสถียรของระบบที่ผู้ใช้งานให้ความสำคัญ ผนวกกับความมั่นใจในการมี เมพ คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมที่ทำให้ประหลาดใจจากที่ทางบริษัทฯ คาดไว้และแสดงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยในการเลือกเครื่องอ่านอีบุ๊ก คือ การที่รุ่นท็อปหน้าจอสีอย่าง Kobo Libra Colour ได้รับความนิยมสูงสุด แซงหน้ารุ่นเริ่มต้น (Kobo Clara BW ราคา 6,490 บาท) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักอ่านไทยไม่ได้ตัดสินใจซื้อด้วยปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว แต่พร้อมลงทุนกับอุปกรณ์ที่มอบประสบการณ์การอ่านที่ดีกว่า มีฟังก์ชันครบ (หน้าจอสี, จอใหญ่) และตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว
ดังนั้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จ เมพ คอร์ปอเรชั่น จึงใช้จุดแข็งในความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคผสานความร่วมมือกับ B2S (ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจหนังสือ และเครื่องเขียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) เดินหน้ากลยุทธ์การเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ หรือ ออมนิแชนเนล (Omnichannel) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเว็บไซต์ ReaderShip.me เป็นช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์หลักของผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิด Kobo Flagship Store เพื่อจำหน่ายเครื่อง 3 รุ่น (Kobo Clara BW, Kobo Clara Colour และ Kobo Libra Colour) ให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานจริงในร้าน B2S ใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัลลาดพร้าว และเมกาบางนา รวมถึงยกระดับบริการหลังการขายด้วยการเชื่อมโยงหน้าร้าน B2S กับระบบออนไลน์ของ ReaderShip.me ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการรับประกัน การส่งซ่อม และการให้คำปรึกษาการใช้งานจากพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ
ส่วนแผนการจำหน่ายในปี 2570 นั้น มองว่าจะเจาะเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Segments) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงานที่ต้องการเครื่องอ่านอีบุ๊กหน้าจอสี เพื่ออ่านไฟล์ PDF และเขียนสรุปหรือจดข้อความสำคัญได้ นอกจากนั้นในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 นั้น ทาง เมพ คอร์ปอเรชั่น ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ซื้อ Kobo Clara ทุกรุ่น รับฟรี Basic Sleep Cover มูลค่า 790 บาท และผู้ซื้อ Kobo Libra Colour รับฟรี Basic Sleep Cover มูลค่า 1,090 บาท พร้อมสติกเกอร์ Rakuten Kobo ทุกรุ่น นอกจากนี้ยังมีราคาพิเศษสำหรับอุปกรณ์เสริม เช่น ปากกา Kobo Stylus 2 และ Kobo Remote รวมถึงกิจกรรมลุ้นรับ Kobo Readimals Pin ของสะสมลิขสิทธิ์ 4 ลวดลาย โดยสามารถเยี่ยมชมและทดลองใช้งานได้ที่บูท G30 ฮอลล์ 5-7 และพิเศษสำหรับ Online Book Expo Thailand เพียงกรอกรหัส 26BETH ในขั้นตอนชำระเงินรับส่วนลด 20% ที่ kobo.com/th/en/p/online-book…
สำหรับผู้สนใจข้อมูลเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ สามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ readership.me
