
🏗 ᐧ༚̮ᐧ ☁️ ✶ ⁺ ᶜᴸᴼᵁᴰᴬᴮᴸᴱ ¨̮ ☁︎ ʏᴇsᴜɴɢ ᴢʜᴀɴɢʟɪʏɪɴ ʜᴀɴɢᴇɴɢ || Follows/RTs≠endorsement 🕊️ #YESUNG_Unfading_Sense_inBKK 🫵🏻
Bangkok, Thailand
Joined February 2010
- Tweets118K
- Following517
- Followers1.2K
- Likes7.5K
เธรดแรกของฮาโลวีน พาไปดูภูตผีและวิญญาณฝั่งญี่ปุ่นกันบ้าง
เวลาพูดถึงงานศิลปะญป หลายคนน่าจะเคยเห็นพวกภาพพิมพ์ไม้แกะญปที่เรียกว่า Ukiyo-e (อุกิโยะเอะ) ที่ไม่ได้ถ่ายทอดแค่ภาพทิวทัศน์ วิถีชีวิต แต่ยังเป็นสื่อที่ซุกซ่อนเงามืดของวิญญาณ/ความอาฆาตแค้น/ภูตผีปีศาจเอาไว้เช่นกัน
☁️ retweeted
ฟินมาก มาทั้งหลัก อ่านสนุกโคตร
ถ้าถามว่าคนไทยสามารถอ่านหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงได้หรือไม่ คนไทยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค อีกทั้งยังมีแหล่งรวบรวมข้อความที่อ่านจากหลักศิลาจารึก และเรายังมีการศึกษาการเทียบเคียงอังษรและคำในปัจจุบันซึ่งไม่ทราบว่ากัมพูชามีการเรียนการสอนในเรื่องนี้หรือไม่เชื่อว่าคนไทยหลายคนถ้าพูดขึ้นประโยคด้วยคำว่า พ่อกูชื่อ….ทุกคนจะตอบได้ว่าศรีอินทราทิตย์ แน่นอนแต่ถ้าให้คนกัมพูชาวงคำว่าสไบจากจารึกจะสามารถรู้ได้หรือไม่ว่าคำไหนคือสไบ
☁️ retweeted
ทำไมแค่ “ทาสีผิว” ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่? ย้อนรอย Blackface ตราบาปที่สังคมตะวันตกไม่มีวันลืม
สำหรับสังคมไทย หลายคนอาจมองด้วยเจตนาบริสุทธิ์ว่านี่คือความพยายามแต่งให้เหมือนที่สุดเพื่อแสดงความชื่นชมศิลปินในดวงใจ ทว่าในสายตาของชาวอเมริกันและโลกตะวันตก การกระทำลักษณะนี้กลับไปสะกิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์การเหยียดเชื้อชาติที่เลวร้ายที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือวัฒนธรรม Blackface
หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1830 ก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกัน สังคมสหรัฐฯ ยังตกอยู่ภายใต้ระบบค้าทาสอย่างถูกกฎหมาย คนผิวดำในเวลานั้นไม่ได้ถูกนับว่าเป็นมนุษย์ แต่มีสถานะทางกฎหมายเป็นเพียงทรัพย์สินชิ้นหนึ่งเท่านั้น ความทารุณโหดร้าย การบังคับใช้แรงงานเยี่ยงสัตว์ในไร่ฝ้าย คือความจริงอันเจ็บปวดที่ปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์อย่าง 12 Years a Slave (2013) และ Django Unchained (2012) ทว่าท่ามกลางความทุกข์ทรมานเหล่านั้น โลกบันเทิงของคนผิวขาวกลับให้กำเนิดมหรสพยอดนิยมที่เรียกว่า Minstrel Shows ที่นักแสดงผิวขาวจะนำเขม่าถ่านมาทาหน้าจนดำมืด วาดริมฝีปากหนาใหญ่เกินจริง แล้วออกไปเต้นแร้งเต้นกาด้วยสำเนียงแปร่งหู ตัวละครอย่าง Jim Crow ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียนว่าคนผิวดำเป็นคนโง่เขลา เกียจคร้าน และรักความสนุกสนานแบบไร้สาระ ละครเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือชวนเชื่อชั้นดีของกลุ่มเจ้าของทาสที่ตระเวนแสดงไปทั่ว เพื่อบอกสังคมว่าคนผิวดำมีความสุขดีกับการถูกกดขี่และไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการเป็นทาส
