youtube.com/shorts/SZn0DK0pb…
ทำไมเศรษฐีพันล้านอย่าง
Toto Wolff ต้องลงไปเช็ดกระจกส้วมเอง?
จิตวิทยาเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความสะอาด แต่มันคือ "ปมเสพติดความเนี๊ยบ" ที่ถูกขับเคลื่อนจากความกลัวในวัยเด็ก
ถอดรหัสเปลี่ยนปมเป็นพลังพันล้าน คลิปหน้าเจอกัน
กดติดตามไว้เลยค่ะ
ปราย retweeted
“เบื่อการเมือง”
ต้องแยก ระหว่างความรู้ กับ ความรู้สึก
“ รู้ ” นี่ ! สำคัญมาก
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราก็ต้องรู้ หรือควรจะรู้มัน
เราเอาแต่ความรู้ ความรู้สึกเราไม่ยุ่ง ถ้าเกิดความรู้สึกขึ้นมา เราก็รู้ว่าเรามี“ความรู้สึก”นั้น แค่นั้นพอ
ฉันเคยเข้าใจว่า "การวางเฉย ปล่อยวาง ทำจิตให้ว่าง" คือคำตอบ แต่พอนานไปถึงรู้ว่ามันคือการหลอกตัวเอง
ใช่.. มันสงบ แต่มันเป็นความสุดโต่งที่ตัดขาดจากโลก
มันคือ มิจฉาทิฐิ| "อัญญาโณเบกขา"
คนฉลาด (Smart): ใช้สมอง
เล่นเกมสังคม สวมหน้ากากหา
ผลประโยชน์และเอาตัวรอด เพื่อให้คนรักและประทับใจ
คนมีปัญญา (Wise): ใช้หัวใจและจิตวิญญาณ ซื่อสัตย์ต่อความจริงข้างใน เพราะรู้ว่าต่อให้ชนะคนทั้งโลก แต่แพ้ใจตัวเองก็ไร้ค่า
เลือกตามใจคนอื่น: ชีวิตง่าย สังคมยอมรับ แต่ข้างในร้องไห้และเจ็บปวดตลอดเวลา
เลือกฟังเสียงจิตวิญญาณตัวเอง: ชีวิตยาก ต้องออกแรงพายเรือทวนน้ำจนเหนื่อยล้า โดดเดี่ยว แต่ข้างในมันสงบและปลอดภัย เพราะเราไม่ได้ทรยศตัวเอง
หน้าที่ของเราคือ "การสะกิด"
การบอกว่า “เอ๊ย เธอ ของเธอหล่นนะ”
หน้าที่ของเขาคือ "การเก็บ" จิตสำนึก ปมในใจ หรือการตื่นรู้ มันเป็น "ของส่วนตัว" ของเขา ถ้าเขาเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่เก็บ และเดินผ่านมันไป นั่นคือวิถีและกรรมของเขาที่เรา ไม่มีวันและไม่มีหน้าที่ จะต้องไปแบกรับแทน
สิ่งที่มนุษย์ทำกับ “คนดี” และทำกับ “ธรรมชาติ” มันเกิดจาก
รากเหง้าของสันดานเดียวกัน คือ ความเพิกเฉย การตักตวงอย่างหยาบคาย และการไม่เห็นคุณค่าในวันที่เขายังอยู่
กฎสะท้อนกลับแบบเดียวกัน
ตอนธรรมชาติให้คุณประโยชน์ เราตักตวงอย่างไร้ค่า
พอธรรมชาติหมดเกราะป้องกันและเอาคืน มนุษย์ก็เดือดร้อน เช่นเดียวกับคนทำดี ตอนเขาช่วยสังคมเรามองข้าม พอเราไปแซะไปแขวะจนเขาถอดใจแล้ววางเฉย หนีไปอยู่เงียบๆ สังคมก็กลายเป็นสังคมแย่ๆที่ไม่มีใครยอมช่วยใครอีกต่อไป
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดจริงๆ ว่าการมีสติคือการทำตัวเป็นพระอิฐพระปูน ปล่อยวาง ปล่อยจอย ไม่รับรู้อะไรเลย
แต่ในความเป็นจริง การฝึกสติไม่ใช่การ "วางเฉยแบบนิ่งดูดาย" แต่มันคือการ "ติดเบรกให้ความคิด" เพื่อไม่ให้เรากระโจนลงไปเล่นกับสิ่งที่สมองมันปรุงแต่งขึ้นมาทันที
โลกนี้จะน่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เพราะคนชั่วเยอะขึ้น แต่เพราะคนดีโดนแรงกระแทกจนถอดใจแล้วหนีไปอยู่เงียบๆ
ถ้าวันไหนคนตั้งใจทำดีเลิกสนใจโลก สังคมนี้จะเหลือแต่คนเหี้ยที่เสียงดัง
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสังคมที่เราทุกคนต้องทนอยู่กับความฉิบหายร่วมกัน
youtu.be/ntMV6MdOqBE?si=Co7u…
เพลงขึ้นหิ้งที่สอนให้ยอมรับความจริงของชีวิต และทำดีต่อไปแม้ในวันที่โลกไม่ได้เป็นดั่งใจ
ฉันคิดว่า..การทำดีในโลกยุคนี้
สิ่งที่ยากไม่ใช่ "ตัวแอ็กชัน" หรือการลงมือทำ แต่คือ "การต้านทานกระแสลม" จากภายนอก ในสังคมที่พร้อมจะตัดสิน แซะ นินทา หรือมองคนทำดีว่า "สร้างภาพ"
มันมีแรงเสียดทานเยอะมาก
จนคนทำดีหลายคนต้องเคว้งและเกิดคำถามในใจว่า "กูทำไปเพื่ออะไรวะ?"
คนที่ยังมุ่งมั่นทำดีต่อได้ท่ามกลางเสียงด่าเสียงวิจารณ์ คือคนที่มีพลังใจมหาศาลมาก พลังนี้ไม่ได้มาจากอีโก้ แต่มันมาจากจิตสำนึกข้างในที่หนักแน่น เหมือนมี "หิริโอตตัปปะ" คอยค้ำจุนอยู่จนลมภายนอกทำอะไรไม่ได้





