ตอนเรียนทันตะปี 5 ไปหาหมอที่รามา แล้วใส่กาวน์ไป เพราะต้องกลับไปลงคลินิกต่อ พยาบาลคัดกรองคงนึกว่าเป็นนศพ. เลยถามเป็นภาษาหมอ “มี ... symptom ไหม??” นี่ทำหน้างง ชีเลยตะคอกถามซ้ำ คนไข้ก็เยอะ นี่อายมาก หลังจากนั้นกุใส่ไปรเวทไปเลย บั่นทอนมาก ขอให้พยบคนนั้นไม่เจริญ 😊🙏🏻
ขับรถกลับบ้าน โดนรถพ่วง 22 ล้อ ชนท้าย รถเราพลิกคว่ำหลายตลบ ตั้งสติได้ โทรหาประกัน โทรหาแม่ บอกแม่ปุ้บ แม่ถามว่า แล้วรถพ่วงเขาเจ็บหนักไหม นี่ งง จนเคลียร์รถ คุยกับประกันเสร็จเรียบร้อย แม่มาบอกว่า ขอโทษนะ ตอนแรกแม่นึกว่า รถพ่วงข้าง ( ซาเล้ง )
มูพ 💃 retweeted
เพื่อนคบมาตั้งแต่เรียนม.ต้น นิสัยนัด2ทุ่ม มา3ทุ่ม ไม่เคยตรงเวลาสักครั้งและไม่เคยขอโทษที่มาช้าด้วย อ้างรถติดมั่ง ตื่นสายบ้าง แต่งหน้านานบ้าง ก็ไม่เป็นไรชั่งมันคิดว่าเพื่อน จุดแตกหักคืองานแต่งพี่สาวเรา นางเสนอตัวมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ซึ่งมันต้องใส่ชุดไทยและเป็นประตูเงินประตูทอง (ต่อ)
มูพ 💃 retweeted
เพื่อนนี่ก็เคยโดนปาแคสตอนนั้นได้ยินละแบบ เชี่ยมาก มีหัวแตกนะโว้ยถ้ามันโดนอ่ะ 😑 ละคนปาคือที่ปรึกษานี่ แล้วตอนเค้าทรีตเด็กเค้า(บางคน)ดีมากนะ ดีจนงงว่าใช่คนเดียวกันแน่หรอวะ แต่ใครไม่ใช่ลูกป๊าคือโดนยับๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมเป็นงั้น
แต่นี่เอ๊ะตั้งแต่มีอ.ที่สนิดมาถามตอนจะขึ้นคลิละว่าใครเป็นที่ปรึกษา พอพูดชื่อไป เค้าบอกว่า แบบน้องนี่สบายเลย ตัวเล็กๆหน้าตาแบบนี้ ชีวิตดีแน่ ตอนนั้นแบบ เรื่องแบบนี้มีอยู่จริงหรอวะ พอเจอกับตัวคือ เออมันมีจริง 😑🫠
มูพ 💃 retweeted
นี่ตอนจบใหม่ ไปดูแพ้ยากับพี่เภสัชบนตึก ละนางใส่เดรสลายดอกไม้ เหนือเข่า มีอ.หมอเดินมาเจอ ไม่ถามอะไรเลย วีนสะบัด บอกแต่งตัวแบบนี้จะมาตรวจหรือมาทำอะไร ถ้าคนไข้ต้อง cpr จะกระโดดขึ้นเตียงยังไง พูดอยู่ 5 นาทีได้ พอพูดจบ พี่เค้าบอกหนูเป็นเภสัช มาดูแพ้ยา นางเดินหนีจ้า บอกละไม่บอกแต่แรก
มูพ 💃 retweeted
เป็นกุจบตั้งแต่ส่งเอกสารลงกลุ่มญาติแล้ว ตัวใครตัวมัน
แม่เส้นเลือดในสมองตีบ แล้วโทรมาบอกให้ลูกสาวลาออกจากงาน กลับเชียงใหม่มาดูแล
ลูกสาวถามกลับแค่ประโยคเดียว