ความอยุติธรรมไม่ได้ยุติลงหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองและการเลิกทาส แต่สหรัฐฯ กลับก้าวเข้าสู่ยุคกฎหมายแบ่งแยกสีผิว หรือ Jim Crow Laws ภายใต้คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ Plessy v. Ferguson (1896) ที่ใช้คำสวยหรูบังหน้าว่า “Separate but Equal” หรือแยกกันแต่เท่าเทียม แต่แท้จริงแล้วคือระบบที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกคนสองสีผิวออกจากกันอย่างเด็ดขาด ภาพยนตร์เรื่อง The Help (2011) สะท้อนภาพแม่บ้านผิวดำที่เลี้ยงดูลูกและดูแลบ้านให้คนขาว แต่กลับถูกสั่งห้ามใช้ห้องน้ำร่วมกันในบ้านจนต้องสร้างห้องน้ำแยกไว้ด้านนอกเพราะความรังเกียจ เช่นเดียวกับใน Hidden Figures (2016) ที่นักคณิตศาสตร์หญิงผิวดำของ NASA ต้องวิ่งตากฝนข้ามตึกเป็นระยะทางไกลเพื่อไปเข้าห้องน้ำเฉพาะคนผิวสี และถูกแยกกระติกกาแฟต่างหาก ยังไม่รวมถึงการแบ่งโซนที่นั่งบนรถเมล์ การแยกห้องสมุด และการแยกก๊อกน้ำดื่มสาธารณะ ในยุคนี้เองที่นักแสดงผิวขาวผูกขาดบทบาทคนผิวดำบนเวทีบันเทิงทั้งหมด จนคนผิวดำตัวจริงที่อยากได้งานแสดง ต้องยอมทาสีหน้าตนเองให้ดำหนักขึ้นไปอีกเพื่อเล่นเป็นตัวตลกตามกรอบที่คนผิวขาววางบทบาทไว้ให้
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงประวัติศาสตร์โบราณที่จบไปนานแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะวัฒนธรรมนี้ดันแพร่ข้ามไปยังเกาะอังกฤษ ผ่านรายการโทรทัศน์ช่วงเวลาไพรม์ไทม์ของสถานี BBC ชื่อ The Black and White Minstrel Show ซึ่งนำนักร้องผิวขาวมาทาหน้าดำ ปากขาว ร้องเพลงประสานเสียง รายการนี้ออกอากาศยาวนานถึง 20 ปี ตั้งแต่ปี 1958 ถึง 1978 ท่ามกลางยอดชมสัปดาห์ละหลายสิบล้านคน นั่นหมายความว่าคนรุ่นพ่อแม่ของชาวตะวันตกในปัจจุบันเติบโตมากับการเห็นภาพล้อเลียนสีผิวนี้บนหน้าจอทีวีที่บ้าน บาดแผลนี้จึงยังสดใหม่ และเมื่อบวกกับการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองในสหรัฐฯ ยุค 1960 ที่ต้องแลกมาด้วยการปราบปรามอย่างโหดร้ายและการลอบสังหารผู้นำคนผิวสี สังคมตะวันตกในยุคหลังจึงเห็นพ้องต้องกันว่า Blackface คือสัญลักษณ์ของความเกลียดชังที่ห้ามแตะต้องเด็ดขาด
