Pinned Tweet
INTERVIEW: "ผมกลัวมาก..." เซอร์ อเล็กซ์ ย้อนนาทีคืนถิ่นหลังผ่าตัด พร้อมเปิดชนวนขายนักเตะ
บทสัมภาษณ์สุดพิเศษของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือระดับตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรายการ BBC Breakfast ไม่เพียงแต่เป็นการย้อนมองความยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ยังเป็นการเปิดเผยความจริงอันอ่อนไหวที่สุดในชีวิต ทั้งวินาทีเฉียดตายจากภาวะเลือดออกในสมอง การต่อสู้เพื่อดึงเสียงพูดกลับคืนมา รวมถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งใหญ่ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่เคยถูกแฟนบอลต่อต้านอย่างหนัก
🔥 Key Points (สรุปประเด็นสำคัญ)
📌 นาทีเฉียดตายและความกลัว: เซอร์ อเล็กซ์ ยอมรับว่ารู้สึกกลัวและประหม่ามากในวันที่กลับสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นครั้งแรกหลังการผ่าตัดสมองด่วนเมื่อปี 2018 ก่อนจะได้รับการยืนปรบมือเกียรติยศ จากแฟนบอลทั้งสนาม
📌 การต่อสู้กับภาวะสูญเสียเสียง: เขาเคยพูดไม่ได้หลังการผ่าตัด และต้องฟื้นฟูด้วยการทำกายภาพบำบัดผ่านการฝึกเขียนชื่อสัตว์และแม่น้ำจนเสียงกลับคืนมา
📌 จุดเปลี่ยนชีวิตที่เกือบไปแคนาดา: ในวัย 21 ปี เขาเคยถอดใจจนเกือบเลิกเล่นฟุตบอลเพื่อย้ายไปแคนาดา แต่โอกาสกะทันหันในนัดที่คว้าแฮตทริกใส่เรนเจอร์ส ได้พลิกเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
📌 เบื้องหลังการปล่อย 'พอล อินซ์': เผยเหตุผลที่ยอมขัดใจแฟนบอลขายกองกลางตัวเก่งให้อินเตอร์ มิลาน เพราะรู้สึกว่านักเตะเริ่มหลงตัวเอง และต้องการเปิดพื้นที่ให้ พอล สโคลส์ ก้าวขึ้นมา
📌 ความเชื่อมั่นในดาวรุ่ง Class of '92: การหักล้างคำวิจารณ์ด้วยการดันเด็กอย่าง เบ็คแฮม, สโคลส์, เนวิลล์ และกิ๊กส์ ขึ้นมาพาทีมคว้าดับเบิลแชมป์
📌 หนังสือเล่มใหม่ 'Games of My Life': การรวบรวม 21 แมตช์สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเขา ตั้งแต่แชมป์ฟุตบอลนักเรียนตอนอายุ 13 ปี จนถึงนัดอำลาสนามในปี 2013
📝 บทสัมภาษณ์
📌 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันพูดถึงภาวะเลือดออกในสมอง และเกมที่เปลี่ยนชีวิตของเขา
"ผมกลัวมากครับ" เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดุดัน ร้อนแรง และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลกล่าว
อดีตบรมกุนซือระดับตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังย้อนนึกถึงวันที่เขากลับมายังสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นครั้งแรก หลังจากเผชิญกับภาวะเลือดออกในสมองเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018
สี่เดือนหลังการผ่าตัดด่วน เฟอร์กูสัน ผู้โด่งดังจากตำนาน "ไดร์เป่าผม" (การตวาดด่านักเตะ) ในยุคที่ยูไนเต็ดครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลอังกฤษ ได้กลับมาชมสโมสรสุดรักลงสนามพบกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ในศึกพรีเมียร์ลีก
ชายผู้เคยทำความฝันของแฟนบอลยูไนเต็ดทั่วโลกให้เป็นจริงมานับไม่ถ้วน ในวันนั้นกลับไม่แน่ใจเลยว่าจะได้รับการต้อนรับแบบไหนจากแฟนบอล
"ผมอยากจะบอกว่าผมรู้สึกผ่อนคลายนะ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย" เฟอร์กูสันเปิดใจกับรายการ BBC Breakfast
แต่เขา ไม่จำเป็นต้องกังวลเลยสักนิด
เฟอร์กูสันและแคธี ภรรยาของเขา ได้รับการยืนปรบมือเกียรติยศจากทุกคนในสนามตอนที่พวกเขาเดินเข้าประจำที่นั่งบนอัฒจันทร์ผู้บริหารก่อนเริ่มเกม
"ภรรยาผมอยู่ข้างๆ เธอเกือบจะร้องไห้ พอเรานั่งลง เธอก็บอกว่า 'มันยอดเยี่ยมมากเลย' "
ในตอนที่เกิดภาวะเลือดออกในสมองขณะวัย 76 ปี เฟอร์กูสันได้รีไทร์จากการคุมทีมมาแล้ว 5 ปี หลังจากพายูไนเต็ดคว้าแชมป์มาได้ถึง 38 รายการ ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ดำรงตำแหน่ง
ปัจจุบันในวัยที่กำลังจะครบ 85 ปีในอีกสามเดือน เขาบอกว่า
"ผมรู้สึกค่อนข้างดีเลยครับ แม้จะมีเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ตามวัยบ้าง"
อดีตกุนซือชาวสก็อตกำลังจะเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ชื่อ 'Games of My Life' ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ 21 แมตช์สำคัญที่ชี้ชะตาชีวิตทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม พร้อมเผยการเดินทางตั้งแต่ชีวิตชนชั้นแรงงานในกลาสโกว์ สู่การครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลอังกฤษและยุโรปในฐานะนายใหญ่แห่งถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด
เฟอร์กูสันรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่เขายังสามารถพูดถึงเกมต่างๆ ที่ช่วยหล่อหลอมตัวเขาขึ้นมาได้
"ผมเคยสูญเสียเสียงไป ผมพูดไม่ได้เลย"เขาย้อนเล่าถึงช่วงเวลาไม่กี่วันหลังการผ่าตัดสมอง
"นั่นเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวมากครับ"
"ผมจำได้ว่าพวกหลานๆ มาเยี่ยม แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดไม่ได้แล้ว"
"จากนั้นเขาก็พา นักบำบัด เข้ามา เธอเริ่มทำสิ่งต่างๆ เช่น ขอให้ผมเขียนชื่อนก ชื่อสัตว์ ชื่อแม่น้ำ"
"และวิธีนั้นเองที่ทำให้เสียงของผมกลับคืนมา"
📌 ผมเกือบจะทิ้งฟุตบอลเพื่อย้ายไปแคนาดา
เฟอร์กูสันคว้าแชมป์มาแล้วทุกรายการในช่วงที่คุมยูไนเต็ดระหว่างปี 1986 ถึง 2013 รวมถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 13 สมัย
เขาเปลี่ยนสโมสรให้กลายเป็นเครื่องจักรแห่งชัยชนะ โดยมีประวัติศาสตร์และประเพณีอันยิ่งใหญ่ของยูไนเต็ดไหลเวียนอยู่ในสายเลือด
นอกเหนือจากการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2 สมัย เฟอร์กูสันยังพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 5 สมัย, ลีกคัพ 4 สมัย รวมถึงถ้วยสโมสรโลก (Club World Cup), ยูโรเปียน ซูเปอร์คัพ, ยูโรเปียน คัพ วินเนอร์ส คัพ และอินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ เข้าสู่ตู้โชว์สโมสร
ในหนังสือเล่มนี้ เฟอร์กูสันได้เลือกแมตช์ที่โดดเด่นที่สุดในอาชีพของเขา ตั้งแต่การคว้าแชมป์ฟุตบอลบอลถ้วยครั้งแรกสมัยเล่นให้โรงเรียนโกแวน ไฮสคูล ในกลาสโกว์เมื่อปี 1955 ขณะอายุ 13 ปี ไปจนถึงวันที่เขาวางมือจากการเป็นผู้จัดการทีมในปี 2013
"นั่นคือจุดเริ่มต้นของผมครับ"