“แม่ ตอนแบ่งบ้าน แม่บอกว่าหนูเป็นคนที่แต่งออกไปแล้ว พอตอนนี้ต้องการคนดูแล หนูกลับมาเป็นลูกสาวแม่อีกแล้วเหรอ”
แม่ร้องไห้อยู่ปลายสาย
แม่ไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่วัน ลูกสาวจะไปเจอจดหมายจากธนาคาร ในลิ้นชักข้างเตียงของแม่
พาริน อายุ 38 เป็นนักบัญชีอยู่กรุงเทพฯ
ณัฐ น้องชาย อายุ 35 เปิดอู่ซ่อมรถอยู่เชียงใหม่
พ่อเสียไปตั้งแต่ลูกๆ ยังเด็ก แม่ขายกับข้าวในตลาด เลี้ยงลูกสองคนมาคนเดียว
พารินเรียนมหาวิทยาลัยด้วยเงินกู้ กยศ. เสาร์อาทิตย์ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ
ณัฐเรียนไม่จบ ม.ปลาย แม่เอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาเปิดอู่ให้
พารินไม่เคยค้านสักคำ
ทำงานปีแรก เงินเดือน 15,000 เธอส่งให้แม่เดือนละ 3,000
พอเงินเดือนขึ้นเป็น 38,000 เธอส่ง 5,000
แม่ป่วย เธอจ่าย ตู้เย็นเสีย เธอซื้อใหม่ น้องแต่งงาน เธอใส่ซอง 50,000
ปีนั้นเธอเพิ่งซื้อคอนโดเล็กๆ ต้องผ่อนทุกเดือน
หกปีก่อน แม่เรียกเธอกลับเชียงใหม่
บนโต๊ะมีเอกสารโอนบ้านวางอยู่
บ้านสองชั้นที่พ่อกับแม่ซื้อที่ดินปลูกไว้ตั้งแต่หนุ่มสาว รวมที่ดินแล้วมูลค่า 2.8 ล้านบาท
“บ้านนี้ยกให้ณัฐ เขาเป็นลูกผู้ชาย ต้องเลี้ยงครอบครัว ต้องมีหลักประกัน”
พารินถามว่า “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ บอกหนูล่วงหน้าสักคำไม่ได้เหรอ”
แม่ขมวดคิ้ว “จะบอกทำไม แกแต่งออกไปแล้ว ยังจะกลับมาแย่งกับน้องอีกเหรอ”
ณัฐที่นั่งอยู่ข้างๆ พูดขึ้นมา
“พี่ไม่ต้องห่วง บ้านให้ผม ต่อไปเรื่องดูแลแม่ ผมรับเองทั้งหมด”
คืนนั้น พารินร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียวนานมาก
ไม่ใช่เพราะบ้าน
แต่เพราะเธอเพิ่งเข้าใจว่า เงินทุกบาทที่ให้มาตลอดหลายปี ในสายตาแม่มันคือ “หน้าที่”
แต่พอพูดถึงสมบัติในบ้าน เธอกลายเป็นคนนอกทันที
วันรุ่งขึ้น เธอกลับกรุงเทพฯ
หกปีหลังจากนั้น เงิน 5,000 ไม่เคยขาดสักเดือน
ปีที่แล้ว แม่เส้นเลือดในสมองตีบ
พารินบินกลับเชียงใหม่ทันที ลางานสิบวันเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล
ณัฐกลางวันเปิดอู่ กลางคืนแวะมาบ้างเป็นครั้งคราว
