มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
Omg Post of the year 🥺
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
นั่งน้ำตาซึมตอนสามทุ่ม ดีมากต้องอ่านนะ
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
โคตรดี Mama Bear หนังสั้นสยองขวัญ 5 นาทีเรื่องใหม่ของผกก. Curry Barker (Obsession) ว่าด้วยหนุ่มคนหนึ่งที่พบว่าจู่ๆเพื่อนโทรมาเตือนว่าเดี๋ยวจะมีผู้หญิงมาฆ่าเขาถึงในบ้าน แถมไปๆมาๆเขากลับพบสิ่งมีชีวิตลี้ลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดที่อาจเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ชั้นอ่านแล้วชั้นร้องไห้อะ TT
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ตรงนี้ผ้มน้ำตาไหล เป็นทวีตที่ฮีลใจมากค่า เรากำลังคิดจะปรึกษาแพทย์ คือไม่ได้อยากตายแต่มีคิดแว้บๆเวลาเครียด แต่แว้บเดียวจริงๆ เพราะเรามีเหตุผลให้อยู่ต่อเยอะมาก แต่เจอเรื่องร้ายจนกลายเป็นคนกลัวไปก่อน เช่นกลัวหมาตาย กลัวตัวเองป่วย ไว้จะลองไปค่า เผื่อจะได้เจออะไรที่จุดประกายไฟในตัวเอง
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
อ่านทวิตนี้แล้วคิดถึงครั้งอรกที่ไปแอดมิดจิตเวช เราเจอคนไข้คนหนึ่งเขาเกิดอุบัติเหตุทำให้ความทรงจำหาย สภาพเขาเหมือนกลายเป็นเด็ก เดินตามคนอื่นต้อย ๆ ติดแจเหมือนเด็กเดินตามผู้ใหญ่ เค้าเป็นพี่เรา พี่เค้าสนิทกับกลุ่มที่เราอยู่มาก จนคนในกลุ่มทยอยออกจากวอร์ดไป ใครเคยแอดมิด+
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
เป็นทวีตที่ดีมากเลย คุณจขทวเก่งมาก ขอบคุณที่มาแชร์ให้อ่านนะคะ 🥹✨
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
คลิปจากเบื้องหลังโฆษณาแชมพูเคลียร์ ตอนนั้นผมยาว ๆ เลย น่าร้ากกกกกกกกมาก 🤏🏻🩷
Replying to @trechhichi
เราเซฟจากคุณคนนี้อีกทีนะคะ ขอบคุณสำหรับคลิปน้องนายคนจ๋วยค่ะ teapawt.net/14febyr/status/2116317…
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
เทสระบบเบียร์ชิงเต่า
เบียร์ผลไม้อร่อยมาก ( มากดทุกวัน)
คนเดินกินชิลกันทั้งวัน เข้าใจแล้วทำไมเป็นเมืองเบียร์ กดสนุกเลย 🍺🍻
#preawmemoiretrip
ชิงเต่า— เมืองน่ารักมาก อากาศดีไวป์ดี
แค่เดินเล่น กินกาแฟดีสุดๆ
(Luckin coffeeเหมือนเดิม)
ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่เที่ยว
เดี๋ยวมาแปะไว้ให้น๊า ⭐️🍁
#preawmemoiretrip
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
✨ ถึงเวลามาเช็กอัป #อันดับคนดวงดีปี2570 แบบฉบับตำรา #ญี่ปุ่น ใครดวงพุ่ง ใครต้องมูเพิ่ม มาดูกันเลย 🔮 #สายมู ไม่ควรพลาดอ่านง่ายไม่จกตาไม่ปวดตาแน่นอน!
เข้าไปดูเดือนนำโชคของแต่ละคนได้ที่ uranai3.com/1000864
#TrueCJ #TrueCJCreations
#ดวง #ดูดวง #ดวงการเงิน #โชคลาภ
#NewYear2027 #ดวงดี2570 #ดวงดี2027 #อันดับคนดวงดีปี2027 #FortuneRanking2027
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ยอมใจพวกนางแล้วก็ดีใจแทน BESTie วงแตกจะ 10 ปีละ Love Options กลับมามีกระแสเพราะความหมายเริ่ดไวรัลจนติดชาร์ต คนเต้นติ๊กต๊อกเยอะ มบ.ติดต่อกันถ่ายคลิปชาเลนจ์ คลิปซ้อมเต้นแถมขึ้นสเตจโปรโมทด้วย โคตรเริ่ด เพลงนี้ปล่อย 2013 กว่าจะดังคือ 2026 พวกชีรอมา 13 ปี😭
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
เปิด 4 เหตุผล ทำไมอินเทอร์เน็ตไทยไม่ดับสนิท
.
