มัมหมีพี่หยิ่นที่คีพคู่ Proud of u @yinyin_anw @warwanarat bias #หยิ่นวอร์ หลานย่า #Zuluecho5 #Sammerbcollie ALWAYS♥️ #YINWAR 🌻🌱fan account

สังกัด ΨΘΓ WITTAΨA®️
Joined September 2021
Thread Of #หยิ่นวอร์ ..•*🌹m O o y O r🌹*•. ¨̮🐷YIN ANAN♾️💍W.WANARAT🐷¨̮ @yinyin_anw @warwanarat 🫧*•..•♥️♥️•..•*🫧
4
3
6
11,507
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
#หยิ่นวอร์ ลงทุน 2เรื่องคนละ20m เพื่อทำซีรีส์thx u แฟนๆที่ยังตาม เป้าหมายเราเล็กสำหรับนักแสดง แต่ว่าเรามีทีม มีทีมเบื้องหลัง มีผจก. มีนักธุรกิจข้างหลัง ผมไม่รู้เขาผิดหวังไหมตามที่มา ไม่เป็นไร แล้วเขาก็ค่อยดูว่าเขาจะไปยังไงต่อ แต่สำหรับเราเป้าเล็กแล้วเราสำเร็จล่ะ น่ารักเสมอ รัก🥹
21
38
595
ฉันจะใช้สินค้า ที่คุณลูกค้า สนับสนุน หยิ่นวอร์และค่ายเรา อย่างตั้งใจ ทำทุกอย่างเพื่อที่จะบอกว่า ขอบคุณคุณลูกค้านะคะช่วยสนับสนุนพวกเราต่อไปนะคะ พวกเราอยากดูซีรีส์ของหยิ่นวอร์ต่อๆไปอีกหลายๆเรื่องแบบไม่เข้าเนื้อทีมเราขอบคุณที่ลงแรงลงเงินทำให้นะ ขอบคุณมากจริงๆพวกเรามีความสุขมาก 🥹
118
3
177
3,132
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
IG z0m_0 อ้ยยยย นะระะะ 😍 YINWAR X THE GHOST RADIO #TheMallBangkapiXYinWar #หยิ่นวอร์ #yinyin_anw #warwanarat
2
1,054
6
1,361
10,738
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
บรรยากาศความสนุกสุดหลอนของ #หยิ่นวอร์ ในงาน THE GHOST HALLOWEEN #3 “อังคาร-พุธ สุดหลอน” 🗓️ วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569 📍 MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ #TheMallBangkapiXYinWar #TheGhostHalloween3 #อังคารพุธสุดหลอน #TheGhostRadioxTheMallLifestoreBangkapi #TheMallLifestoreBangkapi
567
1
516
6,652
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
ชอบประโยคนี้มาก“ ถ้าไม่ใช่งาน ยังไงก็ตลอดชีวิต คือต้องมีใครสักคนนึง ตายหายไป” 🥹
104
2,133
52
2,341
38,956
เอ็นดูความต่างของคู่นี้จัง #TheMallBangkapiXYinWar {@yinyin_anw☁️#yinyin_anw } {@warwanarat🌱#warwanarat } #YinWar #หยิ่นวอร์🐷¨̮
1
9
19
479
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
สวัสดีวันพุธสุดสดใส ขอให้@warwanarat @yinyin_anw และทุกๆคน ได้ประสบพบเจอแต่สิ่งดีๆไม่มีภยันตรายมาเบียดเบียน มีคนรัก คนเมตตาเอ็นดู คอยอุ้มชูสนับสนุน มีกัลยาณมิตรที่ดี มีความสุขกับการทำงาน การเรียน ไม่เจ็บไม่ป่วยสาธุ🤍❤️💚♾ #warwanarat #yinyin_anw #MooyorningYinWar
4
15
26
493
ในที่สุดก็ได้เห็นอยู่ในเฟรมเดียวกันซะที ฝากฟคโน1ของพี่แจ็คด้วยนะค้าบ YINWAR X THE GHOST RADIO #TheMallBangkapiXYinWar @yinyin_anw #yinyin_anw Yin Anan #หยิ่นวอร์ #YinWar
10
14
438
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
📢 ประกาศแจ้งเตือนและขอความร่วมมือ ขอความร่วมมือทุกคน ไม่นำรูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือสื่อใด ๆ ของศิลปินไปใช้กับ AI เพื่อสร้าง ดัดแปลง หรือเจนภาพและคลิปขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานหรือศิลปิน #warwanarat #yinyin_anw #หยิ่นวอร์
2
617
11
455
11,913
301/365💚28OCT2026 ✒️..Diary of #YinWar📚 #0505เวลารับรักแม่ ˙ᵕ˙ ∞ —— #หยิ่นวอร์ —— ∞ 🌥️ส วั ส ดี เ จ้ า ร อ ย ยิ้ ม 🌱   ・ ゚*。・゚🍃。 วันนี้ส่งพลังงานดีๆไปให้เหมือนเดิมนะครับ 🫧.🤍รักนะครับคนเก่งของแม่ 🍃 ⸝⸝⸝ 𐬹 ˖ 🍵 * 🍃 。・゚*.。 @yinyin_anw @warwanarat #yinyin_anw #warwanarat 🧚🏻#MooyorningYinWar🧚🏻 🫧*••..••**•..💐..•**••..••*
1
8
10
226
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
โอ๊ยตกใจ แต่ยังไม่กอด🌚🌝 vt.tiktok.com/ZSgVw7Spd/ YINWAR X THE GHOST RADIO #TheMallBangkapiXYinWar
398
3
551
5,415
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
เพราะด้วยบทบาทตำแหน่งหน้าที่ความถูกคาดหวังจากตัวละครสารวัตรเธียร์ รูปแบบชีวิตเขาคือ perfectionist และความเป็นผู้นำ “ผมต้องเป็นสารวัตรมาดเท่ ห้ามกลัวอะไร ต้องคอยปกป้องคนอื่นตลอด ไม่มีใครเห็นด้านความอ่อนแอของผม แม้กระทั่งเบลก็ไม่เคยเห็น” เขาจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ปรึกษาใคร เลยย้อนกลับไปตอนที่มังกรถูกยิง แล้วสารวัตรเธียร์พูดว่า มันทำมังกรเจ็บกูไม่เอามันไว้แน่ สารวัตรภูวินทร์เตือนว่า “มึงห้ามลุยเดี่ยวนะเว่ย” แสดงว่าสไตล์เขาระบบความคิดการจัดการเขาจะแนวๆนี้ อีกอย่างเขาเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้องให้ปรึกษา ชินกับการแก้ไขปัญหาเองคนเดียว #PoliceinLoveEP7 #ที่รักสารวัตรเธียร์ #yinyin_anw #หยิ่นวอร์
1
242
1
401
8,901
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
🖤ของอร่อยในตู้เย็น ใครๆก็อยากได้ 👀 คืนนี้เก็บกาโตะ ไอซ์ทีให้ดี!🎃 อร่อยขนาดนี้ ผียังอดใจไม่ไหว 👻 #กาโตะวุ้นหนึบฟินกับหยิ่นวอร์ #KATOXYinWar #หยิ่นวอร์ #Halloween2026
156
1
175
2,147
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
มีแต่ผมที่เจ็บอยู่คนเดียว รับชมพร้อมกันได้ทาง WeTV bit.ly/PoliceInLoveWeTV ที่รักสารวัตรเธียร์ | Police In Love ทุกวันเสาร์ เวลา 20:00 น. ดูได้ที่ WeTV ที่เดียวเท่านั้น PIL SERIES EP7 #PoliceinLoveEP7 #ที่รักสารวัตรเธียร์ #PoliceInLove
749
933
15,186
ทำไมหยิ่นวอร์ลงทุนทำซีรี่ส์เองอะ ใครอธิบายพงศาวดารได้บ้าง ป้ามาใหม่ งง
8
517
1
2,017
313,249
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
ทำไมต้องดู วอร์: คือคุณเกิดมาชีวิตนึง อย่างน้อยดูถึง ep11 ก็ได้ จริงๆ ถ้าคุณดูถึง ep11 ชีวิตคุณเข้าใกล้คำว่าคุ้มละ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ผมอยากให้ดู มันคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 7.2 ของโลก 7 สิ่งมหัศจะจรรย์ มันคือแบบ หยิ่น: จะๆๆๆ วอร์: มหัศจรรย์ หยิ่น: ผมรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้นะครับ ไม่ควรพลาดเพราะว่าด้วยความที่เรื่องราวบนโลกใบนี้มันเครียดแล้ว ทุกคนเจอปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ดินฟ้าอากาศ มันเครียด เพราะฉะนั้นการดูเรื่องของเรามันจะทำให้คุณเป็นวันที่ดีอีกหนึ่งวันนะครับผม ไม่ควรพลาดครับ วอร์: เอ้อ ธรรมดา #ที่รักสารวัตรเธียร์ #PoliceinLove
262
1
348
6,295
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
Q: กว่าที่ #หยิ่นวอร์ จะสนิทกัน ว: มันเรื่อยๆ ครับ มันมีเวลาที่ไม่ใช่เรื่องงานมาเกี่ยวข้อง เราจะเริ่มสนิทกัน มันคุยเรื่องอย่างอื่นได้ เรื่องการใช้ชีวิต เราจะสนิทกับเพื่อนคนนึง มันคงจะไม่ได้คุยแต่เรื่องงาน เราก็ใช้เวลาช่วงนั้นเล่นเกมบ้าง คุยนู้นนี้ ย: ปัญหาที่เจอด้วยแหละ ปัญหาที่เจอก็เจอพร้อมกัน ระดับประเทศอะตอนนั้น ว: หนักนะ ย: สำหรับเราช่วงนั้นมันหนักนะ คุยกันแล้วว่า ถ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับสื่อ เราจะไหว้อย่างงามๆ เราไม่ได้ตั้งใจ ว: ใช่ๆ มันหลายองค์ประกอบมาก และมันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่คิดว่าหน้างานมันจะเป็นแบบนั้น มันเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ ย: แค่รู้สึกว่า เราเจออะไรแบบนี้พร้อมกัน มันมีทั้งงานมันมีทั้งปัญหา หลายอย่างแล้วเราผ่านมันไปได้ มันเป็นสาเหตุที่รักกันและสนิทกันมากขึ้น มันจะไม่สนิทถ้าใครสักคนนึง เจอเรื่องปุ๊บสละเรือ แต่ว่าเราเจอปัญหาพร้อมกัน และเราตัดสินใจที่จะไม่สละเรือ และเดินมันไปด้วยกัน มันก็เลยรู้ว่าเนื้อแท้ของคนคนนี้อยู่ข้างๆ เรานะ มันก็เลยทำให้สนิทกันไปเรื่อยๆ
369
8
449
14,762
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
หยิ่น-วอร์ ใช้ใจแลกใจและตลอดไปที่มีอยู่จริง หยิ่นวอร์: สวัสดีครับ นข: พี่ถามเลยว่าความผูกพันของเราสองคน อะไรมันคือตรงกลางของคู่เรา วอร์: กลางตรงคือจุดเชื่อมเหรอครับ ความสัมพันธ์ นข: ตรงกลางที่ทำให้เป็นหยิ่นวอร์จนถึงทุกวันนี้ หยิ่นวอร์: ผม วอร์: อะเห็นมะ มันซิงก์ หยิ่น: ผมว่าเป็นคำตอบนี้ ผมรู้สึกว่า เรามีความชอบที่สุดคนละทางหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่ความเป็นตรงกลางผมรู้สึกว่าคือการที่เราไม่ได้ยัดความชอบของเราเพื่อให้อีกคนเป็นแบบนี้ เราเคารพในการตัดสินใจของเขาในสิ่งที่เขาชื่นชอบและเราไม่ได้ด้อยค่าสิ่งที่เขาชอบ ผมไม่ได้มาบอกว่าพี่ปั้นหม้อแม่งเสียเวลาว่ะ ไมไม่ไปทำอย่างอื่น ไม่เคยมีคำพูดแบบนี้จากปากผม แต่เมื่อกี๊นับ 1 ละนะ เป็นการยกตัวอย่างๆ เรารู้อยู่ว่าเราชอบอะไรที่แตกต่าง แต่ว่าไม่ได้เข้าไปกวน เข้าไปยุ่งเข้าไปบอกเพื่อที่จะให้เปลี่ยน หรือแม้กระทั่งนิสัยส่วนตัวด้วยนะ เราทั้งคู่มีข้อดีข้อเสีย แต่ว่าเราไม่เคยที่จะแนะนำกันด้วยซ้ำ ที่จะแบบ เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ซะๆ คือให้สิทธิ์การเป็นตัวเองทั้งคู่ แล้วก็ยอมรับกัน อยู่ด้วยกันได้ สำหรับผมอันนี้เป็นตรงกลาง นข: วอร์ล่ะ วอร์: คล้ายๆ ครับ นั่นแหละหลักพื้นฐานคือการให้เกียรติซึ่งกันและกันในความเป็นตัวของเราเอง แล้วก็ให้เกียรติอย่างจริงใจ หลักสำคัญมันคือการจริงใจมากกว่า