ตั๋วพร้อมแล้ว แฟน ๆ พร้อมยัง
“Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” เปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้ววันนี้ เตรียมผจญภัยสุดตื่นเต้นไปกับสาวน้อยผู้ปลดปล่อยพลังเวทมนตร์ แล้วไปให้กำลังใจ “เนเน่ รอยัล” กับการพากย์เสียงแอนิเมชันฟอร์มยักษ์ครั้งแรก 26 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์
ตัวอย่างภาพยนตร์: youtu.be/HD_pOlowOAo?si=RYzB…
ตั๋วร้อน ๆ มาแล้วจ้า “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” ภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปีจาก Walt Disney Animation Studios เปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้า จับจองความสนุกก่อนใครแล้ววันนี้ ชวนทุกคนออกเดินทางสู่การผจญภัยในโลกเวทมนตร์สุดมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสียงหัวเราะ และเรื่องราวเหนือความคาดหมาย เมื่อบิลลี่ เด็กสาววัยรุ่นที่เผลอปลดปล่อยพลังเวทมนตร์ลึกลับในตัวเอง ต้องก้าวเข้าสู่ Hexe ดินแดนของเหล่าแม่มด ที่ซึ่งทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝันและการผจญภัยสุดอลเวง พร้อมเหล่าตัวละครแปลกใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันและความสนุกตลอดการเดินทาง ท่ามกลางโลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยมนตร์วิเศษและสิ่งมหัศจรรย์ที่รอให้ค้นพบ พิเศษสำหรับแฟนหนังพากย์ไทย เรื่องนี้ได้ “เนเน่ รอยัล” มารับหน้าที่พากย์เสียงภาษาไทยเป็นตัวเอก “บิลลี่” เติมสีสันให้การผจญภัยครั้งนี้สนุกยิ่งขึ้น ชวนเพื่อน ๆ และครอบครัวมาจับจองบัตรล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ก่อนออกผจญภัยไปด้วยกันใน “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” 26 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ “Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” ถ่ายทอดเรื่องราวของ บิลลี่ (Billie) เด็กสาววัยรุ่นผู้หุนหันพลันแล่นและไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ (ให้เสียงพากย์ต้นฉบับโดย Hailee Steinfeld และเสียงพากย์ภาษาไทยโดย เนเน่ - รัตติกานต์ อำลอย) เมื่อเธอค้นพบพลังเวทมนตร์ลับที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และเผลอปลดปล่อยมันออกมา ชีวิตของบิลลี่ก็ถูกผลักเข้าสู่การผจญภัยสุดตระการตา จากโลกชานเมืองอันคุ้นเคยสู่ดินแดนแม่มดอันกว้างใหญ่ที่เรียกว่า Hexe ที่นั่นเธอจำเป็นต้องร่วมมือกับ Alice ผู้เป็นแม่ที่ทั้งรอบคอบและระมัดระวัง (ให้เสียงพากย์โดย Rashida Jones) ก่อนที่ทั้งคู่จะค้นพบความลับของครอบครัว ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโลกของเหล่าแม่มดไปตลอดกาล ภาพยนตร์กำกับโดย Fawn Veerasunthorn และ Jason Hand ร่วมกำกับโดย Josie Trinidad และอำนวยการสร้างโดย Roy Conli
“Disney’s Hexed มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง” เปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้ววันนี้ จองที่นั่งและรอบฉายให้พร้อม แล้วไปเปิดประตูสู่โลกเวทมนตร์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความลับ และการผจญภัยครั้งใหม่ ที่จะพาทุกคนไปค้นพบว่า บางครั้งพลังวิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจเริ่มต้นจากการค้นพบตัวตนของเราเอง 26 พฤศจิกายน 2569 นี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
