Lisa Karma ประจำตุลา 69
📌 สาวสองที่ตามด่าลิซ่า จิ้มโดนตัวซีเครท กรรมตามสนองโดนเปิดโปงค้าประเวณี
📌 อินฟูสาวสั่งสอน Red Flag แบบอคติ เปิดสันดานจนโดน Unfollow and Block เคสนี้เห็นสันดานแพทย์ที่ช่วยรีโพสต์ด้วย
📌 ชายแทร่เปิดสันดานจริง ตามด่ากับผู้หญิงที่หวังให้เลี้ยงข้าวตอนออกเดท บางคนถึงขนาดใช้คำว่า “แม่มึงเป็นใคร ไม่ใช่แม่กู กูไม่เลี้ยงทั้งมึงทั้งแม่มึง”
📌 ได้เห็นหลายคนแสดงปัญหาทางการเงินชัดเจน เพราะเปรียบเทียบผู้หญิงที่หวังให้ผู้ชายเลี้ยงข้าวว่า Gold Digger เอ่อม ถ้าแค่ค่าข้าวที่เลี้ยงถึงขนาดเปรียบเทียบเป็นทองคำ ไม่อยากคิดว่ามีปัญหาการเงินขนาดไหน
ดารา Hollywood บอกว่าแค่อีกคนตอบแชทเร็วทุกครั้งมันคือ Red Flag สำหรับเขา เขาไม่ได้หมายถึงอะไรร้ายแรงอันตรายเลย แค่ไม่ชอบคนแนวนั้น
แต่คนไทยที่มาสอนลิซ่าว่า Red Flag มันต้องสัญญาณอันตรายมาก ต้องร้ายแรงมาก
คุณจะไปสอนดารา Hollywood ด้วยไหมครับว่าพวกเขาใช้คำผิด
ฝรั่งเขาใช้คำนี้ชิลๆขำๆ แบบ ไม่ใช่สไตล์เขา อะไรแค่นั้นเอง
ทำไมพอเป็นลิซ่า คนไทยต้องดราม่าจับผิด ว่าร้ายตลอด ไม่สงสารคนไทยด้วยกันเหรอ?
มีคนเอาคำแปล Red Flag จากดิกชันนารี่มาคุยตำหนิลิซ่าว่าลิซ่าใช้ผิด มันรุนแรงมาก ทำให้ผมนึกถึงครั้งนึงนักกีฬาต่างประเทศ (ถ้าจำไม่ผิด จีนมั้ย) มาแข่งในไทย แล้วมีแฟนคลับตะโกนเชียร์ประมาณว่าลูก แม่เชียร์ลูกนะ กลายเป็นนักกีฬาคนนั้นหน้าเสีย เครียด และให้สัมภาษณ์ว่าเขามีแม่คนเดียว ทำไมคนไทยเรียกตัวเองว่าแม่!!!
ที่เล่าคือ “แม่” ถ้าดูคำแปล ก็คือตามที่เข้าใจ แต่ภาษาแต่ละที่มันลื่นไหล อาจไม่ได้หมายถึงคำแปลนั่นจริง
📌 คนไทยชอบเรียกศิลปินที่อยากสนับสนุนว่าลูก แม่สนับสนุน ทั้งที่ไม่ได้เป็นแม่จริงๆ
📌 บางครั้งการคุยเล่น ถ้ามีถามกันว่า “เพื่อนในกลุ่ม ใครน่าหมั่นไส้สุด” อาจขำๆ ตอบไปแบบไม่ได้หมายถึงหมั่นไส้จริง แต่ฝรั่งมาฟังอาจตกใจ คุณหมั่นไส้เพื่อน
📌 “หืม ชีวิตดีน่าอิจฉานะคะ” อาจดูเป็นคำชมขำๆ ฝรั่งมาฟังอาจตกใจว่าคุณอิจฉาเพื่อนทำไม
📌 เหมือนกัน Red Flag, Green Flag ในรายการของอเมริกา เขาสัมภาษณ์หัวข้อต่างๆ ใช้คำนี้กันชิลๆขำๆ ไม่ได้หมายถึงอะไรร้ายแรงจนอยากวิ่งหนี
คือจะเอาคำแปลในดิกชันนารี มาโจมตีคนโน้นนี้ว่าใช้ภาษาผิด มันใช่เหรอครับ?
ใบเฟิร์น & ลิซ่า คล้ายกันตรงที่...