เพราะว่ามันไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรต่อการที่จะมาเป็นมิตรกัน แล้วก็รู้สึกว่าผลประโยชน์เดียวคือเราได้เพื่อนใหม่ ได้อยู่แล้วสบายใจ นั่นคือผลประโยชน์เดียว มันจะไม่มีการที่สนิทกันเพื่อที่จะต้องเล่นซีรีส์ ทำให้มันดี เราเลยต้องมาสนิทกัน หรือว่าทำให้งานนี้ดีขึ้น เราควรจะสนิทกันมากขึ้น มันจะได้พูดได้คล่องหรือรู้เบื้องลึก เอาเบื้องลึกไปพูดในรายการได้ ซึ่งเราไม่ได้มีตรงนั้น ผมรู้สึกว่ามันใจแลกใจ แล้วก็อยู่มาทุกวันนี้ ซึ่งมันก็เลย พอเป็นตัวกลางแบบนี้ พอไม่ใช่งาน ถ้าเราไม่มีงานมันก็จะเป็นอย่างนี้อยู่ไปเรื่อยๆ นข: ก่อนหน้านี้เป็นพาร์ทเนอร์กัน ตอนนี้คนมองว่ามันคือความผูกพัน วอร์: จริงๆ เป็นตั้งแต่แรกแล้วนะ จริงๆ พาร์ทเนอร์ช่วงแรกก็ธรรมชาติทั่วไปของคนเพิ่งเคยเจอกัน ไม่ได้มีความรู้สึกว่าไอ้สองคนนี้สนิทกัน แล้วคนดูก็รู้ ว่าสองคนนี้ตั้งแต่แรกๆ เลยมันไม่ได้สนิทกัน หยิ่น: ใช่ๆ งานแรกๆ เลยละ วอร์: คนดูออกแล้วก็ตั้งคำถามกับเราว่า ทำไมสองคนนี้ไม่ค่อยสนิทกันเลย ดูคนอื่นสิ เขาอย่างงู้นอย่างงี้ หยิ่น: ในยุคที่คนแนะนำบอกว่า ถ้าอยากจะดังทั้งคู่ you ต้องสนิทกัน ต้องถ่ายเขาลงโซเชียล ซึ่งเราฟังคำแนะนำแล้วก็ มันอะไรวะเนี่ย แล้วดีใจนะ ที่เราทั้งคู่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันไม่ใช่แบบนี้ นข: ถามกันเองมั้ยว่าทำไมคนอื่นคิดแบบนั้น วอร์: ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติสุดๆเลยนะ คนเราจะให้มาอยู่ด้วยกัน 3 วันแล้วสนิทเลย สำหรับผมเป็นไปไม่ได้แล้วมันจะดูออก แล้วเป็นเรื่องที่ดีที่มันดูออก เพราะว่ามันจะแปลกมากเลยถ้าเรามาเจอกันแป๊บเดียวแล้ว เฮ้ย ดูเนี่ย คนนี้มีเรื่องเยอะแยะมากมาย เขาดูจะเป็นคนอย่างนู้นอย่างนี้ ซึ่งมันถูกแล้วที่เราตอบไม่ได้ เพราะเราไม่มีข้อมูลจริงๆ ของเขาเลยอย่างเงี้ย ผมก็เลยรู้สึกว่า มันดีแล้วที่คนดูออก แล้วเราก็ดูออกกันเองว่าเราไม่ได้สนิทกัน ก็เป็นธรรมชาติ ถ้ามันเข้ามาโดยที่ไม่ทันตั้งตัวอย่างนั้นเลย ผมก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่จริตเรา ไม่ใช่ธรรมชาติของเรา นข: ตอนที่คอมเมนต์ว่า เราดูไม่สนิทกัน ตอนนั้นมันฉุกคิดไหมว่าเราจะต้องสนิทกัน หรือว่าเราต้องสนิทกันกว่านี้นะเขาจะได้แบบเชื่อในตัวเรา หยิ่น: ผมไง ผมตั้งคำถามครับ คือผมอะไม่รู้ ใจเราเป็นแบบนี้เรารู้อยู่ว่ามันคืออะไร แต่ว่าผมไม่รู้จริงๆ ว่า ณ ที่แห่งนี้กฎเกณฑ์เขาคืออะไร ผมเลยต้องไปตั้งคำถาม ก็คือเนี่ยแหละเราก็พูดในหลายๆ ที่แล้วว่า พี่วอร์เล่าแล้วกันคือตัวผมเอง ผม DM ไปถามเขาว่า เฮ้ย แล้วเราต้องทําอะไรวะ อันนี้คือสรุปนะ แต่จริงๆ ผมพูดไพเราะกว่านั้นในช่วงแรกๆ พี่ครับ ผมต้องทํายังไงนะ คืออันนี้มันคืออะไร แล้วเราควรทํายังไงกันดี คือสงสัยจริงๆ ก็ไม่รู้ แล้วผมก็ใหม่มากอะไรอย่างเงี้ย ก็มันก็เลยทําให้ได้เริ่มคุยกัน นข: แล้วพี่ครับตอบน้องครับไปยังไง วอร์: ผมก็ตอบไปตั้งแต่แรกเลยนะว่า คืออาชีพเรามันคือนักแสดง สิ่งที่เราทํามันคือการแสดง บทที่ผู้กำกับสร้างไว้ให้ พอคัตปุ๊บ คุณจะเป็นอะไรก็เรื่องของคุณ คุณจะไม่สนิทกับผมเลยก็ได้ เพราะว่าหน้าที่อาชีพของเราจริงๆ อะ มันคือการทำตัวละครนั้นให้ดีที่สุด แล้วมันจบแล้ว ชีวิตเราถ้าไม่ไปทำอะไรไม่ดี คุณเป็นตัวของตัวเองได้เลยอะ นข: พิมพ์ไปแบบนั้นเลยหรอ วอร์: ใช่ๆ น่าจะพิมพ์ประมาณนั้น หยิ่น: ประมาณนี้แหละ พิมพ์ประมาณนี้แหละ เราก็เลยเข้าใจจุดยืนละ โอเค แบบดี นข: เห็นตรงกัน หยิ่น: ใช่ นข: แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ไง บริบทของซีรีส์ที่เราเล่นกับคนที่ชื่นชอบเรามันจะต้องมีองค์ประกอบอื่นต้องมาซัปพอร์ต วอร์: ใช่ แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันเป็นอย่างนี้ คือผมไม่สามารถทำอะไรที่มันไม่จริงใจ มันจะดูออกมากๆ เลยถ้าเกิดผมไปทำอะไรที่มันรู้สึกว่าขัดกับตัวเองอะ คนจะดูออกเลยว่าผมผมไม่ใช่ตัวเอง ผมจะเริ่มมีปฏิกิริยา นข: เคยพยายามเป็นแพทเทิร์นที่ทุกคนคาดหวังไหม วอร์: เคยทำแต่แบบตลกอะ ให้ประชดไปเลย หยิ่น: ผมรู้สึกว่าที่เขาเรียกร้อง เขาไม่ได้เรียกร้องจริงจังด้วย มันเป็นเหมือนที่เราคุยกันแบบนี้ แล้วก็แฮปปี้ เป็นการแหย่ๆ มา น่าจะเป็นงานที่ใส่ชุดลายๆ ใช่ปะ ใส่ลายสีขาวสีฟ้า แล้วตอนนั้นมี 3 บ้านแยกไป แล้วก็จะมีคู่ๆ แล้วเราก็น่าจะคู่นี้ แล้วแฟนคลับที่มาตรงเราอะ ที่เหมือนกึ่งๆ รวมพลน่ะ เขาก็มีแซวๆ ไม่ใช่ เขาไม่ได้ต้องการพูดว่ายูต้องสนิทกันแบบซีเรียส ก็คือการแหย่ๆ แซวๆ เอ๊ดูไม่สนิทกันเลยนะ ทำไมไม่อย่างงั้นอย่างงี้ ผมเลยรู้สึกว่าคำที่เขาส่งมามันก็ทีเล่นทีจริงอะ ไม่ได้อยากให้พวกเราเป็นแบบนั้น 100% นข: แสดงว่าเราฉีกกฎที่มันจะต้องเป็นไปในบริบทที่ทุกคนเข้าใจ หยิ่น: ผมรู้สึกว่าถ้าในยุคนั้นน่ะ ก็ไม่รู้ ไม่พูดดีกว่า เพราะว่าเราไม่รู้ด้วยว่าคนอื่นทำงานยังไง นข: แต่ในความของเรา เราเลือกจะเป็นแบบนี้ วอร์: ใช่ๆ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกมันคือสิ่งที่ถูก แม้จะไม่มีใครทำ มันก็แค่นั้น ถ้าเกิดเรายึดมั่นว่าองค์ประกอบของความสัมพันธ์ที่จริงมันคือการไม่สนิทกันคือเรื่องธรรมชาติ ถ้าเกิดเราเจอกันแรกๆ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเราแยกหน้าที่ออกว่าเราเป็นอาชีพอะไร ก็ทำหน้าที่ของเราให้ได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ พาร์ท ในพาร์ทอาชีพเรา เราก็จริงใจ ในพาร์ทการใช้ชีวิต เราก็ต้องจริงใจในการใช้ชีวิตของตัวเอง เคารพตัวเอง นข: เพราะว่าถ้าดูชีวิตส่วนตัวแทบจะไม่ได้ทำไลฟ์สไตล์เหมือนกันเลย วอร์: ก็จะมีจุดเชื่อม หยิ่น: มีที่เชื่อมกันได้ วอร์: ด้านกีฬา หยิ่น: ผมรู้สึกว่าที่คล้ายๆ กันนะ ผมว่าพลังงานเราคล้ายๆ กัน คือต่อให้เขาจะชื่นชอบทางด้านศิลปะ ชื่นชอบการวาด การเขียน แต่ว่า Energy การใช้อะมันไม่ได้แตกต่างกันมาก เช่น เราก็มีธรรมชาติที่เราชอบเหมือนกัน ชอบออกไปเที่ยว เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าบอกว่าออกไปเที่ยวคือมันก็ไปด้วยกันได้ แล้วก็กีฬา ก็เป็นกีฬาที่คล้ายๆ กัน Topic ที่คุยกันก็เป็นสิ่งที่ชื่นชอบคล้ายๆ กัน ก็เลยคุยกันได้ แต่ว่าเรื่องที่เราทั้งคู่ไม่ได้ชอบ เราก็แค่ไม่ได้คุยเรื่องนั้น ใช่ นข: แต่จริงๆ เรารู้เนเจอร์ของแต่ละคนใช่ปะ วอร์: ช่วงนี้เขาชอบอยู่บ้าน แล้วก็หาที่สงบเที่ยวอะไรเงี้ยแล้วก็น่าจะวันๆ ส่วนใหญ่ตอนนี้หลักๆ เขาอยู่บ้านเลยแหละ แล้วก็น่าจะมีเทรดอะ ตอนนี้เขาน่าจะโฟกัสเกี่ยวกับการเทรด หยิ่น: การลงทุน วอร์: การลงทุน แล้วก็เล่นเกมของเขาไป VR อะไรอย่างเงี้ย นข: ซึ่งจริงๆ อันนี้เรารู้มาจากอะไร เจอกันทุกวันแล้วก็ซึมซับ วอร์: มีเจอด้วยการเจอกันทุกวันด้วยครับ แล้วก็ไอ้ข้อมูลที่ว่าเขาทำอะไรเราก็เจอเฉพาะตอนที่เรามาเจอกัน แล้วก็จะมีคุยกัน เพราะว่ามีความสนใจเดียวกันก็คือการลงทุนอะไรเงี้ย ถ้าเกิดคุยเรื่องนั้นมันก็จะยาว เพราะเรามันได้ประโยชน์กันทั้งคู่ นข: ของพี่วอร์เป็นแบบไหน Native หยิ่น: Native เหรอ ผมว่าไลฟ์สไตล์เขาก็ทำคอนเทนต์น่ะก็ทำสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย แต่ว่าก็คิดเยอะ แบบเดี๋ยวออกแบบผลิตภัณฑ์ตัวเองบ้างใช่ไหม แบบสเก็ตช์บ้าง ไปออฟฟิศ แล้วก็ถ้าว่างหน่อยก็ปั้นหม้อ ว่างหน่อยก็พาแซมเมอร์ไปเที่ยว ก็ประมาณนี้ แต่ว่าชีวิตประจำวันเนี่ยไม่มั่นใจว่าเดี๋ยวก็ฟังวิเคราะห์บอลบ้างใช่ไหม ฟังแบบเชลซีต่างๆ แล้วก็ถ้าเกิดได้ข้อมูลตรงนั้นเบื่อแล้วก็อาจจะฟังช่องที่เขาพูดลงทุนต่างๆ ยังทำอยู่ปะวะ ในห้องน้ำ เปิดฟัง วอร์: อ๋อ เปิดๆ หยิ่น: ยังเป็นอยู่นะ วอร์: ผมเป็นคนที่เกลียดการทำอะไรแล้วมันเสียเวลาอย่างเช่น ขับรถ อย่างเช่น อาบน้ำ คือในเชิงที่ว่าเราไม่สามารถทำอย่างอื่นที่เราชอบได้เลย ก็ต้องหาอะไรฟังให้มันเกิดประโยชน์ระหว่างทางที่มันเสียเวลา หยิ่น: แสดงว่ายังเป็นอยู่ ยุคนั้นก็คือยุคแรกๆ ที่อยู่ด้วยกัน น่าจะแบบ 4 ปีที่แล้วหรืออะไรที่อยู่ด้วยกันทุกวัน ที่คอนโดผู้จัดการ ก็เข้าห้องน้ำไปเปิดเสียงดังๆ เป็นแบบอธิบายพอดแคสต์บ้างอะไรบ้าง ก็ยังเป็นอยู่นะ nature นข: ขนาดไม่สนิทกันแต่ยังลึกขนาดนั้นโดยที่ไม่ต้องพูด วอร์: มันน่าจะซึมซับกันมาโดยที่การใช้ชีวิตกัน นข: ช่วงนี้ที่เรารู้สึกสนิทกันแล้ว วอร์: ช่วงไหนที่รู้สึกว่าสนิท ผมว่าช่วงที่เรามาอยู่นี่แหละคอนโดด้วยกัน แล้วก็มีปาร์ตี้กันทุกคืน คือมันจะเป็นวัฒนธรรมตอนนั้น คือเราจะมีซีรีส์ แล้วก็มีไลฟ์กันหลังหลังจบซีรีส์ แล้วมันก็ดึกแล้ว แล้วพรุ่งนี้ก็อาจจะมีงานมีอะไรเงี้ย แล้วก็จะนอนที่นั่นเป็นหลัก แล้วก็กว่าจะนอนอะตี 2 ตี 3 เลย หยิ่น: ผมต้องหนีไปนอน เขาดื่มมันหนักเกิน คือในยุคนั้นน่ะเขาดื่มกันหนักมาก แต่ว่าเขาน่าจะ 20 ปลายๆ ทั้งคู่ ผู้จัดการ แล้วเราเด็ก เรา 24 22-23 ประมาณนั้นน่ะ คือดื่มกันหนักมากอะ คือผมรู้สึกว่า คือช่วงผมอยู่มหา‘ลัยอะ ผมคอยังไม่แข็งนะ คือผมรู้สึกว่าผมไม่อยากดื่มอะ คือไป Enjoy ได้แล้วเราไม่ต้องสุดเหลวเป๋วอะไรเงี้ย แต่ว่าพออยู่กับพวกเนี้ย ทำให้ผมแข็งขึ้นได้เพื่อไปต่อก่อนกลับมหา‘ลัยได้ นข: ต่อต้านไม่ได้ก็เลยต้องเข้าร่วม หยิ่น: ก็เข้าเลยก็ได้ แต่จนตอนนี้กลายเป็นว่าทั้งผู้จัดการนะแล้วก็ตัวเขาก็ไม่สุดละ เพราะว่าเขาสุดมาแล้ว แล้วร่างกายน่าจะเริ่มตะโกนออกมาว่าพังละ ก็ดีในเมื่อแบบ community เราไม่ได้กิน ผมก็ไม่ได้ไปสุดด้วย นข: งั้นแสดงว่ากว่าที่เราจะมาสนิทกันได้มันคือหลังจบซีรีส์เรื่องแรกไปแล้วด้วยซ้ำ วอร์: ใช่ มันเรื่อยๆ ครับ ตรงที่ว่ามันมีเวลาที่มันไม่ใช่เรื่องงานมาเกี่ยวข้อง อันนั้นผมรู้สึกว่าเราจะเริ่มสนิทกันเพราะว่ามันคุยเรื่องอย่างอื่นได้ เรื่องการใช้ชีวิตอะไรอย่างเงี้ยครับ เราจะสนิทกับเพื่อนคนนึงมันคงจะไม่ได้คุยแต่เรื่องงาน เราก็จะใช้เวลาช่วงนั้นเล่นเกมกันบ้าง คุยนู่นนี่กันบ้าง หยิ่น: ปัญหาที่เจอด้วยแหละ ปัญหาที่เจอก็เจอพร้อมๆ กันแบบดราม่าบ้าง อะไรบ้าง โห ระดับประเทศอะตอนนั้น นข: มันจับมือกันยังไง แล้วมองหน้ากัน เหมือนเราสองคนไม่ได้ลงไปอินกับดราม่ามากแต่อยู่ดีๆ มันก็เป็นดราม่า วอร์: หนักนะ หยิ่น: ผมว่าถ้าช่วงนั้นสำหรับเราว่าหนัก วอร์: หนักครับ หยิ่น: แล้วก็คุยกันแล้วอะ ถ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับสื่อเราจะยกมือไหว้อย่างงามๆ 1 ทีเลย เพราะว่าเราไม่ได้ตั้ง ใจอะ วอร์: ใช่ๆ หลายองค์ประกอบมาก แล้วเราก็มันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แล้วก็ไม่คิดว่าหน้างานมันจะเป็นแบบนั้นแล้วเราก็ มันเป็นเรื่องที่มันใหม่มากๆ แล้วก็อาจจะ.. หยิ่น: โอเค ไม่ต้องเจาะลึกตรงนั้น แค่รู้สึกว่าเราเจออะไรแบบนี้พร้อมกัน แล้วพอมันมีทั้งงาน มีทั้งปัญหา มีทั้งอะไรหลายๆ อย่างแล้วเราผ่านมันไปได้ มันก็เลยเป็นสาเหตุที่มันก็รักกันแล้วก็สนิทกันมากขึ้น มันจะไม่สนิทถ้าใครสักคนนึงเจอเรื่องปุ๊บ สละเรือหนี ถีบหัวอีกคนนึง นึกออกปะแต่ว่าเราเจอปัญหาพร้อมกันน่ะ แล้วเราทุกคนตัดสินใจที่จะไม่สละเรือ ไม่อะไร แล้วเราเดินกันไปด้วยกันอะ มันก็เลยรู้แล้วว่า อ๋อ เนื้อแท้ของคนคนนี้อะ เขาอยู่ข้างๆ เรานะ มันก็เลยทําให้สนิทกันได้ไปเรื่อยๆ อะครับ นข: ถ้าเจอกันหน้าก็จะเห็นไหมว่าปฏิกิริยาของวอร์จะเป็นแบบไหน หยิ่น: ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ว่าที่เห็นได้ชัดเวลามีเรื่องทางใจเขาจะเหม่อๆ จะแบบ วอร์: หรือกุง่วง หยิ่น: ไม่ๆ จะชอบอยู่กับตัวเอง ทุกสภาวะกดดันอะไรอย่างเงี้ย คือเข้าไปคุยได้ครับ มันก็จะเปลี่ยนมาคุยได้แป๊บนึง แต่ว่าพอหลุดจากการสนทนาก็จะกลับไปอยู่กับตัวเอง แล้วก็เหม่อ เดินไปเดินมา เวลามีเรื่องหนักใจนะ อาจจะไม่ใช่เรื่องดราม่าหรือว่าเรื่อง เช่น จะขึ้นคอนเสิร์ตจะโชว์ จะอะไรอย่างเงี้ย จะหันมาคุยแป๊บนึง แล้วก็กลับไปสิ่งที่หนักใจเขาอยู่อาจจะเป็นการเพอร์ฟอร์มที่จะตามมาอะไรอย่างเงี้ย คือเขาจะเหม่อเลยแหละ วอร์: ไม่มีใครได้เห็นจริงๆ ครับ เพราะว่าผมพยายามมาตั้งแต่เด็กๆ ว่ามีปัญหาต้องจัดการให้ได้ก่อนด้วยตัวเอง แล้วก็มันจะมีปัญหามากๆ เลย เพราะว่าไม่บอกพ่อแม่ ไม่คุยกับใครเลย ไม่เคยปรึกษาไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรที่มันเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเกิดเป็นเรื่องผลกระทบต่อส่วนรวมหรือทีมอะไร อาจจะต้องปรึกษาขอความเห็น แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องปัญหาตัวเองอะ ผมไม่พูดเลย ไม่พูดเลยแล้วก็ต้องจัดการให้ได้ด้วยตัวเอง เชื่อมาอย่างนี้ตลอด นข: แล้วมันทำได้จริงไหม วอร์: ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผมรู้สึกว่าดี เพราะว่าผมจะเชื่ออย่างนี้ ต่อให้เราตัดสินใจผิดหรือถูกอะ เราได้เลือกเอง ถ้าเกิดเราไปขอความคิดเห็นคนอื่นแล้วมันไม่ได้ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง มันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราเองเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเริ่มจากตัวเองแล้ว ต้องรับผิดชอบทุกกระบวนการอะไรอย่างนี้ นข: หรือเราเกรงใจคนอื่นด้วยไหม วอร์: เกรงใจด้วย ทุกคนไม่ควรจะได้รับพลังอะไรที่มัน มันไม่ดี นข: ซึ่งหยิ่นก็จะปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้นของเขาไป หยิ่น: ใช่แหละ เพราะว่าผมไม่รู้ไงว่าเขามีเรื่องอะไรอยู่ แล้วอันนี้คือความน่าทึ่งอย่างนึงนะ คือเรามักจะเป็นแบบนี้ มันจะมีความหลายอย่างที่มันคล้ายกัน ที่พูดมาเมื่อกี้ก็ผมนะ ผมเป็นมาเหมือนกัน คือผมเองก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่ตั้งแต่สมัยโรงเรียนอะไรเงี้ย เพื่อนก็จะแบบด่าตลอดเลย แบบว่ามีอะไรแล้วเพื่อนคนเนี้ยคือหมายถึงผมอะ ไม่เคยเอามาแชร์ ไม่เคยพูดเลย หรือว่าจะทำอะไรไม่เคยบอกเลย ใช่ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผมคิดเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าเวลาเราทุกข์หรืออะไร เราควรจะเคลียร์มันไปให้ได้ ต่อให้ผมมาแนะนำ มาปรึกษาใครสักคนนึงอะ ผมเชื่อว่าคนคนนั้นเขาไม่ได้รู้องค์ประกอบที่เราเจอ แล้วเราตัดสินใจเองอะมันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเนี่ยที่พูดมาคือมนุษย์ก็เหมือนกันมันคือที่ผมบอกพลังงานเราเหมือนกัน (มันถึงจะไปด้วยกันได้) ใช่ นข: แล้วอย่างเขาอะ ถ้าเพิ่งเจอเรื่องอะไรอย่างนี้ เรารู้เลยว่าเนี่ยเขามาแล้ว วอร์: คือเขาจะไม่ค่อยอยู่ให้เห็นนะ ถ้าเกิดช่วงแรกๆ เลยนะ มีไอ้ช่วงที่เกิดปัญหาขึ้น เหมือนเขาตอนนั้นเราก็กินกันอยู่ตอนดึกๆ เหมือนเขาแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำปะ ใช่ไหม แล้วก็เปิดออกมาแล้วแบบว่า แต่กุร้องไห้อยู่ตรงโต๊ะไปละ เออเขาจะเป็นคนที่แบบถ้าเกิดเกิดปัญหาเขาจะปลีกตัวออกจากทุกคน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากลัวคนจะรู้แล้วก็มาถามหรือว่าอะไรหรือเปล่าอะไรอย่างเงี้ย แต่ของผมอะ ผมจะนิ่ง แล้วก็เชื่อว่าบางคนก็อาจจะรู้ แต่เราก็พยายามให้ไม่มีใครรู้ แต่เขาจะพยายามไปในสถานที่ที่คนจะไม่เห็นเขา แล้วถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นอะไรเงี้ย นข: แล้วเราก็ไปรู้ได้ไงว่าเขาร้องไห้ วอร์: ก็เปิดออกมา หยิ่น: อาการมันออก วอร์: เออ อาการมันออก หยิ่น: จำไม่ได้แล้วนะ เอาจริงๆจำไม่ได้ วอร์: แล้วก็มานั่งโต๊ะด้วยกัน แล้วก็อีกรอบนึง นข: ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปทุกคนก็ยังรักเราเหมือนเดิมจนมาถึงทุกวันเนี้ย ถ้าเป็นคู่อื่นเขาก็แยหย้ายกันไปเติบโต แต่คู่เราก็เติบโตไปเรื่อยๆ คนก็ยังอยู่กับเราไปเรื่อยๆ มันเกิดจากอะไร ถ้าถาม ถ้าเป็นเรื่องทุน เศรษฐกิจก็ถามว่ามีเทคนิคหรือมีเคล็ดลับอะไร วิเคราะห์ให้พี่ฟังหลังจากที่เราฟังพอดแคสต์ หยิ่น: ผมว่ายากมาก แล้วผมตอบไม่ได้ด้วย เราเหมือนความฟลุ๊กไปหมด เหมือนโลก ระบบสุริยะเราใช่ปะ มีกี่ดวงๆ แต่ว่าเรากลับเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกด้วย เพราะว่าโลกมันมีการต้านแม่เหล็ก คลื่นแม่เหล็ก คือหมายถึงว่าสิ่งมีชีวิตมันผุดขึ้นมาได้เพราะความบังเอิญหลายอย่าง ผมรู้สึกว่าความของเรามันมีความบังเอิญแบบนั้นเกิดขึ้นเยอะ ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าพอมานั่งคิดอะ ถ้าเกิดสมมุติว่าเราจะปั้นใครสักคนนึง แล้วอยากให้อยู่ใน Position แบบนี้ เราจะต้องไล่สเต็ปยังไง แล้วแบบเราจะทำให้กลุ่มแฟนคลับมารักพวกมันยังไงวะ แบบรักที่ตัวเป็นตัวมัน จริงๆ ประโยคนี้ทำให้ผมมาคิดหลังจากพี่แกงส้มเขาพูด เคยร่วมงานกันครับ เขาบอกว่าอย่างพวกมึงอะนะ กูไม่เคยเห็นเลย เขาพูดว่ากูไม่เคยเห็นจริงๆ แล้วไม่รู้จะสร้างยังไง แบบทำออกมาได้ยังไง แบบว่า เออ ดีนะ มันเป็นลายเส้นตัวเอง แต่โอเค มันก็มีดีมีเสีย มันก็ไม่ได้ดังไปเลย แล้วมันก็ไม่ได้หายไปเลย มันก็ยังมีความแบบการขึ้น การลง การขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเขาอาจจะรักเนเจอร์เราบางอย่างที่แท้จริงมั้ง ไม่รู้ นข: เพราะว่าตอนแรกเขารักเราที่ผลงาน แต่ทุกวันนี้คือเขารักที่ตัวเป็นตัวของตัวเอง หยิ่น: ตอบไม่ได้เหมือนกันอะ นข: ลองให้วอร์ วอร์ฟังพอดแคสต์บ่อย วอร์: ถ้าเกิดอิงจากที่เขา เสริมมาต่อแล้วกัน ว่ามันก็จะเป็นเรื่องที่โอกาสน้อยมาก ที่เราจะเกิดจาก (มันแทบจะไม่มีเลยนะ คู่อื่นน่ะ) อนินทรีย์เป็นสารอินทรีย์แล้วกัน จากโมเลกุลที่มันไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตได้ มันชนกันกลายเป็นคาร์บอน กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้น แต่ว่าสิ่งที่สำคัญทำไมเรายังมีชีวิตอยู่ได้ ยังรอดมาหลายพันล้านปี หลายร้อยล้านปีได้ ผมรู้สึกว่าเรารู้ว่าเราเป็นอะไร แล้วเราใช้ชีวิตแบบนั้น ไม่ได้ไปฝืนว่าฉันเป็นปลา เดี๋ยวฉันต้องวิ่งให้เร็วกว่ากระต่าย รู้สึกว่าเราเป็นปลา เราก็ชอบว่ายน้ำ แล้วก็อยู่ในน้ำ เราสบายใจที่จะทำอย่างนี้ก็ทำอย่างนี้ ถ้าเกิดเราเป็นปลาแล้วเราไปปีนต้นไม้มันก็ดูออกว่ามันฝืนมากๆ ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง แล้วเรามีความถนัดที่เรารู้ตัวว่าเราชอบด้านไหน เราถนัดที่จะทำสิ่งอะไร แล้วเราก็รู้สึกกับมันจริงๆ ว่า เรามีความสุขในตอนที่เราทำจริงๆ มันก็คือพื้นฐานของความจริงใจ โอกาสนั่นแหละ โอกาสน้อยจริงๆ แต่ว่าถ้าเกิดอยู่ถูกที่มันจะอยู่ได้นานๆ นข: แต่เราก็ดูมีโอกาสตลอดนะ เมื่อกี้หยิ่นบอกว่ามันฟลุ๊ก แต่สิ่งที่มันพิสูจน์มาแล้วมันไม่ได้ฟลุ๊กอย่างเดียวนะ ถ้าฟลุ๊กมันก็แค่แบบว่าวูบวาบ แต่อันนี้มันไม่วูบวาบ วอร์: ก็ใช่ มันก็น่าจะนั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราอยู่ในสิ่งที่ถูกที่ควร นข: มีคนมาถามบ่อยมั้ย