เขากล่าวพร้อมชูเหรียญรางวัลที่ได้รับจากการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเมื่อ 71 ปีที่แล้ว
"ผมเคยเล่นให้ทีมรวมนักเรียนกลาสโกว์, ทีมรวมนักเรียนสก็อตแลนด์ และทีมเยาวชนสก็อตแลนด์ จุดเริ่มต้นอาชีพของผมอยู่ที่นั่น และผมมองย้อนกลับไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง"
เฟอร์กูสันอธิบายว่าการเติบโตในย่านโกแวนคือ "สิ่งที่หล่อหลอมตัวผม" เขาบอกว่าเขาได้รับความมั่นใจจากอลิซาเบธ ผู้เป็นแม่ และได้ความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จมาจากอเล็กซานเดอร์ ผู้เป็นพ่อ ซึ่งทำงานในอู่ต่อเรือโกแวนริมแม่น้ำไคลด์
"พ่อภูมิใจในตัวผมและน้องชายมากครับ" เฟอร์กูสันกล่าว
"พ่อเป็นคนที่เจ้าระเบียบและเข้มงวดมาก เพราะเวลาที่ผมยิงแฮตทริกหรือทำประตูได้ แม่จะบอกว่า 'เก่งมากลูก' แต่พ่อจะคอยติเพื่อก่อและอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ไม่ว่าผมจะยิงได้กี่ประตูก็ตาม"
หลังจากเปิดตัวในฐานะกองหน้าวัย 16 ปีให้กับควีนส์พาร์ค เฟอร์กูสันก็ย้ายไปเซนต์ จอห์นสโตน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องพบกับความอึดอัดจนเกือบจะละทิ้งฟุตบอลเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แคนาดา
"ผมไม่ได้สนุกกับมันเลย ผมไม่ได้เล่นในทีมชุดใหญ่ ต้องเล่นในทีมสำรองตลอด"
"ผมกรอกเอกสารครบหมดแล้ว และโทรหาป้าที่แคนาดา เพราะสมัยนั้นคุณต้องมีสปอนเซอร์รับรอง โดยที่ผมไม่ได้บอกพ่อกับแม่เลย"
ทว่าในวันถัดมา ทีมเซนต์ จอห์นสโตน ที่กำลังระส่ำระสายเพราะไข้หวัดเล่นงานนักเตะในทีม ได้เดินทางไปเยือนไอบร็อกซ์เพื่อลงแข่งกับเรนเจอร์ส เฟอร์กูสันในวัย 21 ปีถูกดันขึ้นมาเป็น 11 ตัวจริง และเขาก็ทำแฮตทริกได้สำเร็จ
ฟอร์มการเล่นที่เปลี่ยนชีวิตในปี 1963 นั้น ได้ชุบชีวิตอาชีพนักเตะของเขา และส่งให้เขาเดินบนเส้นทางสู่การเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล
"ผมอยากจะบอกสิ่งนี้กับคนรุ่นใหม่ อย่าปล่อยให้โอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตหลุดมือไป และต้องมองมันให้ออกเมื่อโอกาสนั้นมาถึง"
📌 อย่าขายอินซ์ให้อินเตอร์ ไม่งั้นคุณจะเสียใจ
บนโต๊ะมีสิ่งของหลายชิ้นจากอาชีพของเขา รวมถึงหมวกทีมชาติสก็อตแลนด์ที่เขาเพิ่งได้รับมอบอย่างเป็นทางการในปี 2021 ซึ่งเป็นเวลาถึง 54 ปี หลังจากที่เขาลงเล่นให้ประเทศบ้านเกิด
เฟอร์กูสันได้รับหมวกใบนี้ที่สนามแฮมป์เดน พาร์ค ในคืนที่ สก็อตต์ แมคโทมิเนย์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักเตะยูไนเต็ด ทำประตูชัยสุดดราม่าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาทีมชนะอิสราเอล 3-2 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก
"ผมจำได้ว่าเซ็นสัญญาแมคโทมิเนย์เข้ามาตอนเขาอายุแค่ 7 ขวบ" เฟอร์กูสันกล่าว
นอกจากนี้บนโต๊ะยังมีจดหมายฉบับเก่าๆ ที่ส่งถึงเฟอร์กูสันจากแฟนบอลยูไนเต็ดที่ไม่พอใจ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าเขากำลังจะขาย พอล อินซ์ กองกลางของทีมให้กับอินเตอร์ มิลาน ในช่วงฤดูร้อนปี 1995
ฉบับหนึ่งเขียนว่า: 'อย่าขายอินซีย์ให้อินเตอร์ ไม่งั้นคุณจะเสียใจ'
ส่วนอีกฉบับเขียนว่า: 'แฟนบอลเรดเดวิลส์ทุกคนรู้สึกขยะแขยงในตัวคุณ'
"พอลเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมมากครับ ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนั้นเลย"
"เขามีความสามารถที่ทึ่งมาก แต่ผมแค่มีความรู้สึกว่าในตอนนั้นเขาเริ่มจะหลงตัวเองไปหน่อย"
"แล้วเขาก็ได้รับข้อเสนอนี้จากอินเตอร์ มิลาน ผมพยายามชั่งน้ำหนักระหว่างสองทางเลือก ผมมองไปที่ พอล สโคลส์ แล้วพูดกับตัวเองว่า 'เราควรทำดีไหมนะ?' "
"ข้อเสนอของมิลานขยับจาก 7 ล้านปอนด์ เป็น 7.5 ล้านปอนด์ ผมเลยพูดว่า 'ตกลง ขายเลย'"
"นั่นคือหน้าที่ของคุณในฐานะผู้จัดการทีม คุณต้องทำการตัดสินใจที่ยากลำบาก และบางการตัดสินใจก็ไม่ได้ถูกใจทุกคน"
นอกจากนี้ยังมีสมุดบันทึกบนโต๊ะ พร้อมรายการคำศัพท์ที่เฟอร์กูสันเคยจดไว้ตอนใช้พูดปลุกใจนักเตะ
ชื่อของ เบอร์นาร์ด "มอนตี" มอนต์โกเมอรี นายพลในสงครามโลกครั้งที่สองผู้ชิงไหวชิงพริบเอาชนะคู่ปรับสำคัญ และอดีตนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ ต่างอยู่ในรายการนั้น รวมไปถึงชื่อของ อินซ์ ด้วยเช่นกัน
"ผมไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อนเลย ผมหนีเขาไม่พ้นจริงๆ" เฟอร์กูสันหัวเราะ เขาเคยเรียกอินซ์ว่าพวก "Big-time Charlie" (พวกขี้อวด/หลงตัวเอง)
"ผมเสียใจที่พูดแบบนั้นออกไป มันเป็นข้อผิดพลาดครับ" เฟอร์กูสันเคยกล่าวไว้ในภายหลัง
ปัจจุบันทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว
"เขาเป็นเพื่อนที่ดีของผมครับ"
"เขาเคยมาเล่นสนุกเกอร์กับผม และเขาก็เพิ่งส่งข้อความหาผมเมื่อไม่นานมานี้เอง"
📌 เบ็คแฮมคิดว่าผมพยายามจะกำจัดเขาออกไป
"คุณไม่มีทางคว้าแชมป์อะไรได้หรอกด้วยพวกเด็กๆ" อลัน ฮันเซน อดีตกองหลังลิเวอร์พูลและทีมชาติสก็อตแลนด์ เคยกล่าวไว้หลังจากทีมยูไนเต็ดชุดดาวรุ่งพ่ายแพ้ต่อแอสตัน วิลลา 3-1 ในเดือนสิงหาคม ปี 1995
ในฤดูร้อนปีนั้น อินซ์ ในวัย 27 ปี และ มาร์ก ฮิวจ์ส กองหน้าวัย 31 ปี ถูกปล่อยตัวออกจากทีมไปอยู่กับ อินเตอร์ และ เชลซี ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ไรอัน กิ๊กส์ (21 ปี), แกรี เนวิลล์ (20 ปี), พอล สโคลส์ (20 ปี) และ เดวิด เบ็คแฮม (20 ปี) ก็เริ่มสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
เมื่อถึงช่วงท้ายฤดูกาล ทีมของเฟอร์กูสันก็สามารถคว้า ดับเบิลแชมป์ ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ
"เราทำงานกันหนักมากในการดึงดาวรุ่งเข้ามาสู่สโมสรอีกครั้ง และกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็ได้กลายมาเป็นจิตวิญญาณของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เฟอร์กูสันกล่าว
"พวกเขาเข้ามาเติมเต็มบางอย่าง นอกเหนือจากความสามารถอันยอดเยี่ยมที่พวกเขามีแล้ว พวกเขายังมีความปรารถนาอันแรงกล้า ผมเคยส่งเบ็คแฮมไปให้เพรสตันยืมตัว [ในเดือนมีนาคม 1995] แล้วเขาก็คิดว่าผมพยายามจะกำจัดเขาออกไป ซึ่งมันไม่จริงเลย"
"เดวิดเป็นคนสุดท้ายที่พัฒนาขึ้นมาจริงๆ เพราะเรื่องรูปร่าง ถึงแม้นึกภาพออกว่าเขาจะโตขึ้นจนสูงถึง 6 ฟุต แต่ตอนเป็นเด็กเขาทั้งตัวเล็กและผอมแห้ง"
เฟอร์กูสันเคยกลัวไหมว่าการโยนนักเตะดาวรุ่งลงสู่สนามในสถานการณ์ที่ยากลำบากอาจส่งผลส่งผลเสียสะท้อนกลับมา?