ตอนออกจากโรงพยาบาล หมอบอกว่าต้องทำกายภาพบำบัดอีกนาน และต้องมีคนดูแลตลอด
พารินเสนอให้จ้างผู้ดูแล เดือนละ 15,000
ประโยคแรกที่ณัฐพูดคือ “แพงขนาดนั้น? ผมจะเอาเงินที่ไหน”
พารินบอกว่า “พี่ออกให้ก่อน”
สองเดือน ค่าผู้ดูแลกับค่ากายภาพ เธอจ่ายไปเกือบ 40,000
พอเดือนที่สาม ณัฐโทรมา
“ไม่จ้างแล้วนะผู้ดูแล แพงเกิน พี่กลับมาดูแลเองไม่ดีกว่าเหรอ ยังไงพี่เขยก็มีรายได้อยู่แล้ว”
แม่รับสายต่อ
“แกเงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่น ขาดเงินเดือนแกไปคนเดียว บ้านก็ไม่อดตายหรอก แกเป็นลูกสาว ดูแลแม่มันเป็นหน้าที่ไม่ใช่เหรอ”
พารินถาม “ตอนยกบ้านให้ณัฐ เขาบอกว่าจะดูแลแม่เองทั้งหมดไม่ใช่เหรอ”
แม่ตอบ “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้น้องเขาก็ลำบาก”
“แล้วหนูล่ะ หนูไม่ลำบากเหรอ”
แม่ไม่ตอบ
แล้วพารินก็ถามประโยคนั้นออกไป
ปลายสายเงียบไปนาน แล้วแม่ก็ร้องไห้
“แม่เลี้ยงแกมาจนโต ขอให้กลับมาดูแลแค่ไม่กี่เดือน แกมานั่งคิดบัญชีกับแม่เหรอ”
ไม่กี่วันต่อมา ณัฐโพสต์ในไลน์กลุ่มครอบครัว
“พี่ผมอยู่กรุงเทพฯ สบายดี แม่ป่วยขนาดนี้ ยังไม่ยอมกลับมาดูแล”
แนบรูปแม่นั่งรถเข็นอยู่คนเดียว
ป้าทักแชตส่วนตัวมา “เงินหาใหม่ได้ แต่แม่มีคนเดียวนะ”
น้าบอกว่า “น้องเขาต้องเลี้ยงทั้งครอบครัว เป็นพี่ก็ช่วยแบกหน่อย”
พารินไม่ตอบใคร
สุดสัปดาห์นั้น เธอกลับเชียงใหม่ไปช่วยแม่จัดเอกสารสิทธิ์การรักษา
แล้วในลิ้นชักข้างเตียงของแม่ เธอก็เจอจดหมายฉบับนั้น
ใบแจ้งชำระหนี้สินเชื่อจำนองจากธนาคาร
ผู้กู้: ณัฐ
ทรัพย์ที่จำนอง: บ้านหลังนั้น
วันที่กู้: แปดเดือนหลังโอนบ้าน
ในลิ้นชักยังมีสมุดบัญชีของแม่
หกปีที่ผ่านมา ทุกเดือนที่เงิน 5,000 ของเธอเข้า วันรุ่งขึ้นจะมีเงิน 3,000 โอนออกไปบัญชีของณัฐ
หมายเหตุเขียนว่า: ค่าเทอมหลาน
พารินนั่งอยู่ข้างเตียง มือสั่นไม่หยุด
“หลักประกัน” ที่แม่ยกให้ลูกชาย ถูกจำนองให้ธนาคารไปนานแล้ว
เงินที่เธออดออมส่งมาทุกเดือน เอาไปเลี้ยงลูกของน้อง
และแม่ รู้ทุกอย่าง
คืนนั้น พารินส่งข้อความเข้าไลน์กลุ่มครอบครัว
ไม่ด่าใคร ไม่อธิบายอะไรสักคำ
มีแต่รูป
สลิปโอนเงินหกปี 72 ใบ ส่งทีละใบ
ใบเสร็จค่าผู้ดูแล
ใบเสร็จโรงพยาบาล
สองรูปสุดท้าย
วันที่โอนบ้าน