ทว่าในอีกมุมหนึ่ง แม้โลกตะวันตกจะเคร่งครัดเรื่องการต่อต้านการเหยียดสีผิวและชอบพร่ำสอนสังคมอื่นเรื่องความเท่าเทียม แต่ในหลายครั้ง สื่อและแวดวงบันเทิงตะวันตกกลับตกหลุมพรางแนวคิด “ชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลาง” เสียเอง ไม่ว่าจะเป็นการนำประเพณีการหมอบกราบของไทยไปล้อเลียนสร้างเสียงหัวเราะ หรือการที่แบรนด์แฟชั่นอิตาลีชื่อดังทำโฆษณาเหยียดการใช้ตะเกียบของคนเอเชียว่าเงอะงะเมื่อต้องกินอาหารตะวันตก ตลอดจนประวัติศาสตร์ Yellowface ในฮอลลีวูดที่นักแสดงผิวขาวมักแต่งหน้าล้อเลียนดวงตาและสรีระของคนเอเชียเป็นตัวตลก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสะท้อนภาพมาตรฐานสองชั้นอย่างชัดเจน เพราะพวกเขากลับนำขนบธรรมเนียม ประเพณี และอัตลักษณ์ที่มีรากเหง้าความหมายลึกซึ้งของคนเอเชีย มาเหยียดหยามเพื่อสร้างความบันเทิงอย่างตื้นเขิน
บทเรียนจากเรื่องนี้ขีดเส้นเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสีผิวและวัฒนธรรมประเพณี ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาล้อเลียนเพื่อความตลกขบขันได้ตามสโลแกน “My Culture/Skin Is Not a Costume” ซึ่งเป็นหลักการที่ชาติตะวันตกชอบย้ำเตือนผู้อื่นเสมอว่า อัตลักษณ์เหล่านี้ติดตัวผู้คนมาพร้อมประวัติศาสตร์ การนำมาสวมเล่นชั่วคราวแล้วล้างออกคือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ในระดับสากลจึงยึดหลักว่าผลกระทบทางสายตาย่อมสำคัญกว่าเจตนา แม้ผู้ทำจะไม่ได้ตั้งใจล้อเลียนหรือทำไปด้วยความชื่นชม แต่ภาพที่ออกมามันไปสะกิดรอยแผลภาพจำของการกดขี่ในอดีตทันที และโลกตะวันตกเองก็จำเป็นต้องเตือนสติตนเองให้เคารพสิ่งที่ตนเองพยามพร่ำสอนและมองวัฒนธรรมของผู้อื่นด้วยมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใดก็ตาม เพราะไม่มีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม หรือสีผิวของชนชาติใด ควรตกเป็นเหยื่อของการล้อเลียนเพื่อความบันเทิงอีกต่อไปในยุคสมัยนี้
การเทคแอคชั่นด้วยการลบภาพและโพสต์ขอโทษของเจษอย่างรวดเร็วเมื่อทราบถึงปัญหา ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่มีวุฒิภาวะและทำได้ดีมาก เพราะยอมรับความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่โยนบาปให้ทีมงาน แม้จะเกิดจากความเร่งรีบและเจษเองก็ไม่ได้มีเจตนาล้อเลียนแต่ประการใด การยอมรับว่าคอนเทนต์ที่ลงไปกระทบจิตใจผู้อื่น และพร้อมเรียนรู้เป็นบทเรียน แสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่ดีของคนดังเมื่อเกิดความผิดพลาดข้ามวัฒนธรรม
☁️ retweeted
เจษอาจจะนึกไม่ถึง สไตร์ลิสและทีมงานน่าจะพลาดและไม่ศึกษาให้ดีก่อนเพราะในวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองฮาโลวีนในสหรัฐฯ การแต่งคอสเพลยเป็น MJ ไม่ผิด เช่นทำทรงผมแบบเดียวกัน ใส่ถุงมือเพชร เสื้อหนังสีแดง กางเกงรองเท้า แต่สิ่งที่ต้องห้ามทำเด็ดขาดคือ ห้ามเปลี่ยนสีผิวเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีผิวตนเองในกรณีนี้คือเปลี่ยนสีผิวเป็นสีคล้ำดำเพื่อให้เหมือน MJ เห็นรูปของเจษ ผมก็ตกใจครับว่า คนไทยยังไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้อีกเยอะจริงๆ