📌 ชาวเน็ตเป็นไรมากมะ คอยจับผิดว่าแสดงไม่ดี เพลงไม่ดี นิดหน่อยก็ดราม่า
📌 ทั้ง 2 คนก็วางตัวดีตลอด ดูไม่ถือตัว เป็นกันเอง ไม่เหวี่ยงวีนใคร
📌 ยิ่งโดนด่า งานยิ่งปัง มีผลงานทีไรเรียกเรตติ้งทั้ง ไทย จีน ต่างชาติ
เห็นละเข้าใจชีวิต คนที่เขาสำเร็จ เขาก็โฟกัสตั้งใจทำงานไป คนที่ตามด่า มัวแต่โฟกัสด่า แต่ลืมโฟกัสพัฒนาชีวิตตัวเอง
Lilies & Lyrics retweeted
Siren’s calling…
vm.tiktok.com/ZPLyGbuNX/
เวลาเห็นคนไทยด้วยกัน คอยจับผิดดารานักร้องว่าคนนั้นคนนี้พูดอังกฤษเก่งไม่เก่ง นึกถึงเคยคุยกับเพื่อนอเมริกัน ประเด็นเรื่องอยากฝึกพูดให้คล่อง เพราะมันช่วยให้ดูดีนะ เพื่อนอเมริกันขำและตอบว่า “Language is for communication, not for showing off or judging others.”
ไม่แปลกใจเลยที่เห็นในวงการ Hollywood หรือวงการนักร้องอเมริกา หลายคนก็พูดบนเวทีสำเนียงไม่เป๊ะ แต่คนในวงการก็ยืนปรบมือและสนิทกันได้ เขากลับมองว่าคนต่างถิ่น สำเนียงแตกต่างกัน ก็ดูมีเสน่ห์นะ ขอแค่สื่อสารกันรู้เรื่องก็เพียงพอแล้ว
ในขณะที่คนไทยที่ไม่ใช่ English Native Speaker นั้น กลับพยายามข่มภาษาอังกฤษกันเอง เออ แปลกดี
มึง #แรงเงาEP3 คือฉากตบลงบันไดเลื่อน โคตรตลก มีมมาก กูชอบเวอร์นี้มาก
#แรงเงา2026
ดราม่าเรื่อง “เลี้ยงข้าว” ของลิซ่า ตอนแรกผมรำคาญพวกมาวิจารณ์แย่ๆถึงผู้หญิง แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจมุมมองพวกเขาละ
📌 ในมุมมองคนส่วนมาก อาจจะ 90% ของประเทศ ค่าอาหาร = ค่าใช้จ่ายรายเดือน คนกลุ่มนี้เวลาเข้าร้านอาหารยังต้องมองฝั่งขวาของเมนู คือราคาสมเหตุสมผลไหม คนกลุ่มนี้ การเลี้ยงข้าวใคร ยังต้องใช้ตรรกะคิดครับ ว่าควรไม่ควรเลี้ยง ซึ่งก็ไม่ผิดเลยสำหรับเขาที่จะคิดนะ
📌 ตลกร้ายคือในสังคมมีกลุ่ม Elite อาจมีแค่ 5-10% ของประเทศ ที่ค่าอาหาร = Nothing สำหรับพวกเขา ผมเคยรู้จักเพื่อนที่อยู่ดีๆ เช้าจองตั๋วบินไปกินติ่มซำฮ่องกงมื้อเที่ยง ค่ำก็บินกลับมาไทย
คนกลุ่ม Elite ถ้าคุณเข้าใกล้เขา หลายอย่างจะมองต่างมุมครับ เพื่อนที่ผมเล่าเขากินข้าวมื้อละหลายหมื่นหรือหลักแสนได้ปกติ และหลายครั้งเขาก็เลี้ยงข้าวเพื่อนๆ พวกผมบางคนเกรงใจก็บอกเขาว่าอย่าเลย รู้สึกไม่ดี เขาตกใจรีบตอบ “ขอโทษด้วยที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ที่บ้านคือเลี้ยงข้าวเพื่อนๆเป็นเรื่องปกติเลยไม่คิดอะไร”
มีครั้งนึงเพื่อนในกลุ่มมีปัญหาการเงิน เขาเสนอให้ยืม 500,000 บาทไม่คิดดอกเบี้ย มีเมื่อไหร่ค่อยคืน เพื่อนตกใจกลัวไม่มีคืน เขาตอบว่า “อย่าคิดมาก เงิน 5 แสนมันไม่ต่างกับเข้าห้องน้ำแล้วทำต่างหูข้างนึงหาย”
ผมเลยเข้าใจว่าระดับลิซ่า การพูดหยอกๆ ว่า “เลี้ยงข้าวหน่อย” น้องไม่ได้คิดมันเป็นเรื่องใหญ่อะไร ไม่ต่างจากบอกผู้ชายว่า “เปิดขวดน้ำให้หน่อยสิ” หรือ “อยู่กับแม่อะ อยากทักทายมั้ย”
เหมือนที่ลิซ่าจัด Listening Party เชิญแฟนคลับมาดื่มแพงๆไม่อั้น แจกเซรั่ม Ultimune ขวดละหลายพันให้ทุกคน เพราะน้องไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย
และเข้าใจคนที่รุมวิจารณ์ลบ เพราะพวกเขาอาจไม่เคยเจอเพื่อน Elite ที่เงินหลักหมื่นหลักแสน มีค่า = เงินหลักสิบของเรา คนพวกนี้เลยตีความไปต่างๆนาๆว่า “ขอเลี้ยงข้าว” คือโน่นนั่นนี่ เพราะมันคือส่วนนึงของค่าใช้จ่ายรายเดือนเขาไงครับ ซึ่งก็ไม่ผิดที่คิดเลย
เป็นลิซ่าคือ “เอามึงว่าเลย”
- คบเศรษฐี ก็หาว่าหวังคนรวย
- คบศิลปินไทย ก็หาว่าลดตัวไปคบคนฐานะต่ำกว่า
- ลองใจว่าผู้ชายจะเลี้ยงข้าวมั้ย ก็หาว่าจะไปผลาญผู้ชาย
ถึงแม้ผมเป็นเกย์นะ ถ้าผมกำลังไปจีบคนนึงที่ดู Perfect มากๆ ถ้าเขาเอ่ยปากนิดว่ามากับแม่และเพื่อนสนิท คุณจะดูแลบิลมั้ย ผมยิ่งโคตรภูมิใจ ว่าเขาเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงครอบครัวเขา
และเชื่อเถอะ ผมมีเพื่อนผู้หญิงที่ทำงานเก่งและรวยมีเงินเดือนเกินล้านบาท เวลาผู้ชายมาจีบเขาลองใจทุกคนว่ามีไหวพริบในการตอบคำถามไหม เขาไม่อยากให้ผู้ชายเปย์จริงหรอกครับพวกนี้เพราะเขาเก่งและภูมิในตัวเอง แค่ทดสอบว่าคนนี้อนาคตจะฉลาดพออยู่ข้างเขาได้ไหม
และเพื่อนผู้หญิงผมพวกนี้ แต่งงานละครับ ก็ไม่ได้ให้ผู้ชายเลี้ยงเลย ใครที่ผ่านด่านทดสอบพวกเขาได้ คือมีแต่สบายครับ
ส่วนพวกคิดเล็กคิดน้อย ทำไมมากันกับแม่แล้วจะให้เลี้ยงข้าว ผมเหมารวมเลยคับ ไม่เห็นแก่ตัว ก็เป็นคนจนกว่าเท่านั้น
อาจดูแรง แต่ในชีวิตจริงคือ เวลาผมเล่นแอพเกย์ หลายครั้งมีคนทักมาอยากเจอ และบอกมีเมียกับลูกอยู่บ้านนะ มาเจอกินข้าวได้ไม่เกิน 2 ทุ่มต้องกลับบ้านไปเจอเมีย สมัยนี้เจอแบบนี้เยอะมากคับ
พล็อตเรื่องโหดมาก ในเรื่องคริส(แก๊ป)เป็นศาสนาจารย์ที่สืบตำแหน่งต่อจากพ่อ เป็นสามีตุลย์(โยเกิร์ต)ที่มีปัญหากับแม่สามี(นกสินจัย)ที่เบียวศาสนาตลอด แล้วแม่สามีปิดบังเรื่องคริสมีชู้มาตลอด เห็นแต่สายตาที่มองคลิปแล้วตกใจมาก สรุปชู้คริสคือผชหรือสาวสอง #บ้านขุมนรก
แอนตี้ คือตรรกะเบี้ยวมาก
AlterEgo ผู้มาก่อนกาล มธุสรมีรุ้ง ส่วนลิซ่ามีตั้ง 5 ร่าง “อย่าเพิ่งรีบตาย ลิซ่าเพิ่งเริ่ม”
"ฉันไม่เคยเห็นด้วยกับการกระทำของรุ้ง แต่ถ้าฉันไม่มีรุ้ง ฉันก็คงจะเป็นคนไข้อีกคนหนึ่งของหมอ"
มธุสรพูดประโยคนี้กับจิตแพทย์ในละครเรื่อง #ล่า หลังจากหมอค้นพบว่า ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ได้มีเพียงบุคลิกของมธุสรที่เธอคุ้นเคย แต่ยังมีอีกบุคลิกหนึ่งชื่อ “รุ้ง”
ฉากนี้น่าสนใจมาก เพราะหมอไม่ได้ถามเพียงว่า "รุ้งเป็นใคร" แต่พยายามทำความเข้าใจว่ารุ้งเข้ามามีบทบาทในชีวิตมธุสรได้อย่างไร