"ผมทำแบบเดียวกันนี้เป๊ะๆ ตอนที่ผมคุมทีมเซนต์ เมียร์เรน และอเบอร์ดีน" เขากล่าว
"ผมมีความเชื่อมั่นในตัวคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าคุณมอบโอกาสให้พวกเขา จะมีสองสิ่งเกิดขึ้น พวกเขานึกจะเป็นดาวดังระดับโลกขึ้นมาจริงๆ และพวกเขาสามารถจงรักภักดีต่อคุณในฐานะผู้จัดการทีม"
Credit: @BBCSport , @BBCBreakfast
#THE90Plus #MUFC
เชียร์แมนยูฯ และชอบเฟอร์กี้ไทม์ (คือเวลาบอลตามอยู่แล้วท้ายๆเกมหรือช่วงทดเวลาบาดเจ็บแล้วยิงแซงชนะ)
ประกอบกับจะสื่อว่า เรื่องเกมฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องในสนามแค่ 90 นาที ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายทั้งในและนอกสนาม เลยเป็น THE 90+ | More Than Just A Game
พอดูไปดูมามันยาวไป เลยใช้แค่ THE 90+ ครับ
REPORT: ยอมหักไม่ยอมงอ! 'เจเจ กาเบรียล' วอล์กเอาต์หนีผี โผล่ซ้อมสเปน 'ชุดขาว' จ่อรวบเข้าก๊วน
"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด แสดงความมั่นใจว่าจะเป็นฝ่ายชนะในการแย่งตัว เจเจ กาเบรียล (JJ Gabriel) กองหน้าดาวรุ่งวัย 16 ปี ของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้บาร์เซโลนาและปารีส แซงต์-แชร์กแมง จะให้ความสนใจอยู่เช่นกัน
แม้มีชื่อลงทะเบียนกับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เจ้าตัวหันหลังให้ทีมตั้งแต่ ก.ย. ไปแยกซ้อมคนเดียวที่สเปนเพื่อรอลงทีมชุดใหญ่
เดิมที เจเจ ถูกวางตัวให้ลงทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ในศึกคาราบาว คัพ กับไบรท์ตัน สุดท้ายแล้วเจ้าตัวเลือกปฏิเสธโอกาสและขอมองหาต้นสังกัดใหม่
การถือ EU Passport ทำให้ย้ายไปต่างแดนง่ายขึ้น แถมแมนฯ ยูฯ จะได้ค่าชดเชยน้อยลงหากย้ายออกนอกอังกฤษ การันตีฝีเท้าด้วยรางวัลยอดเยี่ยม Premier League U-18 (ตอนอายุ 14) และแฮตทริกเปิดตัว Uefa Youth League จนถูกยกเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุด
ไมเคิล คาร์ริค ย้ำว่า "เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้มากๆ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมและสโมสร คือการดูแลสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ และประคบประหงมดาวรุ่งไม่ให้ถูกสื่อรบกวนเร็วเกินไป"
🔴 มุมมอง THE 90+
ต้องยอมรับว่า เจเจ กาเบรียล คือเพชรเม็ดงามประดับอคาเดมีของแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง แต่การเลือกที่จะงอแงเดินออกจากทีมตั้งแต่อายุเท่านี้ ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก
ฝั่งสตาฟฟ์และทีมงานสโมสรน่าจะประเมินดีแล้วว่า แม้ฝีเท้าและพรสวรรค์ของเด็กคนนี้จะโดดเด่นเกินรุ่น แต่ด้านสภาพร่างกายอาจจะยังไม่พร้อมปะทะในฟุตบอลระดับอาชีพขนาดนั้น จึงยังไม่รีบส่งลงสนาม แต่หากตัวนักเตะและครอบครัวร่วมกันกดดันสโมสรในลักษณะแบบนี้ การเลือกแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ
Credit: @sistoney67
#THE90Plus #MUFC
แก้ไขสถานการณ์ได้ดีครับ นึกถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารมามาก่อนเลย นั่งการบินไทยแล้วอุ่นใจครับ
มาแล้วนะ💜
#การบินไทย ชี้แจงเที่ยวบิน TG663 เส้นทางเซี่ยงไฮ้ - กรุงเทพ ที่วกกลับไปลงที่เซี่ยงไฮ้ วันนี้ ว่า
- เที่ยวบินนี้ (TG663) ออกเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ เวลา 08.08 น. ใช้เครื่องบิน B787-9 ทะเบียน HS-TWA
- นักบินเจอรอยร้าวบริเวณกระจกหน้าห้องนักบินด้านซ้าย จึงตัดสินใจนำอากาศยานกลับไปลงจอด ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ตามขั้นตอนด้านความปลอดภัย (อันนี้ทำถูกแล้ว)
- การบินไทยได้จัดเตรียมที่พักสำหรับผู้โดยสารและ ลูกเรือที่ได้รับผลกระทบ และประสานสายการบินพันธมิตรในการโอนย้ายผู้โดยสาร
- ปรับเปลี่ยนแบบเครื่องสำหรับเที่ยวบิน TG662 และ TG663 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 เป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการโอนย้ายผู้โดยสารและ อำนวยความสะดวกในการเดินทาง
สำหรับใครที่อยู่ในเที่ยวบินนี้ หากไม่ได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับเที่ยวบินที่ยกเลิก แจ้งมาได้เลยครับ ผมจะกระจายให้
แล้วก็คิดว่า พรุ่งนี้ การบินไทย จะส่ง B777-300ER ไปเซี่ยงไฮ้ครับ เพราะนี่เป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในฝูงบินตอนนี้ แม้ในตารางจะยังขึ้น A350-900/ B787-9 ก็ตาม (แต่ 2 เครื่องนี้ก็ใหญ่พอนะ ได้อยู่ครับ) 💜
THE 90+ retweeted
หลังจบเกมที่ แมนยูไนเต็ด พลิกนรกกลับมาชนะโรม่า 3–2 ค็อบบี้ เมนู มิดฟิลด์ตัวเก่งที่โชว์ฟอร์มคุมแดนกลางได้เนียนกริ๊บโดยเฉพาะในครึ่งหลัง ได้รับของขวัญสุดเซอร์ไพรส์จาก คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ตำนานดาวเตะ UCL ซึ่งฝากทีมงานถ่ายทอดสดของ Amazon Prime มามอบเสื้อ เอซี มิลาน ของเจ้าตัวมาให้กับดาวรุ่งปีศาจแดง
Mainoo received a surprise gift from UCL legend Clarence Seedorf. The iconic midfielder had the Amazon Prime broadcast crew deliver his own AC Milan shirt to the Red Devils youngster.