ว่าทำไมหยิ่นวอร์ยังยืนอยู่ แถวหน้า วอร์: มีแซว หยิ่น: แซวแหละแซว เป็นเพื่อนร่วมงานที่ทำด้วยกัน นข: แสดงว่าเขาก็สงสัยแบบพี่ดิ หยิ่น: เขาก็แซว เขาก็พูดเล่นๆ อะ คือเขาก็ผ่านมือมาหลายๆ คู่หรืออะไร เขาก็เป็นการพูดเล่นไม่มีเจตนาไม่ดีนะ แซวแบบ โอ้โห อยู่นานจัง คนอื่นเขาเลิกหมดแล้ว เป็นเป็นคำพูดแซวๆ แบบนี้ นึกออกปะ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ นี่เป็นคำที่เขาแซวอะ เราก็ได้แต่หัวเราะกันไป นข: เพราะเราก็ยังไม่มีคำตอบให้วันนี้ หยิ่น: ก็ไม่มีคำตอบ แต่โอเคผมรู้สึกว่าผู้ใหญ่อาจจะเอ็นดูด้วยมั้ง เพราะว่าถ้าเกิดไม่มีแบรนด์ลูกค้าไม่มีอะไรเราก็อาจจะอยู่ไม่ได้ ผมว่าเราน่ารักนะกับลูกค้า เราน่ารักมากๆ เลย แบบเต็มที่ไม่อิดออด ไม่ลีลา ไม่มีความดาราในตัวเลย ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผู้ใหญ่อาจจะเอ็นดู แล้วก็มอบงานให้ด้วย นข: เพราะเราเป็นตัวของเราเองแต่แรก แล้วลูกค้าเห็นแบบนี้ สมมุติคนชอบคนไม่ชอบก็ว่าไป แต่คนชอบเขาก็รู้สึกว่าทัชใจ หยิ่น: ผมเดา วิเคราะห์ เพราะว่าก็นี่แหละลูกค้าที่เขารัก เขาก็รักเลยนะ แล้วก็อยู่กับเรา สนับสนุนตลอด แบบไปขออะไรเขาก็ช่วยเหลือ นข: แล้วเรามีคำตอบให้กันและกันมั้ย ว่าทำไมวันนี้เรายังเป็นหยิ่นวอร์อยู่ เพราะว่าอย่างเราเลือกเปิดบริษัท เราก็เลือกเปิดด้วยกัน ทั้งที่เราสามารถเปิดคนละอันได้นะ แต่เราเลือกที่จะทำด้วยกัน เลือกที่จะในชีวิตจริงก็ยังร่วมหุ้นกัน วอร์: ผมรู้สึกว่า บางคนอาจจะเป็นข้อเสียนะ อย่างเช่นผมเคยโดนถามว่า เนี่ยทํางานด้วยกันนานๆ แล้วข้อเสียคุณอาจจะเป็นการที่ไม่ได้เจอใครใหม่ๆ เลย แบบไปเจอคนนู้น ไปเจอคนนี้ ได้มีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ที่มันไปเจอคนใหม่ ผมรู้สึกว่าผมโชคดีตรงที่ว่าเราเจอกับคนที่สบายใจ แล้วก็พร้อมจะทำต่อไปเรื่อยๆ ผมไม่ต้องการใครเพิ่ม แต่ถ้าเกิดมีคนที่เข้ากับเรา มีคนที่จริงใจ มีเพื่อนเพิ่มมันก็ดี แต่ว่าอยู่แบบนี้มันก็สบายใจแล้ว เราไม่ได้ต้องการว่าจะไปหาเพื่อนใหม่ๆ ไม่ได้มีความคิดว่าฉันต้องมีเพื่อนให้เยอะ ฉันต้องมีสังคมให้เยอะอะไรเงี้ย เพราะว่าแค่ตรงนี้มันก็สบายใจแล้ว แค่นี้มันก็ดีแล้วอะไรเงี้ย นข: หยิ่นล่ะ ตอนแรกที่ถามว่า ทำไมเราเลือกที่จะอยู่แบบนี้ อย่างซีรีส์ก็เล่นกับเขา ชีวิตจริงก็ร่วมเปิดกับบริษัทกับเขา หยิ่น: ก็เป็นคนที่เราสบายใจด้วยได้อะ ที่ผมพยายามพูดตั้งแต่แรกเนาะว่าเราเจอทุกอย่างมาด้วยกัน มันไม่ใช่หมายความว่าเราเจองานใหม่ๆ แล้วเราก็ไม่ไปนะ เราก็มีโอกาสไปร่วม เพราะว่าเราถ้าย้อนบทสัมภาษณ์นะ ตั้งแต่แรกที่เราตกลงคุยกันว่าเราจะเป็นอะไร เราบอกว่าเราจะเป็นนักแสดง หมายความว่านักแสดงเราจะไปเล่นเรื่องไหนก็ได้ จะไปเล่นกับใครก็ได้ บทบาทอะไรก็ได้ ซึ่งตรงเนี้ยในงานค่ายพวกเราอะ เราอิสระอยู่นะ เราสามารถไปทำได้อะ แต่ว่างานหลักเราก็เป็นอยู่ด้วยกันนี่แหละ เพราะว่ามัน หนึ่งมันทำงานง่ายด้วย แล้วก็ทุกอย่างผมว่ามันหยิบจับง่ายไปหมด วอร์: ทั้งทีมเราด้วย หยิ่น: ไม่ต้องไปเรียนรู้หรือว่าไปลองดูอะไรใหม่ นข: แสดงว่าคู่เราถ้าร่วมงานกันกี่ครั้งๆ ก็สามารถสร้างเคมีใหม่ๆ ได้ หยิ่น: ใหม่มั้ยผมก็ไม่มั่นใจว่าแบบจริงๆ แล้วแฟนๆ จะเบื่อแล้วหรือเปล่า หรือว่าเขาอาจจะเบื่อแต่อยู่เพราะรักหรือเปล่าผมก็ไม่มั่นใจ เราก็เลยพยายามสร้างผลงานให้มันแตกต่าง ซึ่งเรากลับไปที่จุดยืนเดิมว่าเราอยากเป็นนักแสดง เพราะฉะนั้นพอแสดง ใส่โคตรเต็มที่เลยอะ อย่างในสารวัตรเธียร์อะ ก็ใส่ให้เต็มที่ แล้วก็ไม่ได้กั๊กเลย ที่บอกว่ามันมีความใกล้ชิด มีอะไรเยอะขึ้นที่แฟนๆ จะหมายความว่าเสิร์ฟ แต่ว่าเรา ณ พอมันเป็นงานเราก็ทำได้ครับ นข: เสิร์ฟของเรามันเท่ากับการแสดง หมายถึงว่ามันคือหน้าที่ของนักแสดง เป็นอาชีพนักแสดงเราก็ต้องทำ หยิ่น: ใช่ วอร์: คือบทมาไงอะ เขียนมายังไงอย่างงั้นน่ะ หยิ่น: เนื้อเรื่องมันเป็นแบบนั้นครับ ใช่ วอร์: เป็นยังไงก็ทำแบบนั้น หยิ่น: เราก็จะใส่สุดความสามารถเท่าที่มันทำ แต่ว่าก็เป็นการแซวกันเล่นเฉยๆ ที่แฟนๆ แบบ ยืนมองตากันหน่อยในชีวิตจริง แต่ว่าเราก็พยายามจะหลีกหนี เราก็เลยบอกไปว่า เอ้ย ในซีรีส์อะ เรามีอะไรแบบนี้เยอะ เราก็เลยเป็นการพูดหยอกล้อกันว่า ไปเสิร์ฟก็ไปดูในซีรีส์แล้วกัน แต่ว่ามันไม่มีข้ออันไหนที่เป็นความจริงจังนะ นข: พี่ถามสุดท้ายเลย ทุกวันนี้มองหน้ากันยังเขินอยู่มั้ย วอร์: มันคืออุปสรรคเลยนะทุกวันนี้ นข: เพราะว่าพี่สังเกตเวลาวอร์มองหน้าหยิ่น พี่รู้เลยว่าหน้าจะมีความเกร็งหน้า จะแบบแววตามา แบบยิ้มมันจะยิ้มแบบอย่างเงี้ย วอร์: มันจะหัวเราะ มันจะตลก แล้วก็มันเป็นปัญหา ในเมื่อเราสนิทกันมากจนถึงขั้นที่สั่งถ่ายแบบอะไรเงี้ย ให้มองหน้ากัน สักพัก หยิ่น: หลุด นข: อยากได้โมเมนต์อะ วอร์: ไม่ได้ หยิ่น: ไปถ่ายแบบ เขาอยากได้ความซีเรียส แบบความเก๊กใส่กัน ผ่านมุมกล้อง ผ่านการดีไซน์ของช่างภาพอะไรอย่างเงี้ย เราอาจจะได้วิเดียว ถ้าพี่ถ่ายทันก็ได้ ถ้าพี่ถ่ายไม่ทันผมจะต้องหัวเราะกันต่อแน่ๆ หลังจากที่ผ่านวินาทีนั้น วอร์: แล้วโช้คยาวด้วยนะ หลุดแล้วหลุดเลย แล้วก็เลยพูดกันว่า มึงกับกูน่าจะงานสุดท้ายแล้วแหละ กูทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะว่ายิ่งมองแล้วมันยิ่งตลก หมายถึงว่ามันเป็นปัญหาใหญ่แล้วนะ คือการมองหน้ากันแล้วหัวเราะคือมันเป็นอุปสรรคการทำงานแล้วนะเนี่ย หยิ่น: คือแล้วแต่ ถ้าโพสต์แฟชั่นอะ เขาจะมีความแบบตึงๆ หรือท่าประหลาดๆ หรือการยืนเลเยอร์ที่มันต่างกันอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าถ้าตัด ต้องหลีกเลี่ยงโดยการไม่มองหน้าเลย หลอก วอร์: แล้วไม่มองยิ่งคิด คือมันจะเป็นเทคนิคที่แบบว่าถ้ามองหน้ากันตรงๆ อะ เราจะเห็นตาขาวเยอะกว่าใช่ไหม ถ้ามองอย่างเงี้ย ช่างภาพก็บอกว่าถ้างั้นมองเฉียงอย่างงี้ได้ไหม นข: อ๋อ มองติ่งหูมองเฉียงไป หยิ่น: ใช่ๆ วอร์: แล้วหางตาผมก็จะเห็นมัน แล้วแบบ มึงมองใครอยู่ หยิ่น: ทำได้ๆ วอร์: ก็ไปคิดถึงเรื่องหนังที่น้าค่อมเล่นอะไรอย่างเงี้ย มันก็คิดเข้ามาในหัวเรา แล้วเทสต์มุกเรามันเหมือนกัน แล้วกูคิดมึงคิดแน่ๆ แล้วมันก็เลยตลก หยิ่น: อุปสรรค อุปสรรคเลย การมองหน้ากันอะ วอร์: อุปสรรคมาก หยิ่น: มันจะขำ นข: เบื้องหลังบางอันมันก็ธรรมชาติมากนะ วอร์: มันเลยอะ นข: ใครจะหลุดก่อน คือวอร์ ตาจะไปก่อน วอร์: แล้วแต่สถานการณ์ บางทีเราทํา คือเราพยายามแล้วอะ แค่เห็นมุมปากมันเงี้ย มันก็มาแล้ว หยิ่น: คนเราเวลากลั้นขำอะ ถ้ากลั้นขำมันยิ่งตลกเลย พี่วอร์ถ้าเกิดหลุดปุ๊บ เขากลับมายากมาก เขาจะหลุดแล้วแล้วมันจะกลั้นไม่ได้อีกต่อไปอะ สมมุติว่าเป็นตั้งแต่ต้นการถ่ายแบบอะ ทั้งงานคือใช้คำว่าซวยละ วอร์: ซวยแล้วจริงๆ นข: ไม่มีการแบบว่า 1-2-3 ฮึบ วอร์: ไม่ได้ นข: เราเป็นนักแสดง เราต้องทำได้ดิ วอร์: มันเป็นเรื่องยาก ถ้าเกิดสนิทกันแล้วอะมันยากมากๆ ถ้าเกิดผมถ่ายกับคนไม่รู้จักอะ ได้เลย พอมาอย่างเงี้ย แล้วเห็นปากมันเงี้ย กูไปละ (เขาแกล้ง) ไม่แกล้ง ทุกคนช่วยกันหมด หยิ่น: อยากทำให้งานมันไว วอร์: ทุกคนช่วยอยากทำให้งานมันผ่าน แต่มันทำไม่ได้จริงๆ หยิ่น: อุปสรรคนะครับ ข้อเสียของการทำงานด้วยกันบ่อย นข: สุดท้ายก็ทำได้แหละ วอร์: ทำได้ๆ นข: สุดท้ายจริงๆ สุดท้ายแล้ววันนี้เป้าหมายของหยิ่นวอร์ที่ร่วมกันเลยคืออะไร คืองานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา เราคิดไหมว่าอนาคต 5 ปี 10 ปี เพราะว่าพี่แค่รู้สึกว่าวันนี้ก็คงไม่ได้คิดว่าจะมาถึงวันนี้ วอร์: ถ้าเกิดหยิ่นวอร์นะ หยิ่นวอร์ในชีวิตทั่วไป ผมว่ามันไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่ในเรื่องพาร์ทการทำงาน ผมรู้สึกว่ามันก็ต้องมีจุดที่ผมรู้สึกว่า ถ้าอยากทำอะไร คุณก็ทำไปได้เลย แล้วเราก็กลับมาเล่น กลับมาสนุกกันอีก แล้วก็งานที่เราทำ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เรายังอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราได้ทำสิ่งที่ชอบ แล้วก็มันเกิดประโยชน์กับคนหลายๆ คน ถ้ามันยังเป็นอย่างนี้อยู่ ผมรู้สึกว่าเราก็อยากมาร่วมงาน แล้วก็มาทำแบบเนี้ยต่อไปเรื่อยๆ แล้วจนถึงสักวันหนึ่งที่อยากจะเปลี่ยนแล้วอะ ก็ไปใช้ชีวิตของตัวเองแล้วก็กลับ ผมว่ายังไงก็กลับมาเจอกันอีก หยิ่น: ครับ ถ้าไม่ใช่งานนะ ยังไงตลอดชีวิตครับที่ผมพูดตลอด พูดตลอดทุกที่ คือมันต้องมีใครสักคนตายหายไปอะ คือมันเป็นวันสุดท้ายไง เพราะว่ามันเป็นวันสุดท้ายของใครสักคนนึงที่สิ้นชื่อ มันจะไปอยู่ถึงวันนั้นแหละ ในแง่ชีวิตเรานะ มนุษย์ทั่วไป แต่ว่าถ้าเกิดในแง่การทำงานเนี่ยก็คือเราอะสำเร็จมาหลายอย่างแล้ว จนเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรแล้วแหละ ไม่รู้ว่าเป็นข้อเสียมั้ยนะ ผมรู้สึกว่าตัวเขากับผมเนี่ย ที่ทำเรื่องนี้ จุดยืนเดียวกัน เราอะด้วยความพออยู่นานใช่ปะ แล้วเราเล็ก แล้วบ้านเล็กกว่าเราจะหาเงินมาทำอะไรได้ผมใช้เวลา แล้วผมว่าอุตสาหกรรมบ้านเราทำซีรีส์มา ต่อให้สมมุติว่าลงทุน 10 มันไม่มีทางได้กลับมาเต็มจำนวนจากการฉาย มันจะมาจากการทำงานเองเพื่อเอามาเติม ซึ่งถ้าผมวิเคราะห์นะ ผมรู้สึกว่ามันคนละส่วน ซึ่งเราจุดประสงค์เดียวกัน คือเราอยากขอบคุณ ที่ต่อให้เราอยู่นานแล้วเราไม่มีผลงานหล่อเลี้ยงได้ทุกปี หรือทุกไตรมาส ทุกอะไรอย่างงั้นน่ะ เราขอบคุณเขาจริงๆ แล้วตอนเนี้ยแฟนๆ แฮปปี้ไปกับโปรดักส์ที่เราทำแล้ว แต่ถ้าเกิดให้ผมวิเคราะห์ตามนักลงทุนน่ะ ผมรู้สึกว่าพักหลังๆ แล้วอะ กับตัวเราเองก็ไม่ได้คุ้มค่านะ ถ้าเกิดเป็นนักลงทุนนะ ไม่ได้คุ้มค่าที่จะได้อะไรกลับมาแล้ว ซึ่งก็จะได้เห็นตลอดว่าเราทั้งคู่มีส่วนร่วมในการเข้าไปสร้าง ซึ่งมันก็จริงๆ เพราะว่าเราจำเป็นต้องช่วยกันหาก้อนเงินมาทำ product 1 ชิ้น ถามว่าจะมีผลงานร่วมกันต่อในอนาคตไหม ก็ต้องดูโอกาสครับ แต่ถามว่าจาก 2 เรื่องที่ผ่านมา ส่วนตัวผมรู้สึกว่าไหวไหม ผมว่าก็ดูจะไม่ค่อยไหวแล้วนะ เพราะมันก็เข้าเนื้อ คือผมอะอีกนิสัยนึงผมเป็นนักลงทุนนึกออกมั้ย คือไม่ต้องเอาอะไรเลย เอา s&p ที่คุยกัน 2 เรื่องที่ผ่านมาคนละ 10 แล้วนะพี่ นข: เงินลงทุนหรือเข้าเนื้อ หยิ่น: เงินลงทุนที่เข้าเนื้อมันไปอยู่ในโปรดักส์ชิ้นนั้น พี่วอร์อยู่ในแจ็คโจ๊ก 5 ผมอยู่ในแจ็คโจ๊ก 5 ผมอยู่ในสารวัตรเธียร์ 5 พี่วอร์อยู่ 5 รวม 2 เรื่อง 10 แล้วระยะเวลา 3 ปี เอา S&P ผมได้ตังค์ 3 ล้านนะ ผมเป็น 13 ล้านนะ ณ วันนี้เนี่ย 2 เรื่องนั้นน่ะ 0 บาทนะ เราทั้งคู่ 10 เนี่ยหายไปเพื่อเป็นการ Thank you แฟนๆ ที่ยังตามกันนะ มันเท่านี้เอง แล้วที่แบบว่าเปิดกล้องเรื่องใหม่ได้เลย ได้อะไร คือเราเสกไม่ได้ เราไม่ใช่เดอะซิมนึกออกปะ นข: หยิ่นพูดว่าสิ่งที่เราทำ ซีรีส์เราไม่ได้ทำเพื่อให้เราดัง แต่ทำเพื่อขอบคุณแฟนๆ ที่รู้สึกว่าเขาอยากเห็นเรา หยิ่น: คือมันกลายเป็นว่าเป้าหมายเราอะเล็ก เป้าหมายสำหรับหยิ่นวอร์ สำหรับนักแสดง แต่ว่าโอเค เรามีทีม เรามีทีมเบื้องหลัง เรามีผู้จัดการ เรามีนักธุรกิจข้างหลัง ผมไม่รู้เขาผิดหวังไหม ตามที่มา ไม่เป็นไร แล้วเขาก็ค่อยดูว่าเขาจะไปยังไงต่อ แต่สำหรับเราเป้าเล็กแล้วเราสำเร็จแล้ว ผมพูดอย่างงี้ดีกว่า #JackandJoker #ที่รักสารวัตรเธียร์ #หยิ่นวอร์ #yinyin_anw #warwanarat
1
192
5
231
9,557
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
ถึง…หยิ่นวอร์ ที่อยู่ตรงนี้มาตลอดก็เพราะรักในความเป็นหยิ่นวอร์นี่แหละ มันสัมผัสได้จริงๆ ว่าพวกคุณจริงใจกับแฟนๆมากๆ แล้วคุณก็ยังเป็นตัวเองอยู่แบบที่ไม่ได้ปรุงแต่งอะไร ไม่สูญเสียตัวตน เราเป็นแฟนคลับกับนักแสดงที่รักกัน อยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน โดยที่เราต่างก็เป็นตัวเองอะ มันดีมากๆเลยนะ ผลงานทุกชิ้นที่สร้างขึ้นมา ทุกๆ อย่าง รับรู้ได้ว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจ แรงเงิน เวลา ฯลฯ เท่าที่มี ณ ตอนนั้นอย่างสุดกำลังแล้ว เราเลยไม่เคยบ่นว่ามันแพง เพราะเรารู้ว่ามันจะคุ้มค่ากับที่เราจ่าย การลงมือทำอะไรเองทุกอย่างแบบที่หยิ่นวอร์ทำมันไม่ง่ายเลย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พวกคุณก็ลงมือทำซ้ำๆ มาตลอด 7-8 ปี โคตรเท่ ถ้าหยิ่นวอร์สบายใจที่ได้ทำงานด้วยกัน เราก็สบายใจที่ได้เป็นแฟนคลับหยิ่นวอร์เหมือนกันนะ และรู้สึกว่าถูกรักจากนักแสดงคนโปรดผ่านผลงานของทั้งคู่มาตลอดเลย ขอบคุณที่มีความจริงใจให้กันมาเสมอ ขอบคุณจากใจจริงๆ ขอให้ซีรีส์มีกำไรเยอะๆ มีคนเข้ามาซัปพอร์ตด้วยความจริงใจ เป็นที่รักของใครอีกมากมาย
หยิ่น-วอร์ ใช้ใจแลกใจและตลอดไปที่มีอยู่จริง หยิ่นวอร์: สวัสดีครับ นข: พี่ถามเลยว่าความผูกพันของเราสองคน อะไรมันคือตรงกลางของคู่เรา วอร์: กลางตรงคือจุดเชื่อมเหรอครับ ความสัมพันธ์ นข: ตรงกลางที่ทำให้เป็นหยิ่นวอร์จนถึงทุกวันนี้ หยิ่นวอร์: ผม วอร์: อะเห็นมะ มันซิงก์ หยิ่น: ผมว่าเป็นคำตอบนี้ ผมรู้สึกว่า เรามีความชอบที่สุดคนละทางหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่ความเป็นตรงกลางผมรู้สึกว่าคือการที่เราไม่ได้ยัดความชอบของเราเพื่อให้อีกคนเป็นแบบนี้ เราเคารพในการตัดสินใจของเขาในสิ่งที่เขาชื่นชอบและเราไม่ได้ด้อยค่าสิ่งที่เขาชอบ ผมไม่ได้มาบอกว่าพี่ปั้นหม้อแม่งเสียเวลาว่ะ ไมไม่ไปทำอย่างอื่น ไม่เคยมีคำพูดแบบนี้จากปากผม แต่เมื่อกี๊นับ 1 ละนะ เป็นการยกตัวอย่างๆ เรารู้อยู่ว่าเราชอบอะไรที่แตกต่าง แต่ว่าไม่ได้เข้าไปกวน เข้าไปยุ่งเข้าไปบอกเพื่อที่จะให้เปลี่ยน หรือแม้กระทั่งนิสัยส่วนตัวด้วยนะ เราทั้งคู่มีข้อดีข้อเสีย แต่ว่าเราไม่เคยที่จะแนะนำกันด้วยซ้ำ ที่จะแบบ เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ซะๆ คือให้สิทธิ์การเป็นตัวเองทั้งคู่ แล้วก็ยอมรับกัน อยู่ด้วยกันได้ สำหรับผมอันนี้เป็นตรงกลาง นข: วอร์ล่ะ วอร์: คล้ายๆ ครับ นั่นแหละหลักพื้นฐานคือการให้เกียรติซึ่งกันและกันในความเป็นตัวของเราเอง แล้วก็ให้เกียรติอย่างจริงใจ หลักสำคัญมันคือการจริงใจมากกว่า เพราะว่ามันไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรต่อการที่จะมาเป็นมิตรกัน แล้วก็รู้สึกว่าผลประโยชน์เดียวคือเราได้เพื่อนใหม่ ได้อยู่แล้วสบายใจ นั่นคือผลประโยชน์เดียว มันจะไม่มีการที่สนิทกันเพื่อที่จะต้องเล่นซีรีส์ ทำให้มันดี เราเลยต้องมาสนิทกัน หรือว่าทำให้งานนี้ดีขึ้น เราควรจะสนิทกันมากขึ้น มันจะได้พูดได้คล่องหรือรู้เบื้องลึก เอาเบื้องลึกไปพูดในรายการได้ ซึ่งเราไม่ได้มีตรงนั้น ผมรู้สึกว่ามันใจแลกใจ แล้วก็อยู่มาทุกวันนี้ ซึ่งมันก็เลย พอเป็นตัวกลางแบบนี้ พอไม่ใช่งาน ถ้าเราไม่มีงานมันก็จะเป็นอย่างนี้อยู่ไปเรื่อยๆ นข: ก่อนหน้านี้เป็นพาร์ทเนอร์กัน ตอนนี้คนมองว่ามันคือความผูกพัน วอร์: จริงๆ เป็นตั้งแต่แรกแล้วนะ จริงๆ พาร์ทเนอร์ช่วงแรกก็ธรรมชาติทั่วไปของคนเพิ่งเคยเจอกัน ไม่ได้มีความรู้สึกว่าไอ้สองคนนี้สนิทกัน แล้วคนดูก็รู้ ว่าสองคนนี้ตั้งแต่แรกๆ เลยมันไม่ได้สนิทกัน หยิ่น: ใช่ๆ งานแรกๆ เลยละ วอร์: คนดูออกแล้วก็ตั้งคำถามกับเราว่า ทำไมสองคนนี้ไม่ค่อยสนิทกันเลย ดูคนอื่นสิ เขาอย่างงู้นอย่างงี้ หยิ่น: ในยุคที่คนแนะนำบอกว่า ถ้าอยากจะดังทั้งคู่ you ต้องสนิทกัน ต้องถ่ายเขาลงโซเชียล ซึ่งเราฟังคำแนะนำแล้วก็ มันอะไรวะเนี่ย แล้วดีใจนะ ที่เราทั้งคู่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันไม่ใช่แบบนี้ นข: ถามกันเองมั้ยว่าทำไมคนอื่นคิดแบบนั้น วอร์: ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติสุดๆเลยนะ คนเราจะให้มาอยู่ด้วยกัน 3 วันแล้วสนิทเลย สำหรับผมเป็นไปไม่ได้แล้วมันจะดูออก แล้วเป็นเรื่องที่ดีที่มันดูออก เพราะว่ามันจะแปลกมากเลยถ้าเรามาเจอกันแป๊บเดียวแล้ว เฮ้ย ดูเนี่ย คนนี้มีเรื่องเยอะแยะมากมาย เขาดูจะเป็นคนอย่างนู้นอย่างนี้ ซึ่งมันถูกแล้วที่เราตอบไม่ได้ เพราะเราไม่มีข้อมูลจริงๆ ของเขาเลยอย่างเงี้ย ผมก็เลยรู้สึกว่า มันดีแล้วที่คนดูออก แล้วเราก็ดูออกกันเองว่าเราไม่ได้สนิทกัน ก็เป็นธรรมชาติ ถ้ามันเข้ามาโดยที่ไม่ทันตั้งตัวอย่างนั้นเลย ผมก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่จริตเรา ไม่ใช่ธรรมชาติของเรา นข: ตอนที่คอมเมนต์ว่า เราดูไม่สนิทกัน ตอนนั้นมันฉุกคิดไหมว่าเราจะต้องสนิทกัน หรือว่าเราต้องสนิทกันกว่านี้นะเขาจะได้แบบเชื่อในตัวเรา หยิ่น: ผมไง ผมตั้งคำถามครับ คือผมอะไม่รู้ ใจเราเป็นแบบนี้เรารู้อยู่ว่ามันคืออะไร แต่ว่าผมไม่รู้จริงๆ ว่า ณ ที่แห่งนี้กฎเกณฑ์เขาคืออะไร ผมเลยต้องไปตั้งคำถาม ก็คือเนี่ยแหละเราก็พูดในหลายๆ ที่แล้วว่า พี่วอร์เล่าแล้วกันคือตัวผมเอง ผม DM ไปถามเขาว่า เฮ้ย แล้วเราต้องทําอะไรวะ อันนี้คือสรุปนะ แต่จริงๆ ผมพูดไพเราะกว่านั้นในช่วงแรกๆ พี่ครับ ผมต้องทํายังไงนะ คืออันนี้มันคืออะไร แล้วเราควรทํายังไงกันดี คือสงสัยจริงๆ ก็ไม่รู้ แล้วผมก็ใหม่มากอะไรอย่างเงี้ย ก็มันก็เลยทําให้ได้เริ่มคุยกัน นข: แล้วพี่ครับตอบน้องครับไปยังไง วอร์: ผมก็ตอบไปตั้งแต่แรกเลยนะว่า คืออาชีพเรามันคือนักแสดง สิ่งที่เราทํามันคือการแสดง บทที่ผู้กำกับสร้างไว้ให้ พอคัตปุ๊บ คุณจะเป็นอะไรก็เรื่องของคุณ คุณจะไม่สนิทกับผมเลยก็ได้ เพราะว่าหน้าที่อาชีพของเราจริงๆ อะ มันคือการทำตัวละครนั้นให้ดีที่สุด แล้วมันจบแล้ว ชีวิตเราถ้าไม่ไปทำอะไรไม่ดี คุณเป็นตัวของตัวเองได้เลยอะ นข: พิมพ์ไปแบบนั้นเลยหรอ วอร์: ใช่ๆ น่าจะพิมพ์ประมาณนั้น หยิ่น: ประมาณนี้แหละ พิมพ์ประมาณนี้แหละ เราก็เลยเข้าใจจุดยืนละ โอเค แบบดี นข: เห็นตรงกัน หยิ่น: ใช่ นข: แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ไง บริบทของซีรีส์ที่เราเล่นกับคนที่ชื่นชอบเรามันจะต้องมีองค์ประกอบอื่นต้องมาซัปพอร์ต วอร์: ใช่ แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันเป็นอย่างนี้ คือผมไม่สามารถทำอะไรที่มันไม่จริงใจ มันจะดูออกมากๆ เลยถ้าเกิดผมไปทำอะไรที่มันรู้สึกว่าขัดกับตัวเองอะ คนจะดูออกเลยว่าผมผมไม่ใช่ตัวเอง ผมจะเริ่มมีปฏิกิริยา นข: เคยพยายามเป็นแพทเทิร์นที่ทุกคนคาดหวังไหม วอร์: เคยทำแต่แบบตลกอะ ให้ประชดไปเลย หยิ่น: ผมรู้สึกว่าที่เขาเรียกร้อง เขาไม่ได้เรียกร้องจริงจังด้วย มันเป็นเหมือนที่เราคุยกันแบบนี้ แล้วก็แฮปปี้ เป็นการแหย่ๆ มา น่าจะเป็นงานที่ใส่ชุดลายๆ ใช่ปะ ใส่ลายสีขาวสีฟ้า แล้วตอนนั้นมี 3 บ้านแยกไป แล้วก็จะมีคู่ๆ แล้วเราก็น่าจะคู่นี้ แล้วแฟนคลับที่มาตรงเราอะ ที่เหมือนกึ่งๆ รวมพลน่ะ เขาก็มีแซวๆ ไม่ใช่ เขาไม่ได้ต้องการพูดว่ายูต้องสนิทกันแบบซีเรียส ก็คือการแหย่ๆ แซวๆ เอ๊ดูไม่สนิทกันเลยนะ ทำไมไม่อย่างงั้นอย่างงี้ ผมเลยรู้สึกว่าคำที่เขาส่งมามันก็ทีเล่นทีจริงอะ ไม่ได้อยากให้พวกเราเป็นแบบนั้น 100% นข: แสดงว่าเราฉีกกฎที่มันจะต้องเป็นไปในบริบทที่ทุกคนเข้าใจ หยิ่น: ผมรู้สึกว่าถ้าในยุคนั้นน่ะ ก็ไม่รู้ ไม่พูดดีกว่า เพราะว่าเราไม่รู้ด้วยว่าคนอื่นทำงานยังไง นข: แต่ในความของเรา เราเลือกจะเป็นแบบนี้ วอร์: ใช่ๆ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกมันคือสิ่งที่ถูก แม้จะไม่มีใครทำ มันก็แค่นั้น ถ้าเกิดเรายึดมั่นว่าองค์ประกอบของความสัมพันธ์ที่จริงมันคือการไม่สนิทกันคือเรื่องธรรมชาติ ถ้าเกิดเราเจอกันแรกๆ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเราแยกหน้าที่ออกว่าเราเป็นอาชีพอะไร ก็ทำหน้าที่ของเราให้ได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ พาร์ท ในพาร์ทอาชีพเรา เราก็จริงใจ ในพาร์ทการใช้ชีวิต เราก็ต้องจริงใจในการใช้ชีวิตของตัวเอง เคารพตัวเอง นข: เพราะว่าถ้าดูชีวิตส่วนตัวแทบจะไม่ได้ทำไลฟ์สไตล์เหมือนกันเลย วอร์: ก็จะมีจุดเชื่อม หยิ่น: มีที่เชื่อมกันได้ วอร์: ด้านกีฬา หยิ่น: ผมรู้สึกว่าที่คล้ายๆ กันนะ ผมว่าพลังงานเราคล้ายๆ กัน คือต่อให้เขาจะชื่นชอบทางด้านศิลปะ ชื่นชอบการวาด การเขียน แต่ว่า Energy การใช้อะมันไม่ได้แตกต่างกันมาก เช่น เราก็มีธรรมชาติที่เราชอบเหมือนกัน ชอบออกไปเที่ยว เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าบอกว่าออกไปเที่ยวคือมันก็ไปด้วยกันได้ แล้วก็กีฬา ก็เป็นกีฬาที่คล้ายๆ กัน Topic ที่คุยกันก็เป็นสิ่งที่ชื่นชอบคล้ายๆ กัน ก็เลยคุยกันได้ แต่ว่าเรื่องที่เราทั้งคู่ไม่ได้ชอบ เราก็แค่ไม่ได้คุยเรื่องนั้น ใช่ นข: แต่จริงๆ เรารู้เนเจอร์ของแต่ละคนใช่ปะ วอร์: ช่วงนี้เขาชอบอยู่บ้าน แล้วก็หาที่สงบเที่ยวอะไรเงี้ยแล้วก็น่าจะวันๆ ส่วนใหญ่ตอนนี้หลักๆ เขาอยู่บ้านเลยแหละ แล้วก็น่าจะมีเทรดอะ ตอนนี้เขาน่าจะโฟกัสเกี่ยวกับการเทรด หยิ่น: การลงทุน วอร์: การลงทุน แล้วก็เล่นเกมของเขาไป VR อะไรอย่างเงี้ย นข: ซึ่งจริงๆ อันนี้เรารู้มาจากอะไร เจอกันทุกวันแล้วก็ซึมซับ วอร์: มีเจอด้วยการเจอกันทุกวันด้วยครับ แล้วก็ไอ้ข้อมูลที่ว่าเขาทำอะไรเราก็เจอเฉพาะตอนที่เรามาเจอกัน แล้วก็จะมีคุยกัน เพราะว่ามีความสนใจเดียวกันก็คือการลงทุนอะไรเงี้ย ถ้าเกิดคุยเรื่องนั้นมันก็จะยาว เพราะเรามันได้ประโยชน์กันทั้งคู่ นข: ของพี่วอร์เป็นแบบไหน Native หยิ่น: Native เหรอ ผมว่าไลฟ์สไตล์เขาก็ทำคอนเทนต์น่ะก็ทำสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย แต่ว่าก็คิดเยอะ แบบเดี๋ยวออกแบบผลิตภัณฑ์ตัวเองบ้างใช่ไหม แบบสเก็ตช์บ้าง ไปออฟฟิศ แล้วก็ถ้าว่างหน่อยก็ปั้นหม้อ ว่างหน่อยก็พาแซมเมอร์ไปเที่ยว ก็ประมาณนี้ แต่ว่าชีวิตประจำวันเนี่ยไม่มั่นใจว่าเดี๋ยวก็ฟังวิเคราะห์บอลบ้างใช่ไหม ฟังแบบเชลซีต่างๆ แล้วก็ถ้าเกิดได้ข้อมูลตรงนั้นเบื่อแล้วก็อาจจะฟังช่องที่เขาพูดลงทุนต่างๆ ยังทำอยู่ปะวะ ในห้องน้ำ เปิดฟัง วอร์: อ๋อ เปิดๆ หยิ่น: ยังเป็นอยู่นะ วอร์: ผมเป็นคนที่เกลียดการทำอะไรแล้วมันเสียเวลาอย่างเช่น ขับรถ อย่างเช่น อาบน้ำ คือในเชิงที่ว่าเราไม่สามารถทำอย่างอื่นที่เราชอบได้เลย ก็ต้องหาอะไรฟังให้มันเกิดประโยชน์ระหว่างทางที่มันเสียเวลา หยิ่น: แสดงว่ายังเป็นอยู่ ยุคนั้นก็คือยุคแรกๆ ที่อยู่ด้วยกัน น่าจะแบบ 4 ปีที่แล้วหรืออะไรที่อยู่ด้วยกันทุกวัน ที่คอนโดผู้จัดการ ก็เข้าห้องน้ำไปเปิดเสียงดังๆ เป็นแบบอธิบายพอดแคสต์บ้างอะไรบ้าง ก็ยังเป็นอยู่นะ nature นข: ขนาดไม่สนิทกันแต่ยังลึกขนาดนั้นโดยที่ไม่ต้องพูด วอร์: มันน่าจะซึมซับกันมาโดยที่การใช้ชีวิตกัน นข: ช่วงนี้ที่เรารู้สึกสนิทกันแล้ว วอร์: ช่วงไหนที่รู้สึกว่าสนิท ผมว่าช่วงที่เรามาอยู่นี่แหละคอนโดด้วยกัน แล้วก็มีปาร์ตี้กันทุกคืน คือมันจะเป็นวัฒนธรรมตอนนั้น คือเราจะมีซีรีส์ แล้วก็มีไลฟ์กันหลังหลังจบซีรีส์ แล้วมันก็ดึกแล้ว แล้วพรุ่งนี้ก็อาจจะมีงานมีอะไรเงี้ย แล้วก็จะนอนที่นั่นเป็นหลัก แล้วก็กว่าจะนอนอะตี 2 ตี 3 เลย หยิ่น: ผมต้องหนีไปนอน เขาดื่มมันหนักเกิน คือในยุคนั้นน่ะเขาดื่มกันหนักมาก แต่ว่าเขาน่าจะ 20 ปลายๆ ทั้งคู่ ผู้จัดการ แล้วเราเด็ก เรา 24 22-23 ประมาณนั้นน่ะ คือดื่มกันหนักมากอะ คือผมรู้สึกว่า คือช่วงผมอยู่มหา‘ลัยอะ ผมคอยังไม่แข็งนะ คือผมรู้สึกว่าผมไม่อยากดื่มอะ คือไป Enjoy ได้แล้วเราไม่ต้องสุดเหลวเป๋วอะไรเงี้ย แต่ว่าพออยู่กับพวกเนี้ย ทำให้ผมแข็งขึ้นได้เพื่อไปต่อก่อนกลับมหา‘ลัยได้ นข: ต่อต้านไม่ได้ก็เลยต้องเข้าร่วม หยิ่น: ก็เข้าเลยก็ได้ แต่จนตอนนี้กลายเป็นว่าทั้งผู้จัดการนะแล้วก็ตัวเขาก็ไม่สุดละ เพราะว่าเขาสุดมาแล้ว แล้วร่างกายน่าจะเริ่มตะโกนออกมาว่าพังละ ก็ดีในเมื่อแบบ community เราไม่ได้กิน ผมก็ไม่ได้ไปสุดด้วย นข: งั้นแสดงว่ากว่าที่เราจะมาสนิทกันได้มันคือหลังจบซีรีส์เรื่องแรกไปแล้วด้วยซ้ำ วอร์: ใช่ มันเรื่อยๆ ครับ ตรงที่ว่ามันมีเวลาที่มันไม่ใช่เรื่องงานมาเกี่ยวข้อง อันนั้นผมรู้สึกว่าเราจะเริ่มสนิทกันเพราะว่ามันคุยเรื่องอย่างอื่นได้ เรื่องการใช้ชีวิตอะไรอย่างเงี้ยครับ เราจะสนิทกับเพื่อนคนนึงมันคงจะไม่ได้คุยแต่เรื่องงาน เราก็จะใช้เวลาช่วงนั้นเล่นเกมกันบ้าง คุยนู่นนี่กันบ้าง หยิ่น: ปัญหาที่เจอด้วยแหละ ปัญหาที่เจอก็เจอพร้อมๆ กันแบบดราม่าบ้าง อะไรบ้าง โห ระดับประเทศอะตอนนั้น นข: มันจับมือกันยังไง แล้วมองหน้ากัน เหมือนเราสองคนไม่ได้ลงไปอินกับดราม่ามากแต่อยู่ดีๆ มันก็เป็นดราม่า วอร์: หนักนะ หยิ่น: ผมว่าถ้าช่วงนั้นสำหรับเราว่าหนัก วอร์: หนักครับ หยิ่น: แล้วก็คุยกันแล้วอะ ถ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับสื่อเราจะยกมือไหว้อย่างงามๆ 1 ทีเลย เพราะว่าเราไม่ได้ตั้ง ใจอะ วอร์: ใช่ๆ หลายองค์ประกอบมาก แล้วเราก็มันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แล้วก็ไม่คิดว่าหน้างานมันจะเป็นแบบนั้นแล้วเราก็ มันเป็นเรื่องที่มันใหม่มากๆ แล้วก็อาจจะ.. หยิ่น: โอเค ไม่ต้องเจาะลึกตรงนั้น แค่รู้สึกว่าเราเจออะไรแบบนี้พร้อมกัน แล้วพอมันมีทั้งงาน มีทั้งปัญหา มีทั้งอะไรหลายๆ อย่างแล้วเราผ่านมันไปได้ มันก็เลยเป็นสาเหตุที่มันก็รักกันแล้วก็สนิทกันมากขึ้น มันจะไม่สนิทถ้าใครสักคนนึงเจอเรื่องปุ๊บ สละเรือหนี ถีบหัวอีกคนนึง นึกออกปะแต่ว่าเราเจอปัญหาพร้อมกันน่ะ แล้วเราทุกคนตัดสินใจที่จะไม่สละเรือ ไม่อะไร แล้วเราเดินกันไปด้วยกันอะ มันก็เลยรู้แล้วว่า อ๋อ เนื้อแท้ของคนคนนี้อะ เขาอยู่ข้างๆ เรานะ มันก็เลยทําให้สนิทกันได้ไปเรื่อยๆ อะครับ นข: ถ้าเจอกันหน้าก็จะเห็นไหมว่าปฏิกิริยาของวอร์จะเป็นแบบไหน หยิ่น: ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ว่าที่เห็นได้ชัดเวลามีเรื่องทางใจเขาจะเหม่อๆ จะแบบ วอร์: หรือกุง่วง หยิ่น: ไม่ๆ จะชอบอยู่กับตัวเอง ทุกสภาวะกดดันอะไรอย่างเงี้ย คือเข้าไปคุยได้ครับ มันก็จะเปลี่ยนมาคุยได้แป๊บนึง แต่ว่าพอหลุดจากการสนทนาก็จะกลับไปอยู่กับตัวเอง แล้วก็เหม่อ เดินไปเดินมา เวลามีเรื่องหนักใจนะ อาจจะไม่ใช่เรื่องดราม่าหรือว่าเรื่อง เช่น จะขึ้นคอนเสิร์ตจะโชว์ จะอะไรอย่างเงี้ย จะหันมาคุยแป๊บนึง แล้วก็กลับไปสิ่งที่หนักใจเขาอยู่อาจจะเป็นการเพอร์ฟอร์มที่จะตามมาอะไรอย่างเงี้ย คือเขาจะเหม่อเลยแหละ วอร์: ไม่มีใครได้เห็นจริงๆ ครับ เพราะว่าผมพยายามมาตั้งแต่เด็กๆ ว่ามีปัญหาต้องจัดการให้ได้ก่อนด้วยตัวเอง แล้วก็มันจะมีปัญหามากๆ เลย เพราะว่าไม่บอกพ่อแม่ ไม่คุยกับใครเลย ไม่เคยปรึกษาไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรที่มันเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเกิดเป็นเรื่องผลกระทบต่อส่วนรวมหรือทีมอะไร อาจจะต้องปรึกษาขอความเห็น แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องปัญหาตัวเองอะ ผมไม่พูดเลย ไม่พูดเลยแล้วก็ต้องจัดการให้ได้ด้วยตัวเอง เชื่อมาอย่างนี้ตลอด นข: แล้วมันทำได้จริงไหม วอร์: ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผมรู้สึกว่าดี เพราะว่าผมจะเชื่ออย่างนี้ ต่อให้เราตัดสินใจผิดหรือถูกอะ เราได้เลือกเอง ถ้าเกิดเราไปขอความคิดเห็นคนอื่นแล้วมันไม่ได้ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง มันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราเองเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเริ่มจากตัวเองแล้ว ต้องรับผิดชอบทุกกระบวนการอะไรอย่างนี้ นข: หรือเราเกรงใจคนอื่นด้วยไหม วอร์: เกรงใจด้วย ทุกคนไม่ควรจะได้รับพลังอะไรที่มัน มันไม่ดี นข: ซึ่งหยิ่นก็จะปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้นของเขาไป หยิ่น: ใช่แหละ เพราะว่าผมไม่รู้ไงว่าเขามีเรื่องอะไรอยู่ แล้วอันนี้คือความน่าทึ่งอย่างนึงนะ คือเรามักจะเป็นแบบนี้ มันจะมีความหลายอย่างที่มันคล้ายกัน ที่พูดมาเมื่อกี้ก็ผมนะ ผมเป็นมาเหมือนกัน คือผมเองก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่ตั้งแต่สมัยโรงเรียนอะไรเงี้ย เพื่อนก็จะแบบด่าตลอดเลย แบบว่ามีอะไรแล้วเพื่อนคนเนี้ยคือหมายถึงผมอะ ไม่เคยเอามาแชร์ ไม่เคยพูดเลย หรือว่าจะทำอะไรไม่เคยบอกเลย ใช่ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผมคิดเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าเวลาเราทุกข์หรืออะไร เราควรจะเคลียร์มันไปให้ได้ ต่อให้ผมมาแนะนำ มาปรึกษาใครสักคนนึงอะ ผมเชื่อว่าคนคนนั้นเขาไม่ได้รู้องค์ประกอบที่เราเจอ แล้วเราตัดสินใจเองอะมันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเนี่ยที่พูดมาคือมนุษย์ก็เหมือนกันมันคือที่ผมบอกพลังงานเราเหมือนกัน (มันถึงจะไปด้วยกันได้) ใช่ นข: แล้วอย่างเขาอะ ถ้าเพิ่งเจอเรื่องอะไรอย่างนี้ เรารู้เลยว่าเนี่ยเขามาแล้ว วอร์: คือเขาจะไม่ค่อยอยู่ให้เห็นนะ ถ้าเกิดช่วงแรกๆ เลยนะ มีไอ้ช่วงที่เกิดปัญหาขึ้น เหมือนเขาตอนนั้นเราก็กินกันอยู่ตอนดึกๆ เหมือนเขาแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำปะ ใช่ไหม แล้วก็เปิดออกมาแล้วแบบว่า แต่กุร้องไห้อยู่ตรงโต๊ะไปละ เออเขาจะเป็นคนที่แบบถ้าเกิดเกิดปัญหาเขาจะปลีกตัวออกจากทุกคน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากลัวคนจะรู้แล้วก็มาถามหรือว่าอะไรหรือเปล่าอะไรอย่างเงี้ย แต่ของผมอะ ผมจะนิ่ง แล้วก็เชื่อว่าบางคนก็อาจจะรู้ แต่เราก็พยายามให้ไม่มีใครรู้ แต่เขาจะพยายามไปในสถานที่ที่คนจะไม่เห็นเขา แล้วถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นอะไรเงี้ย นข: แล้วเราก็ไปรู้ได้ไงว่าเขาร้องไห้ วอร์: ก็เปิดออกมา หยิ่น: อาการมันออก วอร์: เออ อาการมันออก หยิ่น: จำไม่ได้แล้วนะ เอาจริงๆจำไม่ได้ วอร์: แล้วก็มานั่งโต๊ะด้วยกัน แล้วก็อีกรอบนึง นข: ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปทุกคนก็ยังรักเราเหมือนเดิมจนมาถึงทุกวันเนี้ย ถ้าเป็นคู่อื่นเขาก็แยหย้ายกันไปเติบโต แต่คู่เราก็เติบโตไปเรื่อยๆ คนก็ยังอยู่กับเราไปเรื่อยๆ มันเกิดจากอะไร ถ้าถาม ถ้าเป็นเรื่องทุน เศรษฐกิจก็ถามว่ามีเทคนิคหรือมีเคล็ดลับอะไร วิเคราะห์ให้พี่ฟังหลังจากที่เราฟังพอดแคสต์ หยิ่น: ผมว่ายากมาก แล้วผมตอบไม่ได้ด้วย เราเหมือนความฟลุ๊กไปหมด เหมือนโลก ระบบสุริยะเราใช่ปะ มีกี่ดวงๆ แต่ว่าเรากลับเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกด้วย เพราะว่าโลกมันมีการต้านแม่เหล็ก คลื่นแม่เหล็ก คือหมายถึงว่าสิ่งมีชีวิตมันผุดขึ้นมาได้เพราะความบังเอิญหลายอย่าง ผมรู้สึกว่าความของเรามันมีความบังเอิญแบบนั้นเกิดขึ้นเยอะ ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าพอมานั่งคิดอะ ถ้าเกิดสมมุติว่าเราจะปั้นใครสักคนนึง แล้วอยากให้อยู่ใน Position แบบนี้ เราจะต้องไล่สเต็ปยังไง แล้วแบบเราจะทำให้กลุ่มแฟนคลับมารักพวกมันยังไงวะ แบบรักที่ตัวเป็นตัวมัน จริงๆ ประโยคนี้ทำให้ผมมาคิดหลังจากพี่แกงส้มเขาพูด เคยร่วมงานกันครับ เขาบอกว่าอย่างพวกมึงอะนะ กูไม่เคยเห็นเลย เขาพูดว่ากูไม่เคยเห็นจริงๆ แล้วไม่รู้จะสร้างยังไง แบบทำออกมาได้ยังไง แบบว่า เออ ดีนะ มันเป็นลายเส้นตัวเอง แต่โอเค มันก็มีดีมีเสีย มันก็ไม่ได้ดังไปเลย แล้วมันก็ไม่ได้หายไปเลย มันก็ยังมีความแบบการขึ้น การลง การขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเขาอาจจะรักเนเจอร์เราบางอย่างที่แท้จริงมั้ง ไม่รู้ นข: เพราะว่าตอนแรกเขารักเราที่ผลงาน แต่ทุกวันนี้คือเขารักที่ตัวเป็นตัวของตัวเอง หยิ่น: ตอบไม่ได้เหมือนกันอะ นข: ลองให้วอร์ วอร์ฟังพอดแคสต์บ่อย วอร์: ถ้าเกิดอิงจากที่เขา เสริมมาต่อแล้วกัน ว่ามันก็จะเป็นเรื่องที่โอกาสน้อยมาก ที่เราจะเกิดจาก (มันแทบจะไม่มีเลยนะ คู่อื่นน่ะ) อนินทรีย์เป็นสารอินทรีย์แล้วกัน จากโมเลกุลที่มันไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตได้ มันชนกันกลายเป็นคาร์บอน กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้น แต่ว่าสิ่งที่สำคัญทำไมเรายังมีชีวิตอยู่ได้ ยังรอดมาหลายพันล้านปี หลายร้อยล้านปีได้ ผมรู้สึกว่าเรารู้ว่าเราเป็นอะไร แล้วเราใช้ชีวิตแบบนั้น ไม่ได้ไปฝืนว่าฉันเป็นปลา เดี๋ยวฉันต้องวิ่งให้เร็วกว่ากระต่าย รู้สึกว่าเราเป็นปลา เราก็ชอบว่ายน้ำ แล้วก็อยู่ในน้ำ เราสบายใจที่จะทำอย่างนี้ก็ทำอย่างนี้ ถ้าเกิดเราเป็นปลาแล้วเราไปปีนต้นไม้มันก็ดูออกว่ามันฝืนมากๆ ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง แล้วเรามีความถนัดที่เรารู้ตัวว่าเราชอบด้านไหน เราถนัดที่จะทำสิ่งอะไร แล้วเราก็รู้สึกกับมันจริงๆ ว่า เรามีความสุขในตอนที่เราทำจริงๆ มันก็คือพื้นฐานของความจริงใจ โอกาสนั่นแหละ โอกาสน้อยจริงๆ แต่ว่าถ้าเกิดอยู่ถูกที่มันจะอยู่ได้นานๆ นข: แต่เราก็ดูมีโอกาสตลอดนะ เมื่อกี้หยิ่นบอกว่ามันฟลุ๊ก แต่สิ่งที่มันพิสูจน์มาแล้วมันไม่ได้ฟลุ๊กอย่างเดียวนะ ถ้าฟลุ๊กมันก็แค่แบบว่าวูบวาบ แต่อันนี้มันไม่วูบวาบ วอร์: ก็ใช่ มันก็น่าจะนั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราอยู่ในสิ่งที่ถูกที่ควร นข: มีคนมาถามบ่อยมั้ย ว่าทำไมหยิ่นวอร์ยังยืนอยู่ แถวหน้า วอร์: มีแซว หยิ่น: แซวแหละแซว เป็นเพื่อนร่วมงานที่ทำด้วยกัน นข: แสดงว่าเขาก็สงสัยแบบพี่ดิ หยิ่น: เขาก็แซว เขาก็พูดเล่นๆ อะ คือเขาก็ผ่านมือมาหลายๆ คู่หรืออะไร เขาก็เป็นการพูดเล่นไม่มีเจตนาไม่ดีนะ แซวแบบ โอ้โห อยู่นานจัง คนอื่นเขาเลิกหมดแล้ว เป็นเป็นคำพูดแซวๆ แบบนี้ นึกออกปะ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ นี่เป็นคำที่เขาแซวอะ เราก็ได้แต่หัวเราะกันไป นข: เพราะเราก็ยังไม่มีคำตอบให้วันนี้ หยิ่น: ก็ไม่มีคำตอบ แต่โอเคผมรู้สึกว่าผู้ใหญ่อาจจะเอ็นดูด้วยมั้ง เพราะว่าถ้าเกิดไม่มีแบรนด์ลูกค้าไม่มีอะไรเราก็อาจจะอยู่ไม่ได้ ผมว่าเราน่ารักนะกับลูกค้า เราน่ารักมากๆ เลย แบบเต็มที่ไม่อิดออด ไม่ลีลา ไม่มีความดาราในตัวเลย ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผู้ใหญ่อาจจะเอ็นดู แล้วก็มอบงานให้ด้วย นข: เพราะเราเป็นตัวของเราเองแต่แรก แล้วลูกค้าเห็นแบบนี้ สมมุติคนชอบคนไม่ชอบก็ว่าไป แต่คนชอบเขาก็รู้สึกว่าทัชใจ หยิ่น: ผมเดา วิเคราะห์ เพราะว่าก็นี่แหละลูกค้าที่เขารัก เขาก็รักเลยนะ แล้วก็อยู่กับเรา สนับสนุนตลอด แบบไปขออะไรเขาก็ช่วยเหลือ นข: แล้วเรามีคำตอบให้กันและกันมั้ย ว่าทำไมวันนี้เรายังเป็นหยิ่นวอร์อยู่ เพราะว่าอย่างเราเลือกเปิดบริษัท เราก็เลือกเปิดด้วยกัน ทั้งที่เราสามารถเปิดคนละอันได้นะ แต่เราเลือกที่จะทำด้วยกัน เลือกที่จะในชีวิตจริงก็ยังร่วมหุ้นกัน วอร์: ผมรู้สึกว่า บางคนอาจจะเป็นข้อเสียนะ อย่างเช่นผมเคยโดนถามว่า เนี่ยทํางานด้วยกันนานๆ แล้วข้อเสียคุณอาจจะเป็นการที่ไม่ได้เจอใครใหม่ๆ เลย แบบไปเจอคนนู้น ไปเจอคนนี้ ได้มีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ที่มันไปเจอคนใหม่ ผมรู้สึกว่าผมโชคดีตรงที่ว่าเราเจอกับคนที่สบายใจ แล้วก็พร้อมจะทำต่อไปเรื่อยๆ ผมไม่ต้องการใครเพิ่ม แต่ถ้าเกิดมีคนที่เข้ากับเรา มีคนที่จริงใจ มีเพื่อนเพิ่มมันก็ดี แต่ว่าอยู่แบบนี้มันก็สบายใจแล้ว เราไม่ได้ต้องการว่าจะไปหาเพื่อนใหม่ๆ ไม่ได้มีความคิดว่าฉันต้องมีเพื่อนให้เยอะ ฉันต้องมีสังคมให้เยอะอะไรเงี้ย เพราะว่าแค่ตรงนี้มันก็สบายใจแล้ว แค่นี้มันก็ดีแล้วอะไรเงี้ย นข: หยิ่นล่ะ ตอนแรกที่ถามว่า ทำไมเราเลือกที่จะอยู่แบบนี้ อย่างซีรีส์ก็เล่นกับเขา ชีวิตจริงก็ร่วมเปิดกับบริษัทกับเขา หยิ่น: ก็เป็นคนที่เราสบายใจด้วยได้อะ ที่ผมพยายามพูดตั้งแต่แรกเนาะว่าเราเจอทุกอย่างมาด้วยกัน มันไม่ใช่หมายความว่าเราเจองานใหม่ๆ แล้วเราก็ไม่ไปนะ เราก็มีโอกาสไปร่วม เพราะว่าเราถ้าย้อนบทสัมภาษณ์นะ ตั้งแต่แรกที่เราตกลงคุยกันว่าเราจะเป็นอะไร เราบอกว่าเราจะเป็นนักแสดง หมายความว่านักแสดงเราจะไปเล่นเรื่องไหนก็ได้ จะไปเล่นกับใครก็ได้ บทบาทอะไรก็ได้ ซึ่งตรงเนี้ยในงานค่ายพวกเราอะ เราอิสระอยู่นะ เราสามารถไปทำได้อะ แต่ว่างานหลักเราก็เป็นอยู่ด้วยกันนี่แหละ เพราะว่ามัน หนึ่งมันทำงานง่ายด้วย แล้วก็ทุกอย่างผมว่ามันหยิบจับง่ายไปหมด วอร์: ทั้งทีมเราด้วย หยิ่น: ไม่ต้องไปเรียนรู้หรือว่าไปลองดูอะไรใหม่ นข: แสดงว่าคู่เราถ้าร่วมงานกันกี่ครั้งๆ ก็สามารถสร้างเคมีใหม่ๆ ได้ หยิ่น: ใหม่มั้ยผมก็ไม่มั่นใจว่าแบบจริงๆ แล้วแฟนๆ จะเบื่อแล้วหรือเปล่า หรือว่าเขาอาจจะเบื่อแต่อยู่เพราะรักหรือเปล่าผมก็ไม่มั่นใจ เราก็เลยพยายามสร้างผลงานให้มันแตกต่าง ซึ่งเรากลับไปที่จุดยืนเดิมว่าเราอยากเป็นนักแสดง เพราะฉะนั้นพอแสดง ใส่โคตรเต็มที่เลยอะ อย่างในสารวัตรเธียร์อะ ก็ใส่ให้เต็มที่ แล้วก็ไม่ได้กั๊กเลย ที่บอกว่ามันมีความใกล้ชิด มีอะไรเยอะขึ้นที่แฟนๆ จะหมายความว่าเสิร์ฟ แต่ว่าเรา ณ พอมันเป็นงานเราก็ทำได้ครับ นข: เสิร์ฟของเรามันเท่ากับการแสดง หมายถึงว่ามันคือหน้าที่ของนักแสดง เป็นอาชีพนักแสดงเราก็ต้องทำ หยิ่น: ใช่ วอร์: คือบทมาไงอะ เขียนมายังไงอย่างงั้นน่ะ หยิ่น: เนื้อเรื่องมันเป็นแบบนั้นครับ ใช่ วอร์: เป็นยังไงก็ทำแบบนั้น หยิ่น: เราก็จะใส่สุดความสามารถเท่าที่มันทำ แต่ว่าก็เป็นการแซวกันเล่นเฉยๆ ที่แฟนๆ แบบ ยืนมองตากันหน่อยในชีวิตจริง แต่ว่าเราก็พยายามจะหลีกหนี เราก็เลยบอกไปว่า เอ้ย ในซีรีส์อะ เรามีอะไรแบบนี้เยอะ เราก็เลยเป็นการพูดหยอกล้อกันว่า ไปเสิร์ฟก็ไปดูในซีรีส์แล้วกัน แต่ว่ามันไม่มีข้ออันไหนที่เป็นความจริงจังนะ นข: พี่ถามสุดท้ายเลย ทุกวันนี้มองหน้ากันยังเขินอยู่มั้ย วอร์: มันคืออุปสรรคเลยนะทุกวันนี้ นข: เพราะว่าพี่สังเกตเวลาวอร์มองหน้าหยิ่น พี่รู้เลยว่าหน้าจะมีความเกร็งหน้า จะแบบแววตามา แบบยิ้มมันจะยิ้มแบบอย่างเงี้ย วอร์: มันจะหัวเราะ มันจะตลก แล้วก็มันเป็นปัญหา ในเมื่อเราสนิทกันมากจนถึงขั้นที่สั่งถ่ายแบบอะไรเงี้ย ให้มองหน้ากัน สักพัก