โซเชียลมีเดีย:
X: @DisneyStudiosTH
Instagram: @disneystudiosth
Facebook: @WaltDisneyStudiosTH
Youtube: @waltdisneystudiosth
#HexedTH #มหัศจรรย์เวทมนตร์อลเวง
“GMMTV” ตอกย้ำความสำเร็จสุดปัง!! กวาด 6 รางวัล จาก 3 สาขา บนเวทีประกาศรางวัล “HOWE AWARDS 2026”
“GMMTV” คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย ในเครือบริษัท “เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” ตอกย้ำผลงานคุณภาพ หลังสร้างผลงานได้โดดเด่นและยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดกวาดถึง 6 รางวัล จาก 3 สาขา บนเวทีสุดยิ่งใหญ่กับงานประกาศรางวัล “HOWE AWARDS 2026” เพื่อฉลองครบรอบ 14 ปี จัดโดย นิตยสารฮาว (HOWE MAGAZINE) ซึ่งได้มอบรางวัลให้กับบุคคลอันทรงเกียรติและผู้ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ทั้งวงการธุรกิจและวงการบันเทิงของประเทศไทย ที่มีผลงานโดดเด่น ยอดเยี่ยม และเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก มอบให้กับบุคคลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในวงการบันเทิงทั้งงานแสดงและด้านดนตรี รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมและได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งเป็นรางวัลจากการตัดสินจากคณะกรรมการ โดยผลงานซีรีส์คุณภาพมาแรงแห่งปี “Mr.Kill มังงะสั่งตาย” นำแสดงโดย 2 นักแสดงหนุ่มฮอต “ดิว จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์, ธี ธีรเดช วิถีพานิชย์” ที่ทั้งคู่พิสูจน์ฝีมือด้านการแสดงจนได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูง จากบทบาท “เคย์” และ “ภัทร” เรียกว่าได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ ทำให้ “ดิว-ธี” คว้ารางวัล “HOWE RISING ICON AWARD” มาครอง ด้าน 2 นักแสดงวัยรุ่นสุดปังมากความสามารถ “ซี เดชชาติ ทาศิลป์, คีน สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์” ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอย่างถล่มทลาย และได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะการแสดงบท “น้องชีวา” และ “พี่นิรันดร์” จากซีรีส์วัยรุ่นสดใส “WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา” จนคว้ารางวัล “HOWE RISING ICON AWARD” นับเป็น 4 ดาวรุ่งดวงใหม่ที่เปล่งประกายอย่างน่าจับตามองสุดๆ ส่วน “POLCASAN” (GMMTV Fandom Characters) มาสคอตสุดน่ารักที่ออกแบบโดย 2 นักแสดงสุดฮอต “เต ตะวัน” และ “นิว ฐิติภูมิ” โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้ได้รับความสนใจและเป็นกระแสพูดถึงอย่างต่อเนื่องจนเป็นไอคอนแห่งปี ก็คว้ารางวัล “SPOTLIGHT OF THE YEAR” และกลุ่มมาสคอตจาก “GMMTV” หรือ “GMMTV FANDOM CHARACTERS” ซึ่งมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่สร้างภาพจำได้อย่างชัดเจน จนได้รับความรักและความนิยมในวงกว้าง พร้อมสร้างกระแสและโมเมนต์ที่น่าจดจำ ก้าวขึ้นเป็นไอคอนแห่งปีที่ครองใจผู้คนทั่วโลก จนคว้ารางวัล “CHARACTER ICON OF THE YEAR” โดยมี “POLCASAN, AVOCEAN, JUMMO, DOMIIA, NONG NOOONG“ เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล
ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ “GMMTV” ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน และแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตด้วยดีมาตลอด ถือเป็นพลังใจสำคัญในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยจัดมอบรางวัลขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง Grand Hall 201-203 ชั้น 2 BITEC (ไบเทค บางนา) ที่ผ่านมา
“LYKN” ระเบิดความมันส์! สมการรอคอย
สะท้อนทุกตัวตนผ่าน คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ “LYKN REFLEXION CONCERT”
แฟนๆ กรี๊ดสะเทือน!! อิมแพ็ค อารีน่า 3 วันเต็มอิ่ม
ปิดฉากความมันส์ตลอด 3 วันอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย สำหรับคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่
“LYKN REFLEXION CONCERT” ของ “LYKN” 5 หนุ่มหมาป่าสุดฮอต “วิลเลี่ยม จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์, เลโก้ รพีพงศ์ ศุภธินีกิตติ์เดชา, นัท ธนัท ด่านเจษฎา, ฮง พิเชฐพงศ์ จิรเดชสกุลวงศ์, ตุ้ย ชยธร ไตรรัตนประดิษฐ์” จาก “RISER MUSIC” ที่ยกขบวนเพลงฮิต และ PERFORMANCE ยิ่งใหญ่อลังการกว่า 30 โชว์ พร้อมแขกรับเชิญคนพิเศษ “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, โจ๊ก IScream, D GERRARD, จินตหรา พูนลาภ” ที่มาเสริพทัพความมันส์สะท้อนตัวตนทุกด้านของ “LYKN” ตลอด 3 รอบการแสดง เมื่อวันที่ 23-24-25 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ที่ผ่านมา พร้อมเติมไฟและพลังแห่งความสุขให้กับเหล่า “LYKYOU” (ชื่อแฟนด้อม) อย่างจุใจ ทั้งที่อยู่ในฮอลล์ และรับชมผ่านLive Streaming ทาง “TTM LIVE” ที่สามารถรับชมได้ครอบคลุมทั่วโลก ส่งผลให้โซเชียลร้อนแรงทั่วโลก ดันให้แฮชแท็ก #LYKNReflexionConcertD1, #LYKNReflexionConcertD2, #LYKNReflexionConcertD3 พุ่งทะยานขึ้นเทรนด์ X“อันดับ 1” ประเทศไทย รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ถือเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นจ่าฝูงหมาป่าตัวท๊อปแห่งวงการ T-POP อีกด้วย
เปิดฉากความฮอตด้วยเพลงฮิตสุดมันส์ที่สะท้อนตัวตนบอยกรุ๊ป “อันดับ 1” ในเพลง “โลเล โยเย โมเม (No Way), ทัก (First Sight), หน้าเบลอหลังชัด (Foreground), ฉ่ำ (Charm)” จากนั้นย้อนวัยเซอร์ไพรส์ในลุคชุดนักเรียน ม.ปลาย กับวงดนตรีเฉพาะกิจที่มาทั้งร้องทั้งเล่นเพลงดัง อย่าง “ช่างมัน” และ “ไม่บอกเธอ” ก่อนจะพาเข้าสู่พาร์ท Reflection in water ที่เปิดพาร์ทนี้สุดอลังการ ผ่านเพลง “Reflection - แค่กระจกกั้น” ตามด้วย “แอบรักไม่ทําให้ใครตาย (No Worries), ถ้าเกิด (If Only)” ที่ทั้งโหนสลิง ขึ้นกระเช้า ประสานเสียงสะกดแฟนๆ ทั้งฮอลล์
ก่อนจะเข้าสู่โชว์เดี่ยว Shadow Reflection ที่สะท้อนตัวตนของเมมเบอร์แต่ละคน เริ่มที่ “เลโก้” เรียกเสียงฮือฮาผ่านโชว์สุดเซ็กซี่ในเพลง “Water - Is it” ตามด้วย “นัท” กับเพลง “มีอะไรอีกไหมที่ลืมบอก” ตามด้วย “ตุ้ย” ในเพลง “Monster” และ “วิลเลี่ยม” ในเพลง “Bohemian Rhapsody” ปิดท้ายด้วย “ฮง” ในเพลง “Living Death” และเรียกเสียงกรี๊ดให้กับมาสคอต “LYKYOU” ที่ขึ้นมาสนุกกับพี่ๆ ในเพลง “น้ำหยดลงหิน” (Drip)ตามด้วย “ความรักไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น” (Trust Me) และซิงเกิลใหม่ล่าสุด “ครั้งแรกพอทน” (LYKN ft. Joke) ที่นำมาโชว์เป็นครั้งแรก แต่แฟนๆ ร้องได้ทั้งฮอลล์ พร้อมเซอร์ไพรส์เปิดตัวแขกรับเชิญคนแรก “โจ๊ก IScream” ที่มาสร้างสีสันตลอดทั้ง 3 วันกับเพลง “My Name is Brian, “ชากีกุน” ส่วนวันเสาร์ได้แรปเปอร์ชื่อดัง “D Gerrard” มาในเพลง“Superstar” และ “Galaxy” ปิดท้ายวันอาทิตย์ด้วยราชินีลูกทุ่งหมอลำ “จินตหรา พูนลาภ” กับเพลง “แฟนจ๋า” และ “เต่างอย”