ย้อนไปเมื่อเดือนที่แล้ว เซดอร์ฟ เพิ่งบุกไปที่ศูนย์ฝึกแคร์ริงตันเพื่อสัมภาษณ์ เมนู เป็นกรณีพิเศษ หลังจากแฟนบอลมักจะเปรียบเทียบสไตล์การเล่นของทั้งสองคนมาตลอด จนเมนูได้รับฉายาว่า ‘เซดอร์ฟแห่งสต็อคพอร์ต’
“คนเอาเราไปเปรียบเทียบกันเยอะไปหน่อย ตอนผมเป็นดาวรุ่งผมก็ไม่ชอบหรอกเวลาโดนเอาไปเทียบกับใคร ผมเชื่อว่าทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง และคุณเองก็เป็นนักเตะที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”
“แต่ผมมองว่าคุณมีทัศนคติคล้ายกับผมตอนหนุ่ม ๆ ทั้งเซนส์การอ่านเกม และความนิ่งเกินวัย นี่แหละคือทีเด็ด เพราะเวลาที่ทีมเจอสถานการณ์กดดัน เพื่อนร่วมทีมสามารถพึ่งพาคุณได้”
#MUTD #MUFC #แมนยู #ปีศาจแดง
INTERVIEW: เคลียร์ใจกันแล้ว? บรูโนจวกสื่อกุข่าวเท็จเกาเหลา "คาร์ริค" ยันโดนดร็อปสำรองเพราะฟอร์มตกเอง
หลังเกมปลดล็อกพาทีมชนะ โรมา 3-2 บรูโน เฟอร์นันเดส ออกมาสยบข่าวลือความขัดแย้งกับ ไมเคิล คาร์ริค เป็นครั้งแรก พร้อมเคลียร์ชัดทุกประเด็นดราม่าในห้องแต่งตัว โดยให้สัมภาษณ์กับ Prime Video Sport UK
"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และมีการคาดเดามากมายในสื่อ"
"มีข่าวเท็จมากมายเกี่ยวกับหลายเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับผู้จัดการทีม บอกว่าเราเปิดอกเคลียร์ใจกันแล้ว แต่หลังจากนั้นผู้จัดการทีมก็ตัดสินใจดรอบผมเป็นตัวสำรองเพราะผมทำผลงานได้ไม่ดี ซึ่งนั่นก็ยุติธรรมดี"
"ทุกคนคิดว่านั่นเป็นการลงโทษสำหรับคำพูดที่ผมพูดไป และถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง มันก็ถูกต้องแล้ว ผู้จัดการทีมคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ แต่มันไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อมั่นที่ผมมีต่อผู้จัดการทีม ทีมงานสตาฟฟ์ และนักเตะทุกคนในสโมสรแห่งนี้ และมันไม่ได้เปลี่ยนเป้าหมายของผมในการคว้าชัยชนะในทุกแมตช์ที่อยู่ตรงหน้า"
เมื่อถูกถามว่าผลการแข่งขันนี้จะช่วย "เซฟเก้าอี้" ของผู้จัดการทีมหรือไม่ เฟอร์นันเดสตอบชัดเจนว่า:
"เราไม่จำเป็นต้องเซฟเก้าอี้ของใครทั้งนั้น สโมสรต้องการชัยชนะนัดนี้ นักเตะทุกคนก็ต้องการชัยชนะนัดนี้ พวกเราทำงานหนักกันมากเพื่อที่จะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกันทั้งหมด"
Credit: @primevideosport
#THE90Plus #MUFC
ชอบการดีใจที่ให้แฟนบอลมีส่วนร่วมด้วยแบบนี้จริงๆ ขอให้ได้ทำบ่อยๆนะครับ คุนญ่า ไม่ขอเยอะ ฤดูกาลนี้ขอท่าดีใจแบบนี้ซัก 50 ครั้งก็พอ 55 #MUFC
INTERVIEW: "ผมเล่นให้สโมสรนี้เพื่อสิ่งนี้!" คุนญ่า ลั่นหลังกด 2 ประตูพาผีพลิกนรก ซูฮกเจ้าหนู 'เชย์ เลซีย์' อนาคตไกล
หลังเสียงนกเลื่อนหมดเวลาในเกมเปิดบ้านพลิกนรกแซงเอาชนะ โรมา 3-2 มาเทอุส คุนญ่า ฮีโร่ผู้เหมาคนเดียวสองประตูในค่ำคืนนี้ ได้เปิดใจถึงความรู้สึกหลังจบเกมผ่านทาง MUTV และ CBS Sports Golazo
📌 ความรู้สึกหลังพา "ปีศาจแดง" พลิกเกมกลับมาชนะ
"ผมเล่นให้สโมสรนี้ก็เพื่อช่วงเวลาแบบนี้แหละครับ เพื่อที่จะได้เห็นแฟนบอลเต็มไปด้วยพลังงานแบบนี้"
"แน่นอนว่าที่ผ่านมาเราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมา แต่แฟนบอลก็ยังคงเคียงข้างสนับสนุนเราเสมอ"
"ผมรู้สึกตื้นตันและใส่เต็มอารมณ์กับเกมนี้มาก ผมพยายามช่วยกระตุ้นแฟนๆ ให้สู้ไปกับพวกเรา แน่นอนว่าพวกเขาต้องการเห็นการตอบสนองจากพวกเราในสนาม และผมคิดว่าวันนี้เราได้มอบสิ่งนั้นให้พวกเขาแล้ว ผมมีความสุขมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตรงนี้"
"ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สุดยอดที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้เมื่อสวมเสื้อตัวนี้ การได้ทำตามฝันและเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกเกมกลับมาชนะแบบนี้มันบ้ามากๆ มันเหมือนความฝันเลยครับ"
"แต่แน่นอนว่า... คุณคงไม่ได้ฝันถึงเรื่องใบแดงหรอกนะ! แต่สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องนั้นเยอะ ทั้งบรรยากาศในสนาม ทั้งความสุข มันคือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกสำหรับพวกเราครับ"
📌 เบื้องหลังท่าดีใจสะใจสุดเหวี่ยงหลังซัดประตูชัย
"ผมคิดว่านี่มันโคตรจะบราซิลเลย คุณเข้าใจไหม? เอาจริงๆ นะ ผมฝันอยากจะมีท่าดีใจแบบนี้มาโดยตลอดเลยครับ"
"ตอนที่ผมมองไปที่แฟนบอล มันเกือบจะทรงไม่ค่อยดีนิดหน่อย เพราะตรงนั้นมันเป็นฝั่งของแฟนบอลโรมา! แล้วตอนนั้นผมก็งงๆ ว่า สรุปนี่มันแฟนบอลโรมาหรือแฟนบอลพวกเรากันแน่!"
"ผมเลยรู้สึกว่าถ้าตรูกระโดดเข้าไปตรงนั้น โอ้มัยกอด... งานเข้าแน่ๆ! แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ผมมีความสุขมากเพราะสุดท้ายพวกเขาก็ร่วมดีใจไปกับผม และมันเป็นช่วงเวลาที่งดงามมากๆ ครับ"
📌 พูดถึงเด็กปั้นอะคาเดมี่ 'เชย์ เลซีย์' ผู้ทำแอสซิสต์แรกใน UCL
"เชย์ยังเป็นเด็กหนุ่มที่ก้าวขึ้นมาจากอะคาเดมี่ และพวกเราทุกคนต่างก็เห็นก้าวสำคัญที่พัฒนาขึ้นมาโดยตลอด"
"ผมรู้สึกว่าแฟนบอลเปรียบเสมือนครอบครัวของเขา พวกเขาเฝ้าติดตามดูเขามาตั้งแต่จุดเริ่มต้น พวกเราทุกคนอยากช่วยเขา และช่วยดันให้เขาเติบโตไปเป็นนักเตะในแบบที่ทุกคนอยากให้เป็น"
"การที่เขาทำแอสซิสต์แรกในแชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ การได้เป็นส่วนหนึ่งในจุดนี้มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ ครับ"
Credit: @ManUtd, @CBSSportsGolazo
#THE90Plus #MUFC
INTERVIEW: พลิกนรกคว้าชัย! คาร์ริคเผยสิ่งที่พูดช่วงพักครึ่ง พร้อมชมฟอร์มคุนญ่า, เชย์ เลซีย์, ตีเลอมันส์ และอัปเดตบาเลบา
ไมเคิล คาร์ริค กุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด เผยว่าเขาได้พูดคุยในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งถึงค่ำคืนอันมีเวทมนตร์ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด สามารถสร้างขึ้นมาได้ ก่อนที่ลูกทีมจะดึงพลังนั้นมาใช้จนพลิกกลับมาชนะโรม่าได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ประเด็นเรื่องการตอบสนองของผู้เล่นนักเตะในแถลงข่าวหลังเกม นอกจากนี้ คาร์ริคยังพูดถึงฟอร์มของ คุนญ่า (ซึ่งถูกใบแดงไล่ออกช่วงท้ายเกม), เชย์ เลซีย์ และ ยูรี ตีเลอมันส์ รวมถึงอัปเดตอาการบาดเจ็บของ คาร์ลอส บาเลบา ที่ต้องเปลี่ยนตัวออกต้นครึ่งหลัง
📌อารมณ์ความรู้สึกหลังจบเกม
คาร์ริคภูมิใจในตัวนักเตะและแฟนบอลที่ช่วยกันฝ่าสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งแรก แม้จะเป็นแค่ชัยชนะนัดเดียวและจะไม่หลงระเริง แต่นี่คือชัยชนะที่สำคัญมาก
"ครับ ผมภูมิใจในตัวหลายๆ คนมาก ภูมิใจในตัวผู้เล่นทุกคน พวกเขาควรได้รับคำชมอย่างมากที่ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นมาได้ และสำหรับแฟนบอล ผมสัมผัสได้เลยว่าพวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้เราจุดประกายอะไรบางอย่างเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วม แม้ทุกคนจะรู้สึกอึดอัดและผิดหวังตอนจบครึ่งแรก แต่ผมได้คุยกับนักเตะถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในครึ่งหลัง และพลังของสนามแห่งนี้ในยามที่เกิดจุดเปลี่ยน แค่ช่วงเวลาเดียวก็เปลี่ยนบรรยากาศได้เลย ครึ่งหลังเราลงมาเล่นได้ดีมาก และรักษาทัศนคติเชิงบวกไว้ตลอด การได้เห็นมันประสบผลสำเร็จพร้อมสิ่งดีๆ มากมาย ผมดีใจกับทุกคนจริงๆ มันเป็นชัยชนะแค่นัดเดียว เราคงยังไม่เหลิงเกินไป แต่มันเป็นชัยชนะที่สำคัญมากสำหรับเรา"
📌ชัยชนะนัดนี้คือจุดเริ่มต้นใหม่หรือไม่?