1. เส้นทางหลักไทยไม่ได้ผ่านอิหร่าน : โครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลของไทยส่วนใหญ่เชื่อมต่อไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปสหรัฐฯ ส่วนเส้นทางที่ผ่านทะเลแดงหรืออ่าวเปอร์เซียจะเน้นการเชื่อมต่อไปยังยุโรปและตะวันออกกลางเป็นหลัก
2. มีระบบค้นหาเส้นทางสำรองอัตโนมัติ : โครงสร้างอินเทอร์เน็ตถูกออกแบบให้ routing ข้อมูลอ้อมไปทางเอเชียตะวันออกและข้ามไปสหรัฐฯ แทนหากสายทางยุโรปขาด แม้จะทำให้ความเร็วช้าลง (Latency สูงขึ้น) แต่ยังใช้งานได้ตามปกติ
3. มีช่องทางทางบกและดาวเทียมรองรับ : ประเทศไทยมีสายใยแก้วนำแสงทางบกที่ผ่านจีน ลาว และเมียนมา รวมถึงระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมเสริม
4. มีบรรทัดฐานจากเหตุการณ์จริง : ในช่วงปี 2024–2025 เคยเกิดเหตุสายเคเบิลในทะเลแดงขาดหลายครั้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีเพียงการเชื่อมต่อเอเชีย–ยุโรปช้าลงหลายสัปดาห์ แต่ไม่มีประเทศใดในเอเชียที่อินเทอร์เน็ตดับ
.
ระบบธนาคาร-แอปโอนเงินในไทยกระทบหรือไม่?
.
• ธุรกรรมภายในประเทศ (PromptPay / Mobile Banking) : ใช้เครือข่ายและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภายในประเทศไทยเป็นหลัก จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
• การโอนเงินต่างประเทศ (SWIFT) : อาจมีความล่าช้าบ้าง แต่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีระบบสำรองข้อมูลหลายชั้น
• บริการออนไลน์ที่มี Server ในยุโรป/ตะวันออกกลาง : อาจมีอาการโหลดช้าหรือเกิด Timeout ขึ้นได้บ้างในบางช่วง
.
สรุปได้ว่า หากเกิดเหตุตัดสายเคเบิลใต้ทะเลจริง ประชาชนไทยอาจได้รับผลกระทบเพียงแค่อินเทอร์เน็ตไปฝั่งยุโรปช้าลง แต่จะไม่ถึงขั้นอินเทอร์เน็ตล่มหรือโอนเงินไม่ได้ตามที่มีความกังวล
- ข่าวช่องวัน
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
เชียงใหม่หล่อจัง
MUAN JAI WITH TRE PERFECTA
#เพอร์เฟคต้าพาตรีแอ่วเชียงใหม่
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ขอให้ผู้หญิงบนโลกทุกคนปลอดภัยจากผู้ชายชั่วๆสารเลวสันดานดอกทองช้างเย็ด
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
เมื่อโลกโดนโจมตีทางไซเบอร์..
วินาทีแรก คุณจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
แค่เห็นหน้าจอมือถือหมุนๆ... สัญญาณหาย
แล้วไฟทั้งซอยก็ดับพรึ่บ พร้อมกันทั้งจังหวัด
ไม่ใช่ไฟดับธรรมดา แต่เป็นความมืดที่กลืนทั้งเมือง แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่เกิดมา สัญญาณไฟจราจรดับสนิท เสียงแตรรถดังระงมไปหมด
คุณวิ่งไปตู้ ATM... จอขึ้นสีแดงตัวใหญ่ๆ ว่า SYSTEM ERROR
รูดบัตรเซเว่นก็ไม่ผ่าน แม่ค้าบอก "รับเงินสดเท่านั้นลูก" แต่เงินสดในกระเป๋าคุณมีแค่ 40 บาท
ที่โรงพยาบาล เครื่องวัดหัวใจคนไข้ดับวูบ หมอต้องตะโกนเรียกชื่อยา แทนที่จะดูในคอมพ์
ที่สนามบิน บอร์ดเที่ยวบินขึ้นคำเดียวเต็มไปหมด CANCELLED สีแดงฉาน คนหลายพันคนนอนกองอยู่กับพื้น
และที่น่ากลัวที่สุด... ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของคุณ กำลังลอยอยู่ในอากาศ ให้ใครก็ได้ที่จ่ายเงินซื้อไป
มันไม่ใช่หนังฮอลลีวูด
มันคือวันที่โลกทั้งใบ กดปุ่ม Pause พร้อมกัน
ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีควัน
มีแค่ความเงียบ... ของระบบที่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเราปลอดภัย มาตลอด