หยิ่น: หลุด นข: อยากได้โมเมนต์อะ วอร์: ไม่ได้ หยิ่น: ไปถ่ายแบบ เขาอยากได้ความซีเรียส แบบความเก๊กใส่กัน ผ่านมุมกล้อง ผ่านการดีไซน์ของช่างภาพอะไรอย่างเงี้ย เราอาจจะได้วิเดียว ถ้าพี่ถ่ายทันก็ได้ ถ้าพี่ถ่ายไม่ทันผมจะต้องหัวเราะกันต่อแน่ๆ หลังจากที่ผ่านวินาทีนั้น วอร์: แล้วโช้คยาวด้วยนะ หลุดแล้วหลุดเลย แล้วก็เลยพูดกันว่า มึงกับกูน่าจะงานสุดท้ายแล้วแหละ กูทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะว่ายิ่งมองแล้วมันยิ่งตลก หมายถึงว่ามันเป็นปัญหาใหญ่แล้วนะ คือการมองหน้ากันแล้วหัวเราะคือมันเป็นอุปสรรคการทำงานแล้วนะเนี่ย หยิ่น: คือแล้วแต่ ถ้าโพสต์แฟชั่นอะ เขาจะมีความแบบตึงๆ หรือท่าประหลาดๆ หรือการยืนเลเยอร์ที่มันต่างกันอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าถ้าตัด ต้องหลีกเลี่ยงโดยการไม่มองหน้าเลย หลอก วอร์: แล้วไม่มองยิ่งคิด คือมันจะเป็นเทคนิคที่แบบว่าถ้ามองหน้ากันตรงๆ อะ เราจะเห็นตาขาวเยอะกว่าใช่ไหม ถ้ามองอย่างเงี้ย ช่างภาพก็บอกว่าถ้างั้นมองเฉียงอย่างงี้ได้ไหม นข: อ๋อ มองติ่งหูมองเฉียงไป หยิ่น: ใช่ๆ วอร์: แล้วหางตาผมก็จะเห็นมัน แล้วแบบ มึงมองใครอยู่ หยิ่น: ทำได้ๆ วอร์: ก็ไปคิดถึงเรื่องหนังที่น้าค่อมเล่นอะไรอย่างเงี้ย มันก็คิดเข้ามาในหัวเรา แล้วเทสต์มุกเรามันเหมือนกัน แล้วกูคิดมึงคิดแน่ๆ แล้วมันก็เลยตลก หยิ่น: อุปสรรค อุปสรรคเลย การมองหน้ากันอะ วอร์: อุปสรรคมาก หยิ่น: มันจะขำ นข: เบื้องหลังบางอันมันก็ธรรมชาติมากนะ วอร์: มันเลยอะ นข: ใครจะหลุดก่อน คือวอร์ ตาจะไปก่อน วอร์: แล้วแต่สถานการณ์ บางทีเราทํา คือเราพยายามแล้วอะ แค่เห็นมุมปากมันเงี้ย มันก็มาแล้ว หยิ่น: คนเราเวลากลั้นขำอะ ถ้ากลั้นขำมันยิ่งตลกเลย พี่วอร์ถ้าเกิดหลุดปุ๊บ เขากลับมายากมาก เขาจะหลุดแล้วแล้วมันจะกลั้นไม่ได้อีกต่อไปอะ สมมุติว่าเป็นตั้งแต่ต้นการถ่ายแบบอะ ทั้งงานคือใช้คำว่าซวยละ วอร์: ซวยแล้วจริงๆ นข: ไม่มีการแบบว่า 1-2-3 ฮึบ วอร์: ไม่ได้ นข: เราเป็นนักแสดง เราต้องทำได้ดิ วอร์: มันเป็นเรื่องยาก ถ้าเกิดสนิทกันแล้วอะมันยากมากๆ ถ้าเกิดผมถ่ายกับคนไม่รู้จักอะ ได้เลย พอมาอย่างเงี้ย แล้วเห็นปากมันเงี้ย กูไปละ (เขาแกล้ง) ไม่แกล้ง ทุกคนช่วยกันหมด หยิ่น: อยากทำให้งานมันไว วอร์: ทุกคนช่วยอยากทำให้งานมันผ่าน แต่มันทำไม่ได้จริงๆ หยิ่น: อุปสรรคนะครับ ข้อเสียของการทำงานด้วยกันบ่อย นข: สุดท้ายก็ทำได้แหละ วอร์: ทำได้ๆ นข: สุดท้ายจริงๆ สุดท้ายแล้ววันนี้เป้าหมายของหยิ่นวอร์ที่ร่วมกันเลยคืออะไร คืองานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา เราคิดไหมว่าอนาคต 5 ปี 10 ปี เพราะว่าพี่แค่รู้สึกว่าวันนี้ก็คงไม่ได้คิดว่าจะมาถึงวันนี้ วอร์: ถ้าเกิดหยิ่นวอร์นะ หยิ่นวอร์ในชีวิตทั่วไป ผมว่ามันไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่ในเรื่องพาร์ทการทำงาน ผมรู้สึกว่ามันก็ต้องมีจุดที่ผมรู้สึกว่า ถ้าอยากทำอะไร คุณก็ทำไปได้เลย แล้วเราก็กลับมาเล่น กลับมาสนุกกันอีก แล้วก็งานที่เราทำ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เรายังอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราได้ทำสิ่งที่ชอบ แล้วก็มันเกิดประโยชน์กับคนหลายๆ คน ถ้ามันยังเป็นอย่างนี้อยู่ ผมรู้สึกว่าเราก็อยากมาร่วมงาน แล้วก็มาทำแบบเนี้ยต่อไปเรื่อยๆ แล้วจนถึงสักวันหนึ่งที่อยากจะเปลี่ยนแล้วอะ ก็ไปใช้ชีวิตของตัวเองแล้วก็กลับ ผมว่ายังไงก็กลับมาเจอกันอีก หยิ่น: ครับ ถ้าไม่ใช่งานนะ ยังไงตลอดชีวิตครับที่ผมพูดตลอด พูดตลอดทุกที่ คือมันต้องมีใครสักคนตายหายไปอะ คือมันเป็นวันสุดท้ายไง เพราะว่ามันเป็นวันสุดท้ายของใครสักคนนึงที่สิ้นชื่อ มันจะไปอยู่ถึงวันนั้นแหละ ในแง่ชีวิตเรานะ มนุษย์ทั่วไป แต่ว่าถ้าเกิดในแง่การทำงานเนี่ยก็คือเราอะสำเร็จมาหลายอย่างแล้ว จนเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรแล้วแหละ ไม่รู้ว่าเป็นข้อเสียมั้ยนะ ผมรู้สึกว่าตัวเขากับผมเนี่ย ที่ทำเรื่องนี้ จุดยืนเดียวกัน เราอะด้วยความพออยู่นานใช่ปะ แล้วเราเล็ก แล้วบ้านเล็กกว่าเราจะหาเงินมาทำอะไรได้ผมใช้เวลา แล้วผมว่าอุตสาหกรรมบ้านเราทำซีรีส์มา ต่อให้สมมุติว่าลงทุน 10 มันไม่มีทางได้กลับมาเต็มจำนวนจากการฉาย มันจะมาจากการทำงานเองเพื่อเอามาเติม ซึ่งถ้าผมวิเคราะห์นะ ผมรู้สึกว่ามันคนละส่วน ซึ่งเราจุดประสงค์เดียวกัน คือเราอยากขอบคุณ ที่ต่อให้เราอยู่นานแล้วเราไม่มีผลงานหล่อเลี้ยงได้ทุกปี หรือทุกไตรมาส ทุกอะไรอย่างงั้นน่ะ เราขอบคุณเขาจริงๆ แล้วตอนเนี้ยแฟนๆ แฮปปี้ไปกับโปรดักส์ที่เราทำแล้ว แต่ถ้าเกิดให้ผมวิเคราะห์ตามนักลงทุนน่ะ ผมรู้สึกว่าพักหลังๆ แล้วอะ กับตัวเราเองก็ไม่ได้คุ้มค่านะ ถ้าเกิดเป็นนักลงทุนนะ ไม่ได้คุ้มค่าที่จะได้อะไรกลับมาแล้ว ซึ่งก็จะได้เห็นตลอดว่าเราทั้งคู่มีส่วนร่วมในการเข้าไปสร้าง ซึ่งมันก็จริงๆ เพราะว่าเราจำเป็นต้องช่วยกันหาก้อนเงินมาทำ product 1 ชิ้น ถามว่าจะมีผลงานร่วมกันต่อในอนาคตไหม ก็ต้องดูโอกาสครับ แต่ถามว่าจาก 2 เรื่องที่ผ่านมา ส่วนตัวผมรู้สึกว่าไหวไหม ผมว่าก็ดูจะไม่ค่อยไหวแล้วนะ เพราะมันก็เข้าเนื้อ คือผมอะอีกนิสัยนึงผมเป็นนักลงทุนนึกออกมั้ย คือไม่ต้องเอาอะไรเลย เอา s&p ที่คุยกัน 2 เรื่องที่ผ่านมาคนละ 10 แล้วนะพี่ นข: เงินลงทุนหรือเข้าเนื้อ หยิ่น: เงินลงทุนที่เข้าเนื้อมันไปอยู่ในโปรดักส์ชิ้นนั้น พี่วอร์อยู่ในแจ็คโจ๊ก 5 ผมอยู่ในแจ็คโจ๊ก 5 ผมอยู่ในสารวัตรเธียร์ 5 พี่วอร์อยู่ 5 รวม 2 เรื่อง 10 แล้วระยะเวลา 3 ปี เอา S&P ผมได้ตังค์ 3 ล้านนะ ผมเป็น 13 ล้านนะ ณ วันนี้เนี่ย 2 เรื่องนั้นน่ะ 0 บาทนะ เราทั้งคู่ 10 เนี่ยหายไปเพื่อเป็นการ Thank you แฟนๆ ที่ยังตามกันนะ มันเท่านี้เอง แล้วที่แบบว่าเปิดกล้องเรื่องใหม่ได้เลย ได้อะไร คือเราเสกไม่ได้ เราไม่ใช่เดอะซิมนึกออกปะ นข: หยิ่นพูดว่าสิ่งที่เราทำ ซีรีส์เราไม่ได้ทำเพื่อให้เราดัง แต่ทำเพื่อขอบคุณแฟนๆ ที่รู้สึกว่าเขาอยากเห็นเรา หยิ่น: คือมันกลายเป็นว่าเป้าหมายเราอะเล็ก เป้าหมายสำหรับหยิ่นวอร์ สำหรับนักแสดง แต่ว่าโอเค เรามีทีม เรามีทีมเบื้องหลัง เรามีผู้จัดการ เรามีนักธุรกิจข้างหลัง ผมไม่รู้เขาผิดหวังไหม ตามที่มา ไม่เป็นไร แล้วเขาก็ค่อยดูว่าเขาจะไปยังไงต่อ แต่สำหรับเราเป้าเล็กแล้วเราสำเร็จแล้ว ผมพูดอย่างงี้ดีกว่า #JackandJoker #ที่รักสารวัตรเธียร์ #หยิ่นวอร์ #yinyin_anw #warwanarat
222
298
3,801
NeewNang ♥️ 🅨🅦 =ΨΘΓ®️ retweeted
หยิ่น–วอร์ พาแฟนคลับกรี๊ดสนั่น! ฝ่าความหลอนบ้านผีสิง THE GHOST HALLOWEEN #3 ทั้งหลอน ทั้งฟิน ใกล้ชิดแบบใจสั่น YINWAR AT THE MALL HALLOWEEN #TheMallBangkapiXYinWar #หยิ่นวอร์ #yinyin_anw #warwanarat #TheMallHalloween2026 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชวนขวัญผวากับ “THE GHOST HALLOWEEN #3” รวม 4 บ้านผีสิงธีมยานพาหนะ ได้แก่ ไฟลท์มรณะ, อเวจีทัวร์, ชานชาลาปิดตาย และเรือผี พร้อมโซนนิทรรศการ “ธี่หยด สมิงเขาขวาง” ขณะที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค เปิดโรงงานตุ๊กตาผีสิง “THE MALL LIFESTORE HAUNTED DOLL FACTORY” จัดเต็มประสบการณ์หลอนสมจริง เริ่มต้นความสะพรึงพร้อมเติมความฟินให้แฟนด้อมกับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “อังคาร–พุธ สุดหลอน” ในงาน “THE GHOST HALLOWEEN #3” ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยมี หยิ่น อานันท์ และวอร์ วนรัตน์ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์บ้านผีสิงกับแฟนคลับอย่างใกล้ชิด สร้างโมเมนต์สุดพิเศษที่ทั้งหลอน ทั้งลุ้น และทั้งฟิน เรียกเสียงกรี๊ดและรอยยิ้มจากแฟน ๆ ตลอดกิจกรรม ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้! เตรียมฟินกันต่อกับกิจกรรมสุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้ใกล้ชิดศิลปินคนโปรดในบ้านผีสิง กับ แจม รชตะ (พุธที่ 28 ตุลาคม), อัพ ภูมิพัฒน์ (อังคารที่ 3 พฤศจิกายน) และแม้ก กรธัสส์ และณฐ ณฐสิชณ์ (พุธที่ 4 พฤศจิกายน) ขณะที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ที่ M GRAND HALL ชั้น G ยังจัดงาน “THE MALL LIFESTORE HAUNTED DOLL FACTORY” ชวนสายฮอร์เรอร์ก้าวเข้าสู่โรงงานตุ๊กตาร้างสุดลึกลับ ที่เนรมิตโดย “พันธุ์ทาง” ทีมอาร์ตไดเรกชันเบื้องหลังภาพยนตร์และซีรีส์สยองขวัญชื่อดัง พร้อมพาความหลอนเข้าประชิดตัวผ่านประสบการณ์สมจริงทุกมิติ ทั้งภาพ เสียง กลิ่น และสัมผัส โดยภายในงานยังมอบสิทธิพิเศษมากมายสำหรับสมาชิก M CARD, สมาชิกไทยประกันชีวิต PRIVILEGE และลูกค้าไทยน้ำทิพย์ อีกด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มความหลอนกับนิทรรศการของอาถรรพ์จากนักสะสมชื่อดัง “คุณต๊ะ ของอาถรรพ์” ที่จะมาร่วมถ่ายถอดเรื่องราวอาถรรพ์หุ่นกระบอก "พี่ม่านแก้ว" ในวันที่ 31 ต.ค. 69 เวลา 17.00 น. ร่วมท้าพิสูจน์ความหลอนที่ “THE GHOST HALLOWEEN #3” ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ที่ MCC HALL ชั้น3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และ “THE MALL LIFESTORE HAUNTED DOLL FACTORY” ตั้งแต่วันนี้ – 1 พฤศจิกายน 2569 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค
505
456
4,144