ชัยชนะครั้งนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกับนักเตะใหม่ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ความรู้สึกของการฮึดสู้และผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก่อนเตรียมตัวสำหรับเกมถัดไป
"ถูกต้องเลยครับ แต่ผมจะไม่หลงระเริงไปกับมัน มันเป็นค่ำคืนที่สำคัญ และผมคิดว่ามันสำคัญมากสำหรับผู้เล่นบางคน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งย้ายมาปีนี้ หรือเมื่อปีที่แล้ว ที่อาจจะไม่เคยสัมผัสบรรยากาศแบบนี้มาก่อน ให้ได้รู้ว่ามันมีความหมายอย่างไรและรู้สึกอย่างไร มันพูดง่ายนะ แต่จนกว่าคุณจะได้ผ่านมันมาจริงๆ ต้องฮึดสู้และข้ามผ่านมันมาได้ บางทีคุณอาจจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร เราต้องประเมินสถานการณ์ นิ่งเข้าไว้ และเตรียมพร้อมสำหรับเกมใหญ่อีกนัดในสุดสัปดาห์นี้ [พบ แอสตัน วิลล่า]"
📌การสร้างมาตรฐานทีมและการเล่นให้ดีตลอด 90 นาที
ครึ่งแรกอาจดูไม่ดีและเล่นยากเพราะโรม่าประกบตัวต่อตัว แต่ทีมรักษาความเชื่อมั่นและไม่ปล่อยให้ความหงุดหงิดมาทำลายเกม จนสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในครึ่งหลังด้วยความช่วยเหลือจากแฟนบอล
"หากมองแค่เปลือกนอก ผลสกอร์และรูปเกมในครึ่งแรกอาจดูไม่ดี แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่าช่วงออกสตาร์ทเราทำได้ดีนะ โรม่าเป็นทีมที่ดี พวกเขาเล่นแบบตัวต่อตัวเกือบทั่วทั้งสนาม มันยากที่จะหาช่องว่าง มันย่อมมีช่วงที่ติดขัดอยู่แล้ว เราให้โอกาสพวกเขามากเกินไป ให้พื้นที่มากเกินไป แต่ผมรู้สึกว่าเราค่อยๆ เข้าสู่เกมได้ ได้ลุยเข้าไปรอบๆ กล่องเขตโทษของพวกเขามากพอในครึ่งแรก ซึ่งให้กำลังใจเราได้มาก
สิ่งที่ผมพูดคืออย่าไปผิดหวังกับสิ่งที่ผิดพลาดมากเกินไป เพราะการเล่นของพวกเขาจะคอยขัดขวางเราอยู่ตลอด คุณต้องเชื่อมั่นเสมอว่าเรามีช่วงเวลาของเรา ครึ่งแรกเราอาจจะหงุดหงิดเกินไป แต่ครึ่งหลังเราไม่เป็นแบบนั้นเลย ทั้งเรื่องที่ บรูโน่ ต้องยิงจุดโทษใหม่, บาเลบา เจ็บต้องเปลี่ยนออก, ยูรี ลงมาทำได้ยอดเยี่ยม, ลูกยิงของไบรอัน หรือลูกเตะมุมสองครั้งที่น่าได้ประตู มีหลายจังหวะมากที่เราจะสงสารตัวเองได้ แต่เราไม่ปล่อยให้ตัวเองทำแบบนั้น นั่นคือข้อแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ แฟนบอลต้องการให้เราจุดประกาย และคืนนี้เราก็จัดให้พวกเขาแล้ว"
📌 เกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของเจ้าหนู เชย์ เลซีย์
คาร์ริคชื่นชมพรสวรรค์และการสร้างสรรค์เกมรุกของเชย์ เลซีย์ แต่ที่ประทับใจไม่แพ้กันคือความทุ่มเทในการลงมาช่วยเกมรับในตำแหน่งแบ็กขวาเมื่อทีมต้องการ
"ไม่อยากจะอวยเกินไปนะครับ แต่ก็ดีใจกับเชย์จริงๆ เราทุกคนรักเขา เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ยอดเยี่ยม มุ่งมั่น และมีพรสวรรค์สูง ดังนั้นเรื่องการตัดเข้าข้างในแล้วจ่ายบอลจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เขามีของอยู่แล้ว แววตาเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเล่นด้วยความมั่นใจ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมดีใจไม่แพ้กันคือการเห็นเขาย้อนกลับไปช่วยเกมรับในตำแหน่งแบ็กขวาในเวลาที่ทีมต้องการ ในฐานะนักฟุตบอลที่ครบเครื่อง คุณต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ผมจึงภูมิใจกับเกมรับของเขาพอๆ กัน การได้เห็นผู้เล่นดาวรุ่งฉวยโอกาสเอาไว้ได้ และช่วยเติมพลังให้ทุกคนเมื่อลงสนาม มันเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่เห็นเขาทำผลงานได้เต็มที่ในคืนนี้"
📌 นักเตะได้รับแรงกระตุ้นจากแฟนบอลหรือไม่?
นักเตะได้รับพลังและแรงกระตุ้นจากแฟนบอล 100% โดยเฉพาะในยามที่สถานการณ์ยากลำบาก ซึ่งเมื่อทีมสามารถจุดความหวังในสนามได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะคอยหนุนซึ่งกันและกันเสมอ
"ผู้เล่นได้รับพลังจากแฟนบอล 100% แน่นอนครับ ไม่มีข้อสงสัยเลย ส่วนแฟนบอลเอง ผมเข้าใจดีว่ามีความอึดอัดและผิดหวัง ย้อนกลับไปตอนที่เราไปเยือนเชลซีเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ที่เราลำบากในครึ่งหลัง ตามหลัง 0-2 แถมเหลือ 10 คน แต่แฟนบอลก็ยังอยู่ตรงนั้น ทั้งที่จริงเป็นเรื่องง่ายมากที่พวกเขาจะหันหลังให้เรา
คืนนี้ก็เหมือนกัน แม้จะมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ้างซึ่งผมเข้าใจได้ แต่ผมรู้ดีว่าแฟนบอลของเราเป็นอย่างไร และเราต้องสร้างจุดเปลี่ยนให้พวกเขาส่งเสียงเชียร์ และเด็กๆ ก็ทำได้ในครึ่งหลัง นั่นคือจุดที่ทุกคนต่างมอบพลังให้แก่กัน และเราต้องรักษาฟอร์มให้ดีพอเพื่อให้พวกเขาคอยสนับสนุนเราต่อไป"
📌 สิ่งที่พูดกับลูกทีมช่วงพักครึ่ง
คาร์ริคกระตุ้นให้ลูกทีมเล่นด้วยทัศนคติเชิงบวก มองหาโอกาสและวิธีแก้ปัญหาถัดไป พร้อมชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์และเวทมนตร์ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด มักจะสร้างความมหัศจรรย์ได้เสมอหากมีความเชื่อมั่น
"ช่วงพักครึ่ง ผมอยากให้พวกเขาเล่นด้วยทัศนคติเชิงบวกมากขึ้น อย่าไปเสียใจหรือหงุดหงิด สิ่งที่ง่ายที่สุดเวลาทำอะไรไม่สำเร็จคือการนั่งสงสารตัวเอง ซึ่งมันไม่ได้ช่วยใครเลย ถ้ารถเป็นแบบนั้นเราคงกลับบ้านกันหมดดีกว่า คุณต้องมองหาจังหวะถัดไปและวิธีแก้ปัญหาถัดไปอยู่เสมอ
ผมไม่อยากพูดถึงประวัติศาสตร์หรือสิ่งสุดยอดที่เคยเกิดขึ้นในสนามแห่งนี้บ่อยเกินไป แต่มันมีอยู่จริง สนามแห่งนี้สร้างเวทมนตร์ได้เสมอ มันเคยทำได้และจะทำได้อีกเรื่อยๆ ในอนาคต เมื่อเรามีค่ำคืนแบบนี้ เรามักจะทำมันด้วยวิธีที่ยากลำบากเสมอ แต่แค่จังหวะเดียว ก็สามารถพลิกบรรยากาศและความรู้สึกของทั้งสนามไปอีกทางได้ทันที ผมพูดเรื่องนี้กับเด็กๆ ว่าขอแค่จังหวะเดียวที่จะจุดชนวน แล้วเราก็ทำได้ แถมมีมากกว่าหนึ่งจังหวะด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่เราได้รับในตอนท้าย"
📌 จังหวะที่ บรูโน่ ต้องยิงจุดโทษใหม่
คาร์ริคเผยว่ารู้สึกอมยิ้มเล็กๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนมีเรื่องให้ลุ้นระทึกอีกรอบ พร้อมชื่นชมสภาพจิตใจและความนิ่งของบรูโน่ที่สามารถสังหารจุดโทษซ้ำอีกครั้งได้สำเร็จ
"มันรู้สึกเหมือน..ผมไม่ได้หัวเราะหรือยิ้มหรอกนะ ไม่ได้ดีใจด้วย แต่มันรู้สึกขำๆ ประมาณว่า 'เอาอีกแล้วเหรอ มีเรื่องให้ลุ้นอีกแล้ว' แต่ในขณะเดียวกันผมก็ค่อนข้างสงบ เพราะผมรู้สึกว่าเด็กๆ พร้อมแล้ว และพวกเขาก้าวออกจากห้องแต่งตัวด้วยความเชื่อว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ต้องยอมรับหัวจิตหัวใจของบรูโน่ การต้องสังหารจุดโทษซ้ำสองรอบในสถานการณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การที่เขามีสมาธิและยิงเข้าไปได้ เขาคู่ควรกับคำชมอย่างมาก"
📌 อัปเดตอาการ คาร์ลอส บาเลบา และฟอร์มของ คุนญ่า
บาเลบาเจ็บแฮมสตริงและต้องรอประเมินอาการแบบเบื้องต้นดูไม่ดีนัก, ตีเลอมันส์โชว์คาแร็กเตอร์ที่ยอดเยี่ยมในการลงมาช่วยทีมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนคุนญ่าเล่นได้ดีมากแม้จะมีจังหวะหลุดอารมณ์ช่วงท้าย
"ตอนนี้ผมยังไม่มีข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์ลอส แต่เป็นอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) เราต้องประเมินอาการกันอีกที เบื้องต้นดูไม่ดีนัก ส่วนเรื่องระยะเวลาพักผมยังบอกไม่ได้
แต่ผมคิดว่าการที่ ยูรี (ตีเลอมันส์) ลงเล่นในเกมนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนทั้งหมดของเขา เขาอาจจะไม่ได้เริ่มต้นได้ดีนักกับสถานการณ์ของทีมในช่วงที่ผ่านมา แต่บุคลิก ตัวตน และการลงสนามมาทำหน้าที่ได้แบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของเขา เขาเป็นคนที่สุดยอดมาก และผมรักที่มีเขาอยู่ในทีม ผมประทับใจในตัวยูรีและการลงเล่นของเขามาก
ส่วน มาเธอุส (คุนญ่า) เขาสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ เขามีช่วงเวลาพิเศษของเขา เราจับเขาขยับมาเล่นข้างใน สลับกับไบรอันช่วงพักครึ่ง เพื่อให้เขามาอยู่ตรงกลางสนามและปรับทรงบอลนิดหน่อย ซึ่งเขาก็ไปอยู่ในตำแหน่งที่ดี น่าเสียดายกับตอนจบเกม [โดนใบแดง] แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าเขาทุ่มเทและใส่ใจแค่ไหน เมื่อเขามีอารมณ์และสมาธิพร้อมเล่น นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการเขาที่นี่"
📌 รู้สึกโล่งอกหลังจบเกมและนอนหลับสบายขึ้นหรือไม่?