สังคมอเมริกันที่ผมเติบโตมา เรื่องนี้ถูกสอนในวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐฯอเมริกาในโรงเรียนแบบเจ้มจ้นมาก การเปลี่ยนสีผิวตนเองให้เข้มขึ้นเพื่อเลียนแบบคนเชื้อชาติอื่น ยิ่งถ้าทำเป็นสีผิวดำคือการข้ามเส้นแดงที่ห้ามข้ามเด็ดขาดทันที เพราะภาพที่ปรากฏไม่ว่าจะทำขึ้นด้วยเหตุผลใด ไม่ว่าจะชื่นชมMJ หรือบริสุทธิ์ใจอย่างไรแต่มันจะถูกนำไปซ้อนทับกับบาดแผลของสังคมอเมริกันและตะวันตกเกี่ยวกับภาพจำของ Blackface minstrel shows ในอดีตทันทีครับ ไว้เดี๋ยวจะมาเขียนเล่าเรื่องนี้แบบยาวๆละกัน ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงห้ามทำเด็ดขาด และดีแล้วที่ลบออกแล้วควรออกแถลงการณ์ขอโทษ
พี่เจษโดนทัวร์ต่างชาติลง หลังจากลงรูปนี้
มีการแต่งสีผิวให้ดูคล้ำ เค้าบอกว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ 🥲
หลังจากทัวร์ลง ก็ได้ลบรูปออกหมด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
#เจษฎ์พิพัฒ #jesjpp
☁️ retweeted
วง Super Junior (ซูเปอร์จูเนียร์) พิสูจน์สถานะอันมั่นคงในวงการ ด้วยการคว้ารางวัลเชิดชูเกียรติประธานาธิบดี (Presidential Commendation) หลังเดบิวต์มานานถึง 21 ปี
เมื่อวันที่ 29 ที่ผ่านมา Super Junior ได้เข้าร่วมงานประกาศรางวัล ‘Korean Popular Culture and Arts Awards ครั้งที่ 17’ และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติประธานาธิบดี โดยรางวัลศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยแห่งชาตินี้ เป็นรางวัลรัฐบาลที่มอบให้แก่บุคคลที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมสมัยและการเผยแพร่กระแสฮันรยู (Korean Wave) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรางวัลที่มีทรงเกียรติอย่างมากในสาขานี้
การได้รับรางวัลในครั้งนี้มีความหมายพิเศษอย่างยิ่งสำหรับ Super Junior เพราะหลังจากที่พวกเขาเคยได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 1 เมื่อปี 2010 ในที่สุดพวกเขาก็ได้ก้าวขึ้นมารับ "รางวัลเชิดชูเกียรติประธานาธิบดี" ในรอบ 16 ปี
ในช่วงกล่าวรับรางวัล Super Junior ได้ตะโกนสโลแกนประจำวงที่เป็นเอกลักษณ์ว่า “พวกเราคือ ซูเปอร์จูเนียร์ครับ!” พร้อมแสดงความปีติยินดีอย่างเต็มที่
สมาชิกในวงเปิดเผยว่า:"ตลอด 21 ปีนับตั้งแต่เดบิวต์ พวกเราได้รับรางวัลมามากมาย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติประธานาธิบดี จึงยิ่งมีความหมายลึกซึ้งมากครับ ความฝันเล็กๆ ที่อยากดังเพราะชอบร้องและเต้น แต่ในวันนี้กลับได้รับการยอมรับจากทั่วโลก รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งครับ"