กับใบแจ้งหนี้จำนองจากธนาคาร
กลุ่มเงียบไปทั้งคืน
ป้าที่บอกว่า “แม่มีคนเดียว” ไม่โผล่มาพูดอีกเลย
วันรุ่งขึ้น ณัฐบุกมาหาเธอ
“พี่หมายความว่าไง พูดไปพูดมา ก็ยังติดใจเรื่องบ้านอยู่ใช่ไหม”
พารินมองหน้าเขา
“ติดใจ? บ้านหลังนั้นตอนนี้เป็นของแกเหรอ”
“มันเป็นของธนาคาร”
หน้าณัฐซีดลงทันที
พารินวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะ
“จ้างผู้ดูแลต่อ ทุกเดือนพี่ออกครึ่งหนึ่ง โอนตรงให้ผู้ดูแล ไม่ผ่านมือใครทั้งนั้น”
“แกอยู่ใกล้ กลางคืนกับเรื่องฉุกเฉินแกรับผิดชอบ”
“เรื่องให้พี่ลาออก ไม่ต้องพูดถึงอีก”
น้องสะใภ้ทำท่าจะพูด พารินหันไปมอง
“ชีวิตครอบครัวพวกเธอหยุดไม่ได้ แล้วชีวิตฉันหยุดได้ตามใจงั้นเหรอ”
ไม่มีใครพูดอะไรอีก
สามเดือนต่อมา แม่เริ่มถือไม้เท้าเดินได้ช้าๆ
พารินพาแม่ไปทำกายภาพเสร็จ สองแม่ลูกนั่งรอรถอยู่หน้าโรงพยาบาล
จู่ๆ แม่ก็จับมือเธอไว้
พารินคิดว่า ในที่สุดแม่คงจะพูดอะไรสักอย่าง
แม่พูดว่า
“หนี้บ้านของน้อง ช่วงนี้เขาผ่อนไม่ค่อยไหว…แกช่วยเขาหน่อยได้ไหม”
พารินนิ่งไปหลายวินาที
แล้วก็ดึงมือกลับ
รถมาถึง เธอพยุงแม่ขึ้นรถ ปิดประตูให้เรียบร้อย แล้วกลับกรุงเทพฯ คนเดียว
ตั้งแต่เดือนถัดมา เงิน 5,000 เธอไม่โอนให้แม่อีก
ค่าผู้ดูแลยังจ่ายครบทุกบาท โอนตรงให้ผู้ดูแล
แม่โทรมาด่าว่าเธอใจดำ
ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง?
ดัดแปลงจากประสบการณ์จริงของเพื่อน
มูพ 💃 retweeted
ยิงกูทิ้งเหอะแบบนี้
ตอนเราเรียน ป.ตรี มีร้านส้มตำเจ้าประจำ ที่ต้องไปกินทุกวัน มันอร่อยมาก ให้จานใหญ่ๆ ราคานักศึกษา แกขายดีมาก โต๊ะเต็มตลอด พอเราเรียนจบ ถึงได้ข่าวว่า แกขายดีจนมีคนไปแจ้งสาธารณสุขมาตรวจ สรุปผลตรวจคือ มี อุ จา ระ ข..ร..ี้ ผสมอยู่ในปลาร้า แล้วแกก็สารภาพว่า ผสมของตัวเองลงไป เพราะแกถือเอาเคล็ดให้ขายดี พิมพ์ไปด้วยตอนนี้ ก็คอแข็ง นึกถึงทีไรก็ขนลุกขนพอง ดีที่ไม่ตาย 55555
มูพ 💃 retweeted
อึ้ง… มีคนคิดแบบนี้จริงเหรอ มันไม่ใช่การว่าหรือพาดพิงในแง่ลบด้วยซ้ำ มันเป็นการแสดงออกว่าเค้าอยากรับผิดชอบลูกเขา แล้วก็อยากมีมารยาทกับคุณ😭
มูพ 💃 retweeted