คาร์ริคเผยว่าไม่ได้รู้สึกโล่งอกในแบบที่คิด แต่มีความสุขและดีใจแทนนักเตะที่ทุ่มเทอย่างหนัก และดีใจที่ได้เห็นทุกคนร่วมกันสร้างพลังงานอันยอดเยี่ยมขึ้นมาได้
"ไม่ครับ ผมไม่ได้รู้สึกโล่งอกนะ ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้รู้สึกโล่งใจ มันเป็นความรู้สึกดีใจแทนผู้เล่นมากกว่า ผมรู้ว่าพวกเขาทุ่มเทและใส่ใจแค่ไหน บางครั้งผลงานก็ออกมาดี บางครั้งก็ไม่ ซึ่งผมเข้าใจได้ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดี
การที่ทุกคนต้องเค้นฟอร์มออกมาอย่างหนัก และรับรู้ถึงความรับผิดชอบร่วมกัน จนกระทั่งทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เราทุกคนต่างโหยหา ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เราทุกคนมาอยู่ตรงนี้ ในวินาทีนั้นผมไม่ได้คิดถึงตัวเองเลยแม้แต่น้อย 100% มันคือการได้เห็นทุกคนมีความสุขและสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้เมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้อง"
Credit: @ManUtd
#THE90Plus #MUFC
สถิติ เชย์ เลซีย์ ลงเล่น 15 นาที พบ โรม่า:
สัมผัสบอล: 13 ครั้ง
ส่งบอล: 7 ครั้ง
ส่งบอลสำเร็จ: 7 ครั้ง
แย่งบอล: 4 ครั้ง
ชนะการแย่งบอล: 3 ครั้ง
เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง: 3 ครั้ง
เลี้ยงบอลผ่านสำเร็จ: 2 ครั้ง
แอสซิสต์ประตูชัย 1 ครั้ง
บางทีอาจจะดีกว่าซีเนียร์บางคนที่ลงเล่นตลอดฤดูกาลนี้
#MUFC
[FT] 𝗨𝗘𝗙𝗔 𝗖𝗛𝗔𝗠𝗣𝗜𝗢𝗡𝗦 𝗟𝗘𝗔𝗚𝗨𝗘 : แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 โรม่า
ช่วง 10 นาทีแรกทั้งสองทีมยังหยั่งเชิง ก่อนที่นาที 11 โรม่าจะขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะ ไอเดน เฮฟเว่น สกัดบอลพลาดข้ามหัวมาเข้าทาง มาติอัส โซว์เล ยิงสวนไม่เหลือ
นาที 18 ฝันร้ายเจ้าถิ่นต่อเนื่องเมื่อ เฮฟเว่น มาทำเสียแฮนด์บอลในเขตโทษ และเป็น ดอนเยลล์ มาเลิน สังหารจุดโทษทิ้งห่าง 2-0 ช่วงเวลาที่เหลือแมนยูฯ พยายามเปิดเกมบุกคืน แต่ทรงเดิมคือตื้อ ไร้จินตนาการ ทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน จบครึ่งแรกตามหลัง 0-2
ครึ่งหลัง เริ่มมานาที 46 บาเลบา เจ็บแฮมสตริงจนต้องเปลี่ยน ยูรี ตีเลอมันส์ ลงแทน นาที 55
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อ มาเทอุส คุนญา เรียกฟาวล์ในเขตโทษ บรูโน เฟอร์นันเดส ยิงจุดโทษติดเซฟรอบแรก แต่ VAR เช็กนายด่านโรม่าขยับก่อน จึงได้ยิงใหม่ไม่พลาดพาแมนยูฯ ไล่มา 1-2
นาที 59 ไบรอัน เอ็มเบอโม ยิงชนสองเสาพลาดตีเสมออย่างน่าเสียดาย
กระทั่งนาที 83 ความพยายามเป็นผล บรูโน จ่ายให้ คุนญา ยิงตามเจ๊า 2-2 และนาที 86 สาวกเรดเดวิลส์ได้เฮลั่นเมื่อ เชย์ เลซีย์ ถวายพานให้ คุนญา กดเต็มข้อพลิกแซงนำ 3-2
จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านโกงตายพลิกเอาชนะ โรม่า 3-2 ปลดล็อกชัยชนะนัดแรกในรอบ 10 เกมสุดดราม่า
#MUFC #UCL
[HT] 𝗨𝗘𝗙𝗔 𝗖𝗛𝗔𝗠𝗣𝗜𝗢𝗡𝗦 𝗟𝗘𝗔𝗚𝗨𝗘 : แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2 โรม่า
ช่วง 10 นาทีแรก ทั้งสองทีมยังเล่นกันอย่างระมัดระวัง เปิดเกมหยั่งเชิงเชิงต่างฝ่ายต่างยังหาช่องเจาะและไม่มีโอกาสลุ้นยิงด้วยกันทั้งคู่
แต่แล้วนาทีที่ 11 แฟนเจ้าถิ่นก็ต้องเงียบกริบ เมื่อโรม่า ได้ประตูออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ ไอเดน เฮฟเว่น กระโดดเทกตัวสกัดบอลพลาด บอลลอยข้ามหัวลึกมาเข้าทาง มาติอัส โซว์เล ได้ส้มหล่นตั้งป้อมยิงสวนผ่านมือ เซนเน่ ลัมเมนส์ เข้าไปอย่างเด็ดขาด
ฝันร้ายของทัพปีศาจแดงยังไม่จบ นาทีที 18 โรม่า ขยับหนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะทำเสียแฮนด์บอลในเขตโทษของ เฮฟเว่น คนเดิม ก่อนจะเป็น ดอนเยลล์ มาเลน รับหน้าที่สังหารจุดโทษเข้าไปไม่เหลือซาก
หลังจากโดนนำห่าง 2 ลูก แมนยูฯ พยายามเปิดเกมบุกเข้าใส่เพื่อหวังเอาประตูคืน แต่ก็ยังเหมือนเดิมกับทุกนัด เกมรุกไร้จินตนาการ ตะกุกตะกัก และทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน
จบ 45 นาทีแรก แมนฯ ยูไนเต็ด ตามหลัง โรม่า อยู่ 0-2
#MUFC #UCL
THE 90+ retweeted
"เฆซุส เด มิเกล" กองหน้าเตเนริเฟ่เสียชีวิตในวันนี้ หลังจากปะทะกับผู้รักษาประตู เอฟซี อันดอร์รา อย่างรุนแรงจนหมดสติ ในเซกุนด้า2 ของสเปน เมื่อวานนี้ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว เฆซุส เด มิเกลด้วยครับ RIP
คือจังหวะเข้าปะทะอันตรายมากๆ น่าจะโดนเข่าด้วยไหม น่ากลัวมาก
ข่าวเศร้าของวงการฟุตบอล Rest in peace🖤
Rotos de dolor, con un nudo en la garganta y sin poder creer que esto sea verdad, desde el CD Tenerife comunicamos el trágico fallecimiento, este martes, día 3 de noviembre de 2026, a las 8:00 horas, de Jesús de Miguel Alameda.