นอกจากนี้ยังกล่าวเสริมอีกว่า:"ขอขอบคุณแฟนคลับ E.L.F. (เอลฟ์) ทั่วโลก ที่คอยสนับสนุนให้พวกเราไม่เคยต้องท้อแท้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ หลังจากนี้พวกเราก็จะตั้งใจทำงานด้วยพลังงานที่ดีอย่างที่เป็นมาตลอด ในแบบฉบับของ Super Junior ต่อไปครับ"
ประวัติและสถิติความสำเร็จ
Super Junior เดบิวต์ในปี 2005 และสร้างกระแสฮันรยู K-Pop ให้แพร่กระจายไปทั่วโลกด้วยเพลงฮิตมากมาย รวมถึงเพลงยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘SORRY, SORRY’ โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ผ่านมา พวกเขาเพิ่งฉลองครบรอบ 21 ปีการเดบิวต์ พร้อมโชว์มิตรภาพและความเป็นทีมเวิร์กที่เหนียวแน่น พิสูจน์ขีดความสามารถของวงไอดอลระดับตำนานที่ยืนระยะได้อย่างยาวนาน
นอกจากนี้ ผ่านแบรนด์เวิลด์ทัวร์ ‘SUPER SHOW’ ที่เริ่มขึ้นในปี 2008 จนถึงปัจจุบัน พวกเขาจัดคอนเสิร์ตไปแล้วทั้งหมด 10 ทัวร์ โดยเปิดแสดงในมากกว่า 30 พื้นที่ทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้
ในระหว่างเส้นทางนี้ Super Junior ได้สร้างสถิติประวัติศาสตร์ไว้มากมาย เช่น:
- วงบอยแบนด์เกาหลีวงแรก ที่จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวในประเทศฝรั่งเศส
- ศิลปินเกาหลีที่เปิดทัวร์คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่สุด ในทวีปอเมริกาใต้
- ศิลปินเอเชียวงแรก ที่จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวในประเทศซาอุดีอาระเบีย
- ศิลปินต่างชาติวงแรก ที่ได้เข้าจัดคอนเสิร์ต ณ ไทเปโดม (Taipei Dome) ต่อเนื่องกันถึง 3 วันเต็ม
credit : m.entertain.naver.com/home/a…
#Superjunior
📖
ทุกคนไปซื้ออัลบั้มเยซองกันค่ะ มันดีมาก แค่กระดาษหน้าปกก็ปังแล้ว แถมการ์ดมาอีกปึก มีแผ่นหอมมาให้ด้วย (ตอนเขียนไดอารี่ลืมสิ่งนี้ไปเลย เพราะอัลบั้มมีดีเทลให้พูดถึงเยอะมาก)
#YESUNG #WhereWeAre @shfly3424
☁️ retweeted
개 고능한 폰트 발견...
고딕 아치랑 클로버 장식을 그냥 장식으로 붙인 게 아니라 글자 구조 안에 박아넣음
특히 O, H 이런 애들 확대해서 보면
거의 성당 창문 그 자체자나...🥵
이런폰트로 레이프 포스터 만들어도 멋질거같아
☁️ retweeted
สมุดเปล่าชั่งกิโลที่ซื้อมาจากงานหนังสือมันเริ่ดมากเลยอะ ขีดละ 10 บาท (2 เล่มนี้คือหนาอยู่ รวมกัน 40 บาท) คุณภาพกระดาษก็ดี อยู่ติดบูธ P.S. (L02) พี่คนขายบอกว่าเป็นโรงพิมพ์ที่พิมพ์ให้สนพนี่ละ สมุดจะคละๆ กันมาจากโรงงาน มีหลายสีหลายแบบ ถ้าสันมีสีคือฉีกได้ เสียดายน่าจะตำมาเยอะก่านิ 🥹
☁️ retweeted
ไปอ่านเค้าสปอยมาคร่าวๆมีกฏทั้งหมด 13 ข้อ แล้วค่าจ้างสูงมากคืนละหมื่นทำเสร็จจ่ายสดเลยและร้านก็เปิดขายผีนั่นแหละแต่มีกฏที่ใช้ร่วมกัน 13 ข้อถ้าทำตามนี้ผีจะทำอะไรเราไม่ได้พวกผีมันเลยต้องเหลี่ยมเพื่อเอาชีวิต เอาคนมาเป็นตัวตายตัวแทนประมาณนี้ฮ้ะ 😬👻




















