เมื่อหมอถามว่ารุ้งจะออกมาตอนไหน รุ้งตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า
“เวลาที่อีสรมันทนไม่ได้ ฉันก็ออกมาแค่นั้นเอง”
เธอยกตัวอย่างเวลาที่มธุสรตกใจมาก เจอสุนัขตัวใหญ่ หรือพบคนแปลกหน้าที่น่ากลัว
คำตอบนี้ทำให้รุ้งน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะรุ้งไม่ได้ปรากฏเฉพาะเวลามธุสรต้องการแก้แค้น แต่ยังออกมาในสถานการณ์ที่มธุสรรู้สึกกลัวหรือรับมือไม่ไหว
คนที่เคยดู ล่า คงจำฉากที่มธุสรพูดคุยกับรุ้งผ่านกระจกได้ รุ้งเป็นผู้หญิงที่แข็งกร้าว มั่นใจ และพร้อมทำสิ่งที่มธุสรไม่กล้าทำ เธอตำหนิความอ่อนแอของมธุสร และพยายามโน้มน้าวว่าคนที่ทำร้ายสองแม่ลูกสมควรได้รับการแก้แค้น
แต่ฉากพบจิตแพทย์ทำให้เราเห็นว่า รุ้งอาจไม่ได้เป็นเพียงด้านมืดหรือความพยาบาทที่ถูกเก็บกดไว้
ลองย้อนกลับไปดูสิ่งที่มธุสรเผชิญ
เธอพยายามพาลูกออกจากชีวิตคู่ที่มีความรุนแรง แต่กลับต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ 2 แม่ลูกถูกทำร้ายอย่างโหดร้ายแบบที่ชีวิตผู้หญิงคนนึงเกินจะรับไหว แม้พยายามเรียกร้องความยุติธรรม เธอก็ยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยได้
ในอีกช่วงหนึ่งของฉากพบแพทย์ มธุสรเล่าทั้งน้ำตาว่า
“ทุกวันนี้ฉันยังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของลูกอยู่ทุกคืน แล้วฉันก็ช่วยอะไรลูกไม่ได้”
เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่ความทรงจำในวันที่เธอไม่สามารถช่วยลูกได้ยังตามรบกวน
ในทางจิตวิทยา ความทรงจำที่ย้อนกลับมารบกวนเช่นนี้อาจสัมพันธ์กับผลกระทบจากบาดแผลทางใจ (psychological trauma) โดยเฉพาะความทรงจำที่ไม่ต้องการให้กลับมาแต่ยังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
เมื่อมองจากสิ่งที่มธุสรเผชิญ คำพูดของรุ้งที่ว่า “เวลาที่อีสรมันทนไม่ได้ ฉันก็ออกมา” จึงมีความหมายมากขึ้น
รุ้งอาจเป็นวิธีที่ละครใช้แสดงตัวตนซึ่งออกมารับมือกับความกลัวและความเจ็บปวดที่มธุสรรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจทนได้
แต่ปัญหาคือ รุ้งไม่ได้เพียงเผชิญความกลัวแทนมธุสร เธอยังพยายามเปลี่ยนความกลัวและความเจ็บปวดให้กลายเป็นเหตุผลสำหรับการใช้ความรุนแรงด้วย
รุ้งจะตำหนิมธุสรว่าอ่อนแอ และผลักดันให้เธอตอบโต้คนที่ทำร้าย
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การปลุกความโกรธ แต่เป็นการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “เข้มแข็ง” และ "ความอดทนและพยายามปกป้องลูก" ให้กลายเป็นความตอบสนองกลับด้วยความรุนแรง
ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด Moral Disengagement โดยเฉพาะการสร้างเหตุผลให้การกระทำที่ขัดกับคุณค่าทางศีลธรรมของตัวเองดูเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
รุ้งไม่ได้พยายามทำให้มธุสรเชื่อว่าการฆ่าคนเป็นเรื่องถูกต้องเสมอไป แต่พยายามทำให้เชื่อว่าคนกลุ่มนี้สมควรได้รับการแก้แค้นและควรได้รับผลจากการกระทำเช่นกัน และทำให้ความรุนแรงถูกอธิบายใหม่ให้ดูเหมือนเป็นการทวงคืนความยุติธรรม
แต่ละครไม่ได้ทำให้มธุสรยอมรับเหตุผลของรุ้งทั้งหมด
เมื่อหมอถามว่ามธุสรเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมสามีเก่าและคนในแก๊งร่วมอาสาหรือไม่ มธุสรพูดถึงความเจ็บปวดที่เธอเผชิญ ก่อนยอมรับว่าไม่เคยเห็นด้วยกับการกระทำของรุ้ง
ความน่าสนใจคือ "ความขัดแย้งในตัวเองของมธุสร" เธอรู้ว่ารุ้งทำอะไร และยังตัดสินได้ว่าสิ่งนั้นผิด แต่ในเวลาเดียวกันกลับรู้สึกว่าตัวเองขาดรุ้งไม่ได้
มธุสรไม่ได้สูญเสียความสามารถในการแยกถูกผิด แต่เธอรู้สึกว่ารุ้งช่วยให้ตัวเองรับมือกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความกลัวและความเจ็บปวดได้
การมีรุ้งหมายความว่า..มธุสรเป็นโรคหลายอัตลักษณ์ หรือ Dissociative Identity Disorder (DID) หรือไม่?
การวินิจฉัย DID ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย รวมถึงช่องว่างของความทรงจำที่เกิดซ้ำ ซึ่งข้อมูลจากฉากเหล่านี้ยังไม่เพียงพอจะยืนยันโรคดังกล่าว และผู้มี DID ก็ไม่ได้จำเป็นต้องมีพฤติกรรมรุนแรงเหมือนที่ละครนำเสนอ
สิ่งที่ทำให้ฉากพบแพทย์สะเทือนใจจึงไม่ใช่เพียงการเปิดเผยว่ามธุสรมีรุ้งอยู่ด้วย แต่เป็นช่วงที่มธุสรกลับมาเป็นตัวเอง ร้องไห้ และพูดถึงเสียงร้องขอความช่วยเหลือของลูกที่ยังตามหลอกหลอนเธอทุกคืน
เราจึงเห็นทั้งผู้หญิงที่พยายามทำตัวให้แข็งแกร่งจนพร้อมฆ่าคน กับแม่คนหนึ่งที่ยังเจ็บปวดกับวันที่ตัวเองช่วยลูกไม่ได้ในฉากเดียวกัน
มธุสรเชื่อว่ารุ้งช่วยให้เธออยู่รอด แต่การแก้แค้นของรุ้งกลับกำลังพาเธอออกห่างจากชีวิตที่เธออยากกลับไปมี
และนี่อาจเป็นความเจ็บปวดอีกชั้นหนึ่งของมธุสร ที่ฉากพบจิตแพทย์ทำให้เราเห็นได้ชัดกว่าฉากแก้แค้นเสียอีก
#ละครล่า #จิตวิทยา #บาดแผลทางใจ #พฤติกรรมมนุษย์ #มธุสร #DID
พาพ่อแม่มาถวายเพลวัดอุโมงค์ นึกถึงเรื่องลึกลับตอนบวชที่นี่ คืนนึงต้องไปปลงสังขารร่างกายในป่าจนดึก ขาเดินกลับกุฏิบนพื้นมีแต่ใบไม้แห้ง ผมและพระอีกท่านเดินรั้งท้าย แต่ได้ยินเสียงคนเดินเหยียบใบไม้ตามหลังมาตลอด จนผมและพระอีกท่านหันไปส่องไฟฉายก็ไม่เจออะไร ได้แต่เงียบและเดินต่อ แต่เสียงเดินตามก็ยังตามมาจนเกือบถึงกุฏิ ตอนบวชไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรได้แต่คิดว่าอาจมีบางอย่างมาขอส่วนบุญนะครับ