No hay palabras de consuelo; no hay absolutamente nada que mitigue este sentimiento repleto de tristeza. Estamos junto a su desolada familia, junto a sus seres queridos, junto a todo el tinerfeñismo que hoy llora por este cruel desenlace.
La familia de Jesús de Miguel agradece todas y cada una de las muestras de apoyo recibidas, e igualmente solicita, de corazón, máximo respeto a su privacidad, en estos terribles momentos.
🖤 DEP
REPORT: "เอ็งไม่รอดแน่!" เจาะวิกฤต 'เจสัน วิลค็อกซ์' ผอ.ฟุตบอลผี ทำไมถึงเป็นเป้า โจมตีทั้งแฟนบอลและนักเตะ?
สรุปประเด็นสำคัญจาก The Athletic ว่าทำไมชายผู้กุมอำนาจตลาดซื้อขายและโครงสร้างฟุตบอลของแมนฯ ยูไนเต็ด ถึงกำลังโดนแฟนบอลและคนในสโมสรตั้งคำถามหนักขนาดนี้:
💥 แรงกดดันรอบด้าน & โดนนักเตะ-แฟนบอลจี้ตรงๆ
📌 แฟนบอลโห่ใส่: เสียงโห่จาก Stretford End ในเกมแพ้บอร์นมัธ รวมถึงกลุ่มแฟนบอลนอกสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด และเกมเยือนเชลซี ต่างพุ่งเป้ามาที่เขา
📌 ปะทะ ลิซานโดร มาร์ติเนซ: ลิซานโดร ออกมาสัมภาษณ์ออกสื่อว่า "คาดหวังมากกว่านี้จากผู้อำนวยการเทคนิค" หลังเกมพ่ายแอตเลติโก มาดริด สะท้อนถึงความไม่พอใจของห้องแต่งตัวเรื่องการเสริมทัพ
📌 ภูมิหลังคู่ปรับ & อดีตอริ: ปีเตอร์ ชไมเคิล และแฟนบอลบางส่วนจี้เรื่องอดีตของเขาที่เคยทำงานให้อคาเดมี่แมนฯ ซิตี้ แถมเคยเล่นให้แบล็กเบิร์น (ชุดแย่งแชมป์ปี 1995) และลีดส์ ยูไนเต็ด บุคคลที่เคยเห็นแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นคู่อริในสมัยที่ยังเป็นนักเตะ แต่ปัจจุบันกลับมารับตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจในสโมสรแห่งนี้
💥 ตลาดซื้อขายผลาญงบแต่ไม่ตอบโจทย์
📌 เสริมทัพไม่ถูกจุด: ยูไนเต็ดทุ่มงบก้อนโตไปกับกองกลาง 3 คน (รวมถึง อังเดรย์ ซานโตส 50 ล้านปอนด์) แต่กลับเมินการซื้อแบ็กซ้ายและกองหน้าเพิ่ม จนเกิดปัญหานักเตะเจ็บระนาวและฟอร์มทีมดิ่ง
📌 คำถามเรื่องการใช้เงิน: แหล่งข่าววงในแมวมองตั้งคำถามว่า "ทำไมทุ่ม 160 ล้านปอนด์ซื้อกองกลางเกรดเฉลี่ยๆ 3 คน แทนที่จะซื้อระดับท็อปคลาสคนเดียวที่เปลี่ยนทีมได้?"
📌 โดนเอเยนต์มองว่าอวดดี: มีรายงานว่าวิลค็อกซ์วางตัวด้วยความมั่นใจสูงเกินไปในการเจรจาจนเอเยนต์บางรายไม่พอใจ
💥 ปัญหากับผู้จัดการทีม (เทน ฮาก - อโมริม - คาร์ริค)
📌 รอยร้าวกับ รูเบน อโมริม: วิลค็อกซ์พยายามเข้าไปยุ่งแทกติกและกดดันให้อโมริมเปลี่ยนไปใช้แผนหลัง 4 จนเกิดการปะทะอารมณ์กันรุนแรงในแคร์ริงตัน และนำไปสู่การปลดอโมริมในวันถัดมา
📌 ชอบกุนซือเน้นครองบอล: วิลค็อกซ์เคยดันชื่อ รัสเซลล์ มาร์ติน (อดีตกุนซือเซาแธมป์ตัน) และเอ็นโซ มาเรสกา เพราะชอบสไตล์บอลครองบอลตามแบบฉบับซิตี้
📌 เก้าอี้ของ ไมเคิล คาร์ริค: ปัจจุบันผลงานทีมชนะแค่ 1 จาก 9 นัดแรกในลีก ทำให้วิลค็อกซ์ต้องหารือเครียดกับ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ และตระกูลเกลเซอร์ เรื่องอนาคตของคาร์ริค ซึ่งหากต้องเปลี่ยนกุนซือคนที่ 3 ในรอบ 3 ปี จะถือเป็นภาพลักษณ์ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
💥 ทำไม เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ถึงยังไว้ใจ?
📌 มือขวาของ INEOS: วิลค็อกซ์สนิทกับแรตคลิฟฟ์เพราะเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา สไตล์ 'คนทำทีม'
📌 เชื่อใน "สายตา" มากกว่า Data: แรตคลิฟฟ์เคยให้สัมภาษณ์ว่ายูไนเต็ดแทบไม่มีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก แต่ใช้ "สายตาของเจสัน" ที่ได้รับการยอมรับจาก ซิกิ เบกิริสไตน์ (อดีตผอ.ซิตี้) ในการมองหาเพชรในเม็ดทราย
📌 งานอคาเดมี่ที่จับต้องได้: ผลงานเด่นคือการดึงสตาฟฟ์ซิตี้มาร่วมงาน และยับยั้งไม่ให้ซิตี้ปล่อยตัว โคล พาล์มเมอร์ ในวัย 16 ปี รวมถึงดึงดาวรุ่งมาร่วมทีมแคร์ริงตันได้หลายราย
🔴 บทสรุป:
วิลค็อกซ์เคยได้สิทธิ์รอดตัวเพราะความไว้วางใจจาก จิม แรตคลิฟฟ์ แต่เมื่อผลงานของทีมดิ่งลงเหว คำถามเรื่อง "ความสามารถในการบริหารองค์กร, ความเข้าใจด้าน Data และสไตล์การเลือกกุนซือ" กำลังทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายเบอร์หนึ่งของสโมสรในเวลานี้
Credit: @TheAthleticFC
#THE90Plus #MUFC
เปรียบเทียบ DoF สโมสรระดับท๊อปของยุโรป
teapawt.net/The90PlusFC/status/211…
ANALYSIS: มาตรฐานคนละเบอร์! เจสัน วิลค็อกซ์ เทียบกับยอด DoF ทั่วยุโรป ที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของแมนยูฯ
เวลาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกอยู่ในสภาวะวิกฤต ผลงานในสนามตกต่ำ และเก้าอี้กุนซือต้องสั่นคลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวผู้จัดการทีมหรือตัวนักเตะในสนามอีกต่อไป เป้าสายตาสำคัญในโครงสร้างบริหารยุค INEOS (ที่มี เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ นำทีม) กำลังพุ่งตรงไปที่ เจสัน วิลค็อกซ์ (Jason Wilcox) ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา (Director of Football) ว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบมากน้อยเพียงใดต่อความตกต่ำที่เกิดขึ้น
📌 นโยบายการเสริมทัพที่ "เกาไม่ถูกที่คัน"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อวิลค็อกซ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนักเตะในทีมอย่าง ลิซานโดร มาร์ติเนซ ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความผิดหวังอย่างตรงไปตรงมาว่า สโมสรขาดความทะเยอทะยานและไม่ได้เสริมทัพในจุดที่จำเป็น
ในขณะที่ทีมต้องการแบ็กซ้ายและกองหน้าอย่างเร่งด่วน แต่ตลาดการซื้อขายกลับมุ่งเน้นไปที่แดนกลางเป็นหลัก ภาพสะท้อนการทำงานของวิลค็อกซ์และบอร์ดบริหารถูกมองว่าเป็นการเลือกตัวเลือกที่ "ประหยัด หรือมองหาความคุ้มค่าราคาถูก" มากกว่าการดึงนักเตะระดับคุณภาพที่ตอบโจทย์โครงสร้างแท็กติกอย่างแท้จริง ต่างจากสโมสรยักษ์ใหญ่ร่วมลีกที่มียอด DoF มืออาชีพคอยขับเคลื่อน