จากนั้นถึงอีกพาร์ทที่แฟนๆ รอคอยกับพาร์ทคอลแลป เปิดตัวด้วย “ฮง-ตุ้ย” ที่โชว์เสน่ห์หนุ่มแรปในเพลง “เพียงเธอ” (FIIXD) ต่อด้วยพี่คนโตกับน้องคนเล็ก “เลโก้-นัท” ในเพลง “Next Love” สนุกกันต่อกับ “วิลเลี่ยม-ฮง” มาพร้อมกับคียบอร์ดและกีต้าร์เล่นเพลง “เมื่อไหร่จะมี” (มีใจให้กัน) ก่อนจะส่งต่อเวทีให้กับ “ตุ้ย-นัท” สวมมาดหนุ่มบีบอยในเพลง “T2T” ปิดท้ายด้วย “God’s Menu” จาก “วิลเลี่ยม-เลโก้-LYKYOU” ที่ทำแฟนๆ เซอร์ไพรส์กับโซโล่แดนซ์ของ “LYKYOU” ที่เต้นพริ้วสมกับเป็นน้องชายวงบอยแบนด์สุดๆ
ก่อนจะส่งต่อเวทีให้กับ 5 หนุ่ม “LYKN” อีกครั้ง กับพาร์ท Reflection of Light กับซิงเกิลโซโล่ เริ่มที่ “เทสดี” (Tasty) จาก “นัท” และตามด้วย “ตุ้ย” กับเพลง “ปล่อยใจ” (Bloom) จากนั้นหูเคลือบทองไปกับไฮโน๊ตของ “วิลเลี่ยม” ในเพลง “จำได้ว่าลืม” (Flashback) ตามด้วย “ถูกสเปก” (Let’s go) จาก “ฮง” และปิดด้วย “ไม่รวยไม่คุย” (Rich) จาก “เลโก้” ที่แต่ละคนได้โชว์ PERFORMANCE สะท้อนตัวตนในแบบฉบับของตัวเองออกมาได้ให้แฟนๆ ได้เห็นเป็นครั้งแรกอย่างเต็มรูปแบบ
จากนั้นไประเบิดความมันส์กันต่อแบบไม่มีอ่อมกับ 3 PERFORMANCE “หน้าไหว้หลังหลอก”(Oh My Gosh), ชอบก็บอก (Feel Like Me)” และ “โฮ่ง(Sugoi)” ที่แฟนๆ ลุกขึ้นมากระโดดทั้งฮออล์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ในวันแรกเซอร์ไพรส์แฟนๆ เปิดตัว “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” กรรมการคนสำคัญจาก “Project Alpha” ซีซั่น 1 ขึ้นมาบรรเลงเปียโนให้กับ “LYKN” ในเพลง “เลิกกับเขาเดี๋ยวเหงาเป็นเพื่อน” (May I?) และ “รักเธอ” ที่ฟังแล้วอบอุ่นและหวนคิดถึงจุดเริ่มต้นของทั้ง 5 หนุ่มสุดๆ ส่วนวันเสาร์ และ อาทิตย์ กับเพลง “จีบได้ไหม” (Would You Mind?) และ “หยอกไม่หลอก” (Trick Or Treat) ก่อนปิดท้ายด้วยการเผยความรู้สึกว่า “ขอบคุณ GMMTV และ RISER MUSIC ที่เชื่อมั่นและให้โอกาสที่ดีกับพวกเรา “LYKN” เสมอ ขอบคุณพี่ๆ ทีมงานทุกฝ่ายที่คอยซัพพอร์ตพวกเราตลอดการทำงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ และที่สำคัญ “LYKYOU” ทุกคน ที่คอยสนับสนุนและมอบความรักให้กับพวกเราเสมอ ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมสร้างความทรงจำไปด้วยกันตลอดทั้ง 3 วันครับ”
ก่อนจะส่งแฟนๆ กลับบ้านด้วยซิงเกิลพิเศษที่เอามาร้องเป็นครั้งแรก “ต้องเป็นคนนี้”และเพลง “LYKNYOU” สร้างความสุขและความประทับใจให้กับแฟนๆ ทั้งที่อยู่ในฮอลล์ และที่รับชม Live Streaming ทั่วโลก
สามารถรับชมการแสดงย้อนหลังงาน “LYKN REFLEXION CONCERT” ได้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น.(GMT+7) - 20 พฤศจิกายน 2569 เวลา 23.59 น. (GMT+7) สามารถรับชมการแสดงย้อนหลังได้ 390 นาที ต่อ 1 รหัสการรับชม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook / Instagram / X / TikTok / YouTube : RISER MUSIC และ LYKN Official














