แล้วในความมืดนั้นเอง คุณจะได้ยินเสียงเดียวที่ดังขึ้นมา
เสียงของคนกลุ่มเล็กๆ ในห้องควบคุมที่ไหนสักแห่งบนโลก ที่ยังไม่ยอมแพ้ กำลังพิมพ์คีย์บอร์ดแข่งกับเวลา เพื่อเปิดไฟดวงแรกให้กลับมาติดอีกครั้ง
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
🚨 ข่าวล่าสุด: แฮกเกอร์กำลังโจมตีธนาคารใน 7 ประเทศพร้อมกัน
นี่คือสิ่งที่โควิดเป็นในสัปดาห์แรก ไม่กี่ประเทศ จำนวนผู้ติดเชื้อน้อย ไม่มีใครเรียกมันว่าวิกฤต
1. เกาหลีใต้: แฮกเกอร์ใช้เครื่องมือ AI ของจีนเจาะเข้าไปในบริษัททางการเงินอย่างน้อย 7 แห่ง ข้อมูลของผู้คน 68,000 คนถูกขโมย บริษัท 16 แห่งถูกเจาะภายในกลางเดือนตุลาคม สัปดาห์นี้ Daishin Securities รายงานว่าข้อมูลลูกค้า 38,490 รายรั่วไหล รวมถึงหมายเลขบัญชีธนาคารด้วย
2. ละตินอเมริกา: แก๊งหนึ่งใช้ AI ที่สร้างขึ้นจาก Claude, Grok และ Kimi โจมตีเป้าหมายกว่า 400 แห่ง รวมถึงธนาคารและบริษัทชำระเงิน พวกเขาขโมยรหัสผ่านและเข้าถึงบัญชีธนาคารของลูกค้า
3. อิตาลี: ข้อความ WhatsApp ปลอมจาก "ซีอีโอ" และเสียงที่จำลองโดย AI ทำให้ธนาคารส่วนตัวของ Intesa Sanpaolo โอนเงิน 95 ล้านยูโร เงิน 36 ล้านยูโรยังคงหายไป ถูกแปลงเป็นคริปโตเคอร์เรนซี
4. อินเดีย: ผู้ให้กู้รายย่อยสูญเสียเงิน 300 ล้านรูปี (ประมาณ 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ใน 2 เดือน มี 150 กรณี แฮกเกอร์คัดลอกข้อมูลล็อกอินธนาคารและส่งเงินออกไปในรูปแบบสินเชื่อปลอม บริษัทหนึ่งถูกโจมตีถึงสองครั้ง
5. คริปโตเคอร์เรนซี: เงิน 351 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกถอนออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของ Bitget สงสัยว่าแฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือเป็นผู้ลงมือ
6. ญี่ปุ่น: แฮกเกอร์โจมตีบริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของ GMO Internet และเรียกร้องเงินคริปโตเคอร์เรนซี 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายกรัฐมนตรีสัญญาว่าจะออกมาตรการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ฉุกเฉิน
7. ออสเตรเลีย: หน่วยงานกำกับดูแลเตือนว่าการโจมตีด้วย AI ทำให้เงินออมเพื่อการเกษียณอายุมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ออสเตรเลียตกอยู่ในความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัยทางไซเบอร์ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 80% ในหนึ่งปี
ลองมองภาพรวม
เครื่องมือแฮ็ก AI หาได้ง่ายในปัจจุบัน บริษัทขนาดเล็กมีระบบรักษาความปลอดภัยที่อ่อนแอ เงินเคลื่อนย้ายได้ในไม่กี่นาที มันข้ามธนาคาร ผ่านบัญชีเช่า ออกไปเป็นเงินสดหรือคริปโตเคอร์เรนซี ผู้บริหารมักอยู่ต่างประเทศ
โควิดทำให้ถนนถูกปิด ไม่มีใครเรียกสิ่งนี้ว่าวิกฤตในตอนนี้ แต่ธนาคารกลางต่าง ๆ ได้วางแผนรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว สำหรับวันที่เหล่าแฮกเกอร์สามารถเจาะระบบเข้ามาได้
กลุ่ม G7 ได้ตกลงที่จะจัดการซ้อมรับมือเหตุการณ์จำลองที่แฮกเกอร์ใช้ AI โจมตีธนาคารต่าง ๆ ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้กำหนดให้ธนาคารในยูโรโซนต้องส่งแผนการป้องกันภายในระยะเวลา 4 เดือน
หากคุณมีเงินฝากอยู่ในธนาคาร อย่าลืมกดติดตามไว้ เพราะผมจะคอยติดตามว่าแฮกเกอร์จะโจมตีที่ไหนเป็นเป้าหมายถัดไป และจะกวาดเงินไปได้มากน้อยเพียงใด


