เอาจริงถ้าย้อนไปลึกๆ ในความคิดของคนตอนที่เขาลุกขึ้นมาบอกว่า "ห้ามใครเปลี่ยนสีผิวเป็นคนดำนะ" เชื่อป่ะว่าในจุดนั้นเขาคิดถึงแค่เรื่องระหว่างคนขาวกับคนดำ ส่วนคนเอเชียคือไม่ได้อยู่ในสมการความคิด ไม่มีตัวตนอยู่ในหัวของคนพวกนั้นอยู่แล้ว
ซึ่งคนขาวเคยกดขี่คนดำอย่างมากมาก่อน ดังนั้นที่ตอนนี้เขาจะบอกว่าห้ามคนขาวเอาวัฒนธรรมคนดำไปใช้ประโยชน์ก็ เออ ถูก เก็ต
แต่พอหันหน้ามามองเอเชีย ที่โดนทั้งผิวขาวผิวดำเหยียด โดนมองเป็นลิงเหลืองตัวจิ๋วไม่มีตามาตลอด ก็งงนิดนึงว่า อ่า...แล้วเอเชียไม่มีสิทธิ์แต่งผิวดำเพราะอะไรนะ ในกรณีที่เห็นชัดๆว่าเป็นการแต่งเพื่อให้เหมือนที่สุด หรือแต่งเพื่อยกย่องความงามของคนดำ (แบบเคสอินฟลูแต่งหน้าตามนางงามผิวดำ) หรือแค่ท่องๆกันมาว่าเรื่องนี้เป็น taboo ห้ามทำนะ แล้วก็จบกันไป
ยิ่งรู้สึกอึดอัดกว่าเดิม เมื่อหันมามองสื่อของเอเชีย เช่นการ์ตูน ก็โดนคนดำจับไปเปลี่ยนสีผิวแบบตั้งใจเปลี่ยนเชื้อชาติ กลายเป็นว่าเอเชียโดนเหยียดจากทุกฝ่าย ติดร่างแหว่าถ้าเคารพคนดำไม่พอจะต้องโดนด่า แต่เอเชียเองจะโดนคนอื่นเปลี่ยนอะไรแค่ไหนก็ได้
คนดำควรได้รับการเคารพ แต่ส่วนตัวมองว่าควรยึดเจตนาที่แสดงออกเป็นหลัก ถ้าเขาแต่งหน้าเพื่อให้เหมือนที่สุด เพื่อเคารพความงาม หรือวาดคนดำเพราะอยากให้พื้นที่ตัวละครผิวดำบ้าง แม้จะยังลงสีไม่ถูก เจตนามันคือตั้งใจ Respect แล้วจะตีความไปเป็นอื่นเพื่อ?
กฏทางสังคมมันถูกสร้างมาได้ วันนึงมันก็ปรับเปลี่ยนได้ เมื่อก่อนการล้อเลียนคนดำเป็นเรื่องทำได้ ตอนนี้ก็กลายเป็นทำไม่ได้ จนล้นไปเป็น แม้แต่การทำเพื่อ Respect เพื่อชื่นชมก็ทำไม่ได้ อนาคตเดี๋ยวอาจจะเปลี่ยนไปอีกก็ได้ เพราะอะไรที่ล้นๆ สุดท้ายก็จะโดนผลักมาหาจุดตรงกลางในสักวัน
พี่เจษโดนทัวร์ต่างชาติลง หลังจากลงรูปนี้
มีการแต่งสีผิวให้ดูคล้ำ เค้าบอกว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ 🥲
หลังจากทัวร์ลง ก็ได้ลบรูปออกหมด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
#เจษฎ์พิพัฒ #jesjpp
มูพ 💃 retweeted
ใครคิดซาวว์อ่ะ ? 5555555 ไม่ไหว
" เร็นจิ ธามมมมห์ อัยเด้ก เหี้× " 😅🤪
MR FANBOY CHAPTER 10
#MrFanboyEP10
#ryujinpatji














