📌 วงจรอุบาทว์: เปลี่ยนผู้จัดการทีม แต่โครงสร้างไม่เปลี่ยน
วิลค็อกซ์มักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในระดับโครงสร้างฟุตบอล แต่เมื่อผลงานของทีมตกต่ำ การแก้ปัญหาของสโมสรกลับยังคงติดอยู่ในแพตเทิร์นเดิมๆ นั่นคือ การปลดผู้จัดการทีม
การเปลี่ยนผ่านตั้งแต่การปลด รูเบน อโมริม จนมาถึงยุคของ ไมเคิล คาร์ริค ที่ต้องเผชิญความกดดันหนัก ยิ่งย้ำเตือนว่า การเปลี่ยนกุนซือไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหากบอร์ดบริหารและฝ่ายเทคนิคยังคงล้มเหลวในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสำเร็จ
โครงสร้างการตัดสินใจล้มเหลว ➔ เสริมทัพไม่ตรงจุด ➔ ผลงานในสนามตกต่ำ ➔ สั่งปลดผู้จัดการทีม
📌 ความบกพร่องในการเลือกผู้นำทัพและทิศทางสโมสร
มีรายงานถึงความขัดแย้งภายในบอร์ดบริหารเกี่ยวกับการเลือกตัวผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยวิลค็อกซ์พยายามผลักดันกุนซือที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกที่เน้นการทำงานตามกรอบบอร์ด มากกว่ากุนซือระดับท็อปสายแข็งที่มีแนวทางชัดเจน ล่าสุดเห็นเล็ง เอ็ดดี้ ฮาว หากปลด ไมเคิล คาร์ริค ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการ "ควบคุม" มากกว่าการสร้างทีมฟุตบอลที่เพียบพร้อมด้วยผู้จัดการทีมระดับโลก
📌 เปรียบเทียบ: เจสัน วิลค็อกซ์ vs ผู้อำนวยการกีฬา (DoF) ระดับท็อปของยุโรป
เมื่อมองข้ามมายังสโมสรยักษ์ใหญ่อื่นๆ ในยุโรป จะเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของพอร์ตผลงานและประสบการณ์ของผู้นำฝ่ายบริหารฟุตบอล:
💎 คริสทอฟ ฟรอยด์ (Christoph Freund) - บาเยิร์น มิวนิค
สั่งสมประสบการณ์ในโรงงานปั้นดาวรุ่งของเร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก นานถึง 17 ปี ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับบาเยิร์น มิวนิค และได้รับการขยายสัญญาออกไปจนถึงปี 2029 งานของเขาคือการสร้างความต่อเนื่องและวางระบบอะคาเดมี่ส่งต่อสู่ทีมใหญ่ ไม่ใช่คนที่เพิ่งมาเริ่มเรียนรู้งานในสโมสรระดับซูเปอร์คลับ
💎 อูโก้ วีอาน่า (Hugo Viana) - แมนฯ ซิตี้
อดีตนักเตะอาชีพ ดำรงตำแหน่ง DoF ให้สปอร์ติง ลิสบอน ตั้งแต่ปี 2018 พาทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และสร้างทีมขึ้นมาใหม่จากเงินขายนักเตะควบคู่กับการเลือกผู้จัดการทีม (รวมถึง รูเบน อโมริม) จากนั้นเขาจึงก้าวเข้าสู่โครงสร้างที่สมบูรณ์แบบของ ชีกี เบกิริสไตน์ ที่แมนฯ ซิตี้ เรียกได้ว่าเขาคือ "สถาปนิกสร้างทีม" ที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วอย่างชัดเจนก่อนจะมาที่เอติฮัด
💎 หลุยส์ คัมโปส (Luís Campos) - เปแอสเช
ผู้ที่ใกล้เคียงกับคำว่า "ผู้เชี่ยวชาญด้านการซื้อขายในรูปแบบแบรนด์ส่วนตัว" มากที่สุดในยุโรป เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังชุดแชมป์ลีกของโมนาโกและลีลล์ ร่วมงานกับ PSG ตั้งแต่ปี 2022 ในฐานะที่ปรึกษาด้านฟุตบอล/ผู้นำฝ่ายกีฬา ปรับเปลี่ยนทิศทางของปารีสจากสโมสรที่เน้นซูเปอร์สตาร์โรยรามาสู่การใช้นักเตะอายุน้อย (วิตินญ่า, เจา เนเวส, วิลเลียน ปาโช, ควิชา ควารัตสเคเลีย ฯลฯ) ทำงานประสานเข้ากับ หลุยส์ เอ็นริเก้ ได้อย่างลงตัว และขยายสัญญาไปจนถึงปี 2030 หลังจากพาทีมประสบความสำเร็จในแชมเปียนส์ลีกอย่างต่อเนื่อง
💎 อันเดรีย เบอร์ตา (Andrea Berta) - อาร์เซน่อล
ทำงานให้แอตเลติโก มาดริด ยาวนานถึง 12 ปี พาทีมคว้าแชมป์ลา ลีกา 2 สมัย, ยูโรปาลีก และเข้าชิงแชมเปียนส์ลีก 2 ครั้ง อยู่เบื้องหลังดีลระดับโลกอย่าง อ็องตวน กรีซมันน์, ยาน โอบลัค และ โรดรี เขาย้ายมาอาร์เซน่อลในปี 2025 และช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี เขาคือคนที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าสโมสรใหญ่รับมือและบริหารจัดการอย่างไรภายใต้ความกดดัน
🔴 ตัดภาพมาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
เรากลับมี เจสัน วิลค็อกซ์ ที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ในระดับนี้เลย ในขณะที่ทีมระดับท็อปทีมอื่นมี DoF ที่มีเครดิตผลงานชัดเจนในการดึงตัวนักเตะที่ไม่ใช่แค่มีคุณภาพ แต่ยังเป็นนักเตะที่ "ใช่" สำหรับทีม ทว่า วิลค็อกซ์ และกลุ่ม INEOS กลับเลือกมองหาเฉพาะตัวเลือกที่ถูกที่สุดในตลาดเท่านั้น
ความย่ำแย่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน จึงไม่อาจโยนความผิดให้ผู้จัดการทีมหรือตัวนักเตะได้เพียงฝ่ายเดียว เจสัน วิลค็อกซ์ ในฐานะหัวเรือใหญ่ฝ่ายเทคนิค ต้องร่วมรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่นโยบายการซื้อขายที่ไม่เด็ดขาด การวางโครงสร้างขุมกำลังที่ขาดความสมดุล และวิสัยทัศน์การบริหารที่ไม่สามารถยกระดับสโมสรให้ทัดเทียมกับทีมระดับท็อปของยุโรปได้อย่างจริงจัง
#THE90Plus #MUFC
"กันต์ กันตภณ" ปิดฉากรอบคัดเลือก Korea Open 2026 🏸🇰🇷
⏱️ FT: จบการแข่งขัน (ชายเดี่ยว)
คิม บยองแจ 🇰🇷 ชนะ 🇹🇭 กันตภณ หวังเจริญ
สกอร์ 2-1 เซต [21-8, 19-21, 21-19]
#KoreaOpen2026 #แบดมินตัน #กันต์กันตภณ #ทีมชาติไทย
[𝗠𝗔𝗧𝗖𝗛 𝗗𝗔𝗬] 𝗨𝗘𝗙𝗔 𝗖𝗛𝗔𝗠𝗣𝗜𝗢𝗡𝗦 𝗟𝗘𝗔𝗚𝗨𝗘 : แมนฯ ยูไนเต็ด พบ โรม่า
ศึกยูฟ่าแชมเปียนลีกส์นัดที่ 4 คืนนี้ ทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มย่ำแย่ไม่ชนะใครมา 9 นัด ในทุกรายการ เตรียมเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของทีมฟอร์มแรงอย่าง "หมาป่า" โรม่า จาก อิตาลี
เกมนี้เล่นในบ้าน มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ 3 แต้มเต็ม มาร่วมส่งเสียงเชียร์และเป็นกำลังใจให้ทัพปีศาจแดงคว้าชัยชนะไปด้วยกันครับ
📅 วันพุธที่ 04 พฤศจิกายน 2026
⏰ เวลา 03:00 น. (คืนวันอังคาร)
🏟️ สนาม: โอลด์ แทรฟฟอร์ด
📺 ถ่ายทอดสด: TrueVisions, beIN SPORTS
#MUFC #Roma #UCL






















