Pinned Tweet
สวัสดีค่ะ วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่เริ่มเทรดคริปโตพอดี เลยอยากมาแชร์เรื่อง #จิตวิทยาการเทรด เรียบเรียงจากประสบการณ์ของเราเอง
ー ย้อนไปในวันที่พอร์ตติดลบครึ่งล้าน PNL -80%
ー จัดการตัวเองยังไง
ー ทำอย่างไรให้อยู่รอดในตลาดอย่างยั่งยืน
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนค่ะ🙂
Whimsy 🍵🐰 retweeted
ผู้ชายสายวิทย์ที่คนชอบด่าเลว ๆ กัน เช่น วิดวะ วิทกี เทียบผู้ชายสายสังคมไม่ได้เลยยยย กุให้อ่ะ เลวขั้นกว่า เลวเติมest นิเทศ นิติ ปรัชญา ลองเจอดูจะรู้ว่าเลวชาติชั่ว เลวปลอมตัว เลวคราบเฟมินิสต์ เลวมหากาพย์เป็นยังไง
Whimsy 🍵🐰 retweeted
I think sharing your nerdy hobbies with the world, critiquing movies, books, art, and music when nobody asked for your opinion, and expressing yourself through the things you enjoy doing is so very important
Whimsy 🍵🐰 retweeted
อ่านเจอคอมเม้นใน youtube เขาบอกว่า “ใครบอกว่าอกหักเจ็บที่สุดวะ การที่เคยได้รู้จักคน ๆ นึงในเวลาสั้น ๆ แต่สนิทกันเหมือนตามหามาตลอดชีวิต แล้วอยู่ ๆ จักรวาลก็บอกว่า ขอโทษที คนนี้ผิดคิว แม่งเจ็บกว่าเยอะ” โคตรจริง ถูกที่ผิดเวลาอะ
Whimsy 🍵🐰 retweeted
มนุษย์จะจำเป็นไปอีกนานแค่ไหนในการแปล?
.
สำนักข่าวบีบีซีได้ออกบทความใหม่ว่าด้วยบทบาทและความจำเป็นของนักแปลในยุคเไ
ในบทความเล่าว่าเไกำลังแปลเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนค่อย ๆ ลดบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการแปลไปเรื่อย ๆ เช่นกัน
มีบางคนที่ใช้เไแปลมองว่า เไแปลดีถึงขนาดว่าหลายทีแทบไม่ต้องใช้คนแก้เลยด้วยซ้ำ และได้ตั้งคำถามว่า มันเก่งถึงขนาดว่าไม่ต้องพึ่งพามนุษย์เลยได้หรือไม่
นักแปลมองว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น บทความได้นำเสนอความเห็นของนักแปลสองคน คนหนึ่งเป็นสายกฎหมาย อีกคนเป็นสายการแพทย์
มุมมองนักแปลกฎหมาย
นักแปลกฎหมายเล่าว่าเคยมีลูกค้าขอให้ตรวจแก้คำแปลเไ แล้วก็ได้พบข้อผิดพลาดถึงสองจุดในช่วงต้นของบทแปล
จุดหนึ่งแปลคำว่า Le demandeur เป็น the requester (ผู้ร้อง) ทั้ง ๆ ที่ควรแปลว่า the plaintiff (โจทก์)
อีกจุดหนึ่งแปลคำว่า Madame X, épouse Y เป็น Ms X marries Y (นาง/นางสาว X แต่งงานกับ Y) ทั้ง ๆ ที่ควรแปลว่า Ms X, wife of Y (นาง/นางสาว X ภรรยาของ Y)
นักแปลกฎหมายคนนี้มองว่าข้อผิดพลาดในงานกฎหมายเป็นเรื่องร้ายแรง โดยยกตัวอย่างกรณีที่ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับการปล่อยตัวล่าช้าเพราะข้อผิดพลาดจากการใช้หนังสือขอลี้ภัยที่แปลโดยเครื่องแปล
มุมมองนักแปลการแพทย์
ในบทความ นักแปลการแพทย์บอกว่าหน่วยโดสยาและการตรวจเลือดมักใช้ตัวอักษรกรีก และเล่าว่าเคยเจอบทแปลที่ใช้เครื่องแปลอัตโนมัติซึ่งแปลตัวอักษร μ (มิว) เป็น มิลลิ (1/1,000) แทนที่จะเป็น ไมโคร (1/1,000,000)
นักแปลการแพทย์ชี้ว่าเป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่หลวงมาก เพราะถ้าเราให้ยาคนไข้หนึ่งมิลลิกรัมแทนที่จะเป็นหนึ่งไมโครกรัม เท่ากับว่าเราให้ยาเกินขนาดไปพันเท่าเลยทีเดียว
นอกจากนี้ นักแปลการแพทย์ยังได้ให้ความเห็นอีกว่า การที่เไแปลได้เก่งขึ้น นั่นหมายความว่าเราจะหาข้อผิดพลาดได้ยากขึ้นด้วย ในสมัยก่อนที่การแปลอัตโนมัติยังใช้ภาษาแปลก ๆ เรายังสามารถเห็นข้อผิดพลาดได้ง่าย แต่ภาษาแปลอัตโนมัติทุกวันนี้อ่านลื่น เป็นธรรมชาติ ดูน่าเชื่อถือ จึงทำให้ข้อผิดพลาดรอดสายตาเราไปได้ง่ายขึ้น
.
ในบทความยังได้สัมภาษณ์นักวิจัยการแปลอัตโนมัติ ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าเไยังมีข้อจำกัดเรื่องความเข้าใจเรื่องบริบท โดยยกตัวอย่างการแปลคำว่า taking a corner (การเตะมุม) ถ้าเไไม่รู้ว่าเรากำลังพูดเรื่องฟุตบอลอยู่ ก็ย่อมที่จะแปลผิดได้
นักวิจัยการแปลอัตโนมัติมองว่าการขจัดข้อจำกัดนี้ยังเป็นเรื่องยาก เพราะส่วนมากเไยังใช้หลักความน่าจะเป็นในการแปล ซึ่ง "สิ่งที่น่าจะถูกกับสิ่งที่ถูกต้อง เป็นอะไรที่ต่างกัน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาษาซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนและมีอะไรให้แปลกใจอยู่ตลอดเวลา
นักวิจัยคนนี้บอกว่า เมื่อไรที่เไไม่ได้แปลอย่างเดียว แต่สามารถบอกได้ว่าจุดไหนที่ไม่แน่ใจ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็จะเกิดขึ้น
.
.
.
คหสต. ในฐานะที่ทำงานแปลเป็นหลักทั้งในบริษัทและรับงานนอกเองด้วย ยอมรับจริง ๆ ว่าเไพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดมาก ๆ ในแต่ละปี และมันก็ช่วยทุ่นแรงเราได้มากในการแปลเช่นกัน ทักษะสำคัญที่นักแปลยุคนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องภาษาและการตีความอย่างเดียวแล้ว แต่จะรวมไปถึงความเข้าใจการทำงานของเไและความละเอียดอ่อนในการตรวจแก้บทแปล
ส่วนคำถามที่ว่าเไจะมาแทนนักแปลได้มั้ย คิดว่าได้ในงานบางอย่างที่มัน low-stake หรือไม่ก็มี pattern เดิม ๆ เช่น เอกสาร internal ที่ใช้กันแค่ในองค์กร
แล้วงานแบบไหนที่ยังต้องอาศัยนักแปลอยู่? แน่นอนว่าต้องเป็นเอกสารที่ high-stake เช่น เอกสารที่มีผลทางกฎหมายหรือเอกสารทางการแพทย์ (ตามบทความ) รวมถึงงานอื่น ๆ ที่มีมูลค่าหรือความเสี่ยงสูง (เวลาเสียหาย นักแปลรับผิดชอบ ไม่ใช่เไ)
งานอีกประเภทที่บทความไม่ได้กล่าวถึง แต่ส่วนตัวมองว่าจำเป็นต้องใช้คนแปลคืองานแปลวรรณกรรม เนื่องจากเป็นงานที่มีสาระสำคัญคือความเป็นมนุษย์ ผู้อ่านไม่เพียงแต่เสพความหมายในทางภาษา แต่ยังเสพอารมณ์ความรู้สึก วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญา ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ทั้งสิ้น ก็เลยคิดว่าคงยากที่เทคโนโลยีจะลอกเลียนแบบได้ มันคือบริบทของงานวรรณกรรม ซึ่งก็อย่างที่บทความบอก เไยังอ่อนเรื่องบริบท งานแปลวรรณที่ใช้เไแปล เชื่อว่าผู้อ่านรู้สึกได้ ต่อให้อธิบายไม่ถูกก็ตาม และเชื่ออีกว่าไม่มีใครอยากอ่านงานวรรณกรรมที่ใช้เไแปล เพราะความเป็นมนุษย์คือแก่นแท้ของวรรณกรรม
.
เห็นด้วยหรือไม่ยังไงก็แสดงความเห็นมาได้เลยครับ
Whimsy 🍵🐰 retweeted
สนับสนุนให้ผญรักตัวเองค่ะ เจอผชอุบาดๆก็เลิกไปเถอะ มานั่งยึดติดกับความรักเพื่อ ผชเด็กน้อย เป็นผู้นำไม่ได้ ทิ้งมันไปเหอะ มันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วจะมาดูแลเรา สภาพ สมเพช
Whimsy 🍵🐰 retweeted
จุดสามจุด. . . พบได้ทั่วไป. . . วิธีใช้มีรายละเอียดกว่าที่คิด. . .
จุดสามจุด จุดจุดจุด มีชื่อทางการว่า “จุดไข่ปลา” หรือ “เครื่องหมายไข่ปลา” (ellipsis / ellipsis dots) เป็นเครื่องหมายที่พบเห็นได้บ่อยมาก ใครเขียนฟิคหรือนิยายได้ใช้แน่นอน
มีวิธีใช้ 5 แบบ ดังนี้
1. ใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าประโยคแผ่วลงและสิ้นสุดโดยที่ยังไม่ครบความ
• But—oh, that music! That music! . . .
• No, certainly not; on the contrary . . . I only meant . . .
2. ใช้เพื่อแสดงการครุ่นคิด พินิจพิจารณา หรือความลังเล
• She could tell herself that the journey had been worthwhile . . . that every wrong turn had taught her something . . . that the destination no longer mattered . . . but she still unfolded the map each morning.
• I had finally planted something and watched it grow; however small it was, it was mine . . . Now, where could I put it so it would catch the sun?
• Perhaps . . . perhaps. There was still another way.
3. ใช้เพื่อแสดงว่าเราได้ละคำหนึ่งคำหรือมากกว่าในประโยคที่ยกมา
• The gardener’s note offers practical advice: “Give the seedlings plenty of sunlight . . . and shelter them from strong winds.” (ประโยคเต็ม: “Give the seedlings plenty of sunlight, water them regularly, and shelter them from strong winds.”)
• The review praises the novel’s restraint, noting that “its strength lies in the quiet conversations . . . rather than in dramatic events.” (ประโยคเต็ม: “its strength lies in the quiet conversations between its characters rather than in dramatic events.”)
4. ใช้สี่จุด (ellipsis + full stop) เมื่อละข้อความส่วนท้ายของประโยค โดยยังคง full stop ที่ปิดประโยคไว้ (มี space ก่อนจุดแรก)
• During the station’s anniversary broadcast, the presenter read from an old railway announcement: “Passengers for the coast / Please board the waiting train . . . .”
• After examining the telescope’s first images, the observer noted: “The clarity of the lunar craters exceeded our expectations . . . . Finer details . . . along the shadowed rim, remained difficult to distinguish.”
5. ใช้สี่จุด (full stop + ellipsis) เมื่อเราละเนื้อหาที่อยู่หลังประโยค แต่ข้อความที่ยกมายังไม่จบ (ไม่มี space ก่อนจุดแรก [full stop])
• The workshop guide explains why careful preparation matters. “A clean surface,” the instructor writes, “allows the paint to spread evenly and adhere properly. . . . Let each coat dry before applying the next.”
.
ทั้งนี้ ข้อควรระวังมี 3 ข้อ ได้แก่
1. ไม่ควรใช้จุดไข่ปลาขึ้นต้นข้อความที่ยกมา
ไม่ใช่: The festival programme describes the final performance as “. . . a procession of illuminated boats, accompanied by drums and flutes, that glides across the lake after sunset.”
แต่เป็น: The festival programme describes the final performance as “a procession of illuminated boats . . . that glides across the lake after sunset.”
ข้อยกเว้น: ในนิยายหรือบทพูดอาจใช้จุดไข่ปลาขึ้นต้นได้ เพื่อแสดงน้ำเสียงหรือความลังเลของผู้พูด
“What were you going to say?”
“. . . Nothing. Forget it.”
2. ระหว่างแต่ละจุด ต้องมี space
ไม่ใช่: …
แต่เป็น: . . .
(ข้อนี้ tricky นิดนึง ลองไปรีเสิร์ชมาเพิ่ม มันแล้วแต่ว่ายึดสไตล์แบบไหน ของ Chicago บอกให้เว้น แต่ AP ไม่ต้องเว้น ส่วน Oxford (เท่าที่ไปเปิดมา) บอกแค่ว่ามี space หรือไม่มีขึ้นอยู่กับ สนพ. โดยไม่ได้เจาะจงว่าต้องใช้แบบไหน แต่ลองกวาดตาดูหน้าอื่น ๆ แล้ว Oxford ใช้แบบติดกัน)
3. ไม่ควรแยกจุดไข่ปลากลุ่มเดียวกันให้ไปอยู่คนละบรรทัด (ข้อนี้ต้องใช้ภาพบรรยาย แปะไว้ในเม้นละ แนบไว้ต้นโพสเดี๋ยวมันไปบีบภาพปก จะไม่สวยเอา 55555)
.
.
.
ปกติเวลาเขียนอะไรแบบนี้จะรวมเนื้อหาจากหนังสือหลาย ๆ เล่มแล้วเอามาเรียบเรียงใหม่ แต่ของเคส ellipsis นี่รู้สึกของ Chicago เขียนเคลียสุดเลยแปลมาทั้งดุ้นเลย แล้วก็ดัดแปลงตัวอย่างให้มันง่ายขึ้น (ตัวอย่างของ Chicago บางอันนี่ยากเกิน)
ใครมีอะไรอยากถามเม้นมาได้เลย
oh to be loved is to be considered❤️🩹❤️🩹
Whimsy 🍵🐰 retweeted
กุเปนพวกยึดติดมาก แบบมากมายจริง ๆ ไม่สามารถปล่อยใครไปจากชีวิตได้ง่าย ๆ จะเสียดายทุกอย่าง ต้องนั่งหักลบกลบหนี้ว่าการเลิกคบใครสักคนแม่งสมควรหรือยัง ทนจนถึงที่สุด ซึ่งถ้าสุดท้ายกูกล้าปล่อยใครไป ยินดีด้วย มึงไม่ซวยมากก็โชคดีมากมีอยู่ 2 อย่